วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

KBankจับมือ CMMU ช่วยเหลือ #Startup กู้ง่าย กู้ได้ กู้ถูก + ความรู้

KBank จับมือ กับ บสย. และมหิดล บริการ StartUP ครบวงจร หากอายุกิจการไม่ถึง 3ปี ที่กู้ไม่ได้ก็ให้กู้ง่ายขึ้นโดยมี บสย.มาช่วยค้ำประกัน และให้ความรู้โดยกูรูมากมหิดลเพื่อให้ Startup ก้าวไปได้อย่างมั่นคงทั้งเงินทุนทั้งความรู้ ซึ่งเหมาะกับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจมากๆ

กสิกรไทย บสย.และมหิดลจัดโครงการสนับสนุนเอสเอ็มอีมือใหม่

 


กสิกรไทย ร่วมกับ บสย.และมหาวิทยาลัยมหิดลจัดโครงการ สนับสนุนผู้ประกอบการมือใหม่   ให้ไปไกลเกินฝัน เพิ่มวงเงินสินเชื่อด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนพร้อมเติมองค์ความรู้เชิงลึกสำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่แบบยั่งยืน ตั้งเป้าสนับสนุนผู้ประกอบการมือใหม่ภายในปีนี้กว่า2,300 ล้านบาท

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากสถิติผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ของไทยมีประมาณ 40,000- 50,000 รายต่อปี ซึ่งพบว่ามีธุรกิจที่สามารถดำเนินกิจการอยู่รอดเกิน 3 ปีได้ไม่ถึงครึ่งโดยปัญหาหลักอยู่ที่ไม่มีประสบการณ์ในการจัดการธุรกิจ การขาดสภาพคล่องทางการเงิน และขาดองค์ความรู้จากปัญหาดังกล่าวธนาคารกสิกรไทย จึงได้ออกบริการสนับสนุนธุรกิจเริ่มต้นกสิกรไทย (K-SME Start-up Solutions) เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเอสเอ็มอีใหม่ทั้งในด้านการเงินและองค์ความรู้อย่างครบวงจรซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างดี มีสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการกว่า 70,000 ราย
ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) และมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดโครงการ สนับสนุนผู้ประกอบการมือใหม่ ให้ไปไกลเกินฝัน เป็นโครงการต่อเนื่อง ที่มีเป้าหมายช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ให้เพียงพอต่อความต้องการด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมเพิ่มเติมองค์ความรู้เชิงลึกที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ให้ประสบความสำเร็จแบบยั่งยืน
ทั้งนี้ บสย. จะเข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการด้วยการค้ำประกันพอร์ตในการปล่อยสินเชื่อโดยสินเชื่อโครงการนี้ ให้วงเงินสูงสุด 4 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อแบบมีหลักประกัน อยู่ที่ MRR+3% และสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน อยู่ที่MRR+5% (Link อัตราดอกเบี้ย)
นอกจากนั้น ธนาคาร ฯ ยังได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหิดลในการจัดหลักสูตรอบรมเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินทุนที่ได้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถดำเนินธุรกิจให้แข่งขันการคู่แข่งได้
นายวิบูลย์ เพิ่มอารยวงศ์ กรรมการผู้จัดการทั่วไปบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาหลักที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมือใหม่ไปไม่รอดก็คือการไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารได้ เนื่องจากมีประสบการณ์ทำธุรกิจน้อยกว่า 3 ปีธนาคารโดยทั่วไปไม่ปล่อยกู้ ด้วยเหตุผลของการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เอสเอ็มอีมือใหม่มีสถิติไปไม่รอดถึงร้อยละ 50 เพื่อให้เอสเอ็มอีมือใหม่กู้ได้และธนาคารมีความมั่นใจที่จะให้เงินกู้แก่เอสเอ็มอีมือใหม่ บสย.จึงยินดีที่จะค้ำประกันสินเชื่อให้ เพื่อช่วยให้ เอสเอ็มอี “กู้ได้  กู้ง่าย กู้ถูก” 
ศาสตราจารย์ ดร.รัศมีดารา หุ่นสวัสดิ์ คณบดี วิทยาลัยการจัดการมหาวิยาลัยมหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์ความรู้พื้นฐานสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่ทางมหาวิทยาลัยฯได้เข้ามาช่วยจัดหลักสูตรการอบรมเชิงรุก จะเน้นไปที่การบริหารใน 5 แกนหลักซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการประกอบธุรกิจคือ 
1.หลักสูตรการวางแผนธุรกิจให้อยู่ได้ใน 3 ปี   
2.หลักสูตรผู้ประกอบการใหม่กับความคิดสร้างสรรค์   
3.กลยุทธ์การทำการตลาดในยุคนี้ให้ถึงใจผู้บริโภค   
4.การทำบัญชีอย่างง่ายที่ผู้ประกอบการใหม่ควรรู้ 
5.เคล็ดลับในการขอสินเชื่อ
 โดยในปี2555 นี้ทางโครงการฯ จะจัดการอบรม 2 รุ่น คือ ในช่วงเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน ซึ่งแต่ละรุ่นจะเป็นการเข้าอบรม2 วันเต็ม สามารถรับผู้เข้าอบรมได้ประมาณรุ่นละ 50 คน
นายพัชร กล่าวในตอนท้ายว่า โครงการสนับสนุนผู้ประกอบการมือใหม่ให้ไปไกลเกินฝัน จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการได้อีกอย่างน้อย1,700 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อประมาณ 850 ล้านบาทรวมเป็นวงเงินที่ธนาคารเตรียมไว้เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเริ่มต้นธุรกิจใหม่กว่า2,300 ล้านบาท ผู้ประกอบการมือใหม่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31ธันวาคมนี้ สอบถามเพิ่มเติมที่ 028888822


         

วันดี วันมงคล เดือน สิงหาคม 2555

วันธงไชย (วันดี เหมาะกับการเปิดกิจการ,เริ่มงาน,เข้าบ้านใหม่,มงคลสมรส)
วันอังคารที่ 7 ส.ค.
วันศุกร์ที่ 10 ส.ค.
วันจันทร์ที่ 13 ส.ค.
วันพุธที่ 22 ส.ค.
วันเสาร์ที่ 25 ส.ค.
วันอาทิตย์ที่ 26 ส.ค.

 


วันดีราศีแจ่มใส (เหมาะกับการประกอบธุรกิจ ริเริ่มการงาน)
วันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค.
วันเสาร์ที่ 18 ส.ค.
วันพฤหัสที่ 30 ส.ค.

วันดี (เหมาะทำการมงคล)
วันพุธที่ 1 ส.ค.
วันพฤหัสที่ 2 ส.ค. (วันอาสาฬหบูชา)

วันสำคัญ
วันศุกร์ที่ 3 ส.ค.      วันเข้าพรรษา
วันจันทร์ที่ 6 ส.ค.    วันพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม
วันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค.     วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
วันศุกร์ที่ 31 ส.ค.    วันสารทจีน

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จัดให้ทุกการสื่อสารเพียงกู้สินเชื่อบ้านกสิกรไทย At Home Banking Solution

ฟรีโทรศัพท์บ้านโชว์เบอร์พร้อมแพ็คเกจค่าโทรสุดคุ้ม
เนตความเร็วสูงราคาพิเศษ
ฟรีซิม TOT3G เชื่อมต่อได้ทุกที่
ดูฟรีคมชัดระดับHD TOT IPTV

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากTOTและKBank เพื่อลูกค้าสินเชื่อบ้านกสิกรไทย

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ถอดบทเรียน 13 ข้อ จาก สุทธิชัย-บัณฑูร “What would Steve Jobs do with AEC?" ถ้าวันนี้ สตีฟจ็อบส์ ยังอยู่โลกเออีซีในมุมมองของเขาจะเป็นอย่างไร มอง เออีซีทะลุมิติกับ สองกูรูเมืองไทย



ครีเอทีฟทอล์กโชว์ 'สุทธิชัย-บัญฑูรถอด13 บทเรียน'สตีฟ จ็อบส์'กับการเตรียมพร้อมรับเออีซี 'พร้อมยก'ทฤษฎีกบต้ม'เตือนเอกชนไทย


สุทธิชัย-บัณฑูร กับบทบาทใหม่ ครีเอทีฟทอล์คโชว์

รุป 13 บทเรียน Steve Jobs ถ่ายทอดโดย สุทธิชัย-บัณฑูร

  1. Focus  มุ่งมั่นแน่วแน่
  2. Simplify ทำให้ง่าย
  3. Take Responsibility End to End รับผิดชอบและเอาใจใส่ตั้งแต่ต้นจนจบ
  4. Put product before profit คุณภาพสินค้าที่ดีมาก่อน
  5. Don't be slave to focus group คำตอบอยู่ในหัวมากกว่าการทำวิจัย
  6. Bend reality อย่าบอกว่าทำไม่ได้
  7. Impute ผู้บริหารมีทิพยญาณเห็นความสำเร็จ
  8. Push for Perfection งานต้องสมบูรณ์แบบพลาดไม่ได้
  9. Toterate only "A" Player ร่วมทีมกับผู้ร่วมงานเกรดเอ
  10. Engate Face to face พูดคุยแก้ปัญหาแบบตัวต่อตัว
  11. Know Big picture and the details รู้ลึกทั้งภาพใหญ่ภาพละเอียด
  12. Combine the humanities with the science ประสาน ศาสตร์​ และ ศิลป์ ให้ลงตัว
  13. Stay Hungry ,Stay Foolish หิวกระหายความสำเร็จและพร้อมพัฒนาคน     
วีดีโองานสัมมนา  ทอล์คโชว์ What would Steve Jobs do with AEC?
มองเออีซีทะลุมิติ กับ 2 กูรูเมืองไทย 
บัณฑูร ล่ำซำ สุทธิชัย หยุ่น ตอนที่ 1 


ทอล์คโชว์ What would Steve Jobs do with AEC?
มองเออีซีทะลุมิติ กับ 2 กูรูเมืองไทย 
บัณฑูร ล่ำซำ สุทธิชัย หยุ่น  ตอนที่ 2




ทอล์คโชว์ What would Steve Jobs do with AEC?
มองเออีซีทะลุมิติ กับ 2 กูรูเมืองไทย 
บัณฑูร ล่ำซำ สุทธิชัย หยุ่น ตอนที่ 3




ตอนสุดท้าย ของ ทอล์คโชว์ What would Steve Jobs do with AEC?
มองเออีซีทะลุมิติ กับ 2 กูรูเมืองไทย 
บัณฑูร ล่ำซำ สุทธิชัย หยุ่น ตอนที่ 4 





คุ้มค่าการรอคอยกับการแสดงทอล์กโชว์ “What would Steve Jobs do with AEC?” งานทอล์กโชว์ครั้งสำคัญของสองผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคารและสื่อสารมวลชนของไทย บัณฑูร-สุทธิชัย จัดขึ้นที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางผู้สนใจเข้าร่วมรับชมรับฟังคับคั่งนับพันคน
ทอล์กโชว์ครั้งนี้เป็นการโชว์ "คมคารมปะทะ "คมไอเดียระหว่าง นายสุทธิชัย หยุ่น ประธาน บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป และ นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อปรุงแต่งแนวคิดนอกกรอบให้คนไทย โดยเฉพาะนักธุรกิจและผู้นำทุกด้าน ใช้รับมือความผันผวนของโลก ทั้งปรากฏการณ์ "สตีฟ จ็อบส์และการเตรียมพร้อมเปิดรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี)
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคาร กสิกรไทย กล่าวถึงกุญแจความสำเร็จของ "สตีฟ จ็อบส์" ผู้สร้างไอโฟนต่อความพร้อมในการเข้าสู่เออีซี ว่า บทเรียน 13 ข้อ ที่ไทยสามารถนำมาใช้ได้ 
สิ่งแรกคือ "มีโฟกัส" คือ ต้องมีสมาธิแน่วแน่เพื่อสร้างความคิดให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยการทำสิ่งที่ไม่เคยมีในโลกมาก่อน เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจไม่ใช่สร้างจากการวิจัยตลาด ขณะเดียวกันต้องสร้างสินค้าให้ง่ายแต่น่าสนใจ เช่นเดียวกับ ไอโฟนที่ใช้ง่าย แต่กระบวนการก่อนหน้าส่งมอบสินค้าจะมีความยุ่งยากซับซ้อนซ่อนอยู่มาก นั่นคือการผนวกให้ครบระหว่างเทคโนโลยีและความสร้างสรรค์
นอกจากนี้ ต้องมีความรับผิดชอบตั้งแต่ต้นจนจบ หรือ Take responsibility End to End คือ ความเอาใจใส่ ไม่ปล่อยให้อะไรที่ไม่เรียบร้อยหลุดไป คุณสมบัตินี้มักอยู่ในเถ้าแก่ที่ต้องตรวจสอบคุณภาพสินค้าแต่ต้องสร้างสมดุลให้คนอื่นได้ทำบ้าง
การทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบอาจทำให้คนอื่นรู้สึกกลัว แต่ถือเป็นเป้าหมาย เพราะการทำธุรกิจระยะยาว หากสุขเอาเผากินคงไม่สามารถสร้างแบรนด์ให้เกิดขึ้นมาได้
นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป กล่าวว่า อีกหนึ่งบทเรียนที่น่านำมาใช้ คือ"ทฤษฎีกบต้มหรือ When Behind Leapfrog ทั้งนี้สัญชาตญาณของกบจะกระโดดออกเมื่อถูกโยนลงน้ำร้อน แต่หากเอากบใส่ในน้ำแล้วปล่อยให้น้ำค่อยๆ ร้อน กบจะเคยชินกับน้ำที่อุ่นจนเดือดและตายในที่สุด
"ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมีความสุขหรือเคยชินกับสภาพปัจจุบันจนไม่ปรับตัว เพราะเมื่อสะสมความล้มเหลวผิดพลาด เราจะตายเพราะสบายกับความอุ่นในที่สุด ซึ่งเมื่อเข้าสู่เออีซีเราไม่ใช่จะเจ๊งทันที แต่จะค่อยๆ โดนดูดหายไปนายสุทธิชัย กล่าว
บัณฑูร กล่าวว่า ความคิดของจ็อบส์ เราไม่ควรแค่จะไล่ให้ทันแต่ต้องกระโดดนำหน้า ต้องมีจินตนาการที่สร้างสรรค์และมีความคิดทำสิ่งใหม่ๆ ในธุรกิจหากอยู่เฉยก็มีคนทำตามได้ตลอดเวลา หากเราไม่พัฒนา และเชื่อว่าน้ำจะแค่อุ่นแต่ไม่เดือดถึงตายได้ ซึ่งความจริงแล้วภูมิต้านทานเราไม่มี ในขณะนี้เราอาจคิดว่าพัฒนากว่า แต่ดูจากสถิติจะพบว่าเราโดนไล่หลังจากหลายประเทศที่กำลังพัฒนา
เขา กล่าวว่า สตีฟ จ็อบส์ จะเลือกใช้ทีม A เท่านั้น โดยไม่มีทีม B หรือ C สำรองไว้ หากใครไม่สามารถทำงานได้ก็ไล่ออกได้ทันที เรื่องนี้ขัดแย้งกับสังคมวัฒนธรรมไทยที่ไม่สามารถทำได้ หรือต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากมากเกินไปลูกน้องอาจกบฏได้ การบอกว่าต้องทำให้ได้ ผู้นำต้องชี้ให้ลูกน้องเห็นความจำเป็นของเป้าหมาย และสร้างภาพให้ลูกน้องกล้าบุกเข้าไป ผู้นำเองในความเชื่อของจ็อบส์ต้องมีทิพยญาณรู้ด้วยว่าแผนที่ลูกน้องทำมาจะสำเร็จได้หรือไม่ เป็นการผสมผสานระหว่างศาสตร์และศิลป์
"ความพร้อมเข้าสู่เออีซีขณะนี้กระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการไม่กี่ราย แต่เอสเอ็มอียังหาจุดยืนในตลาดไม่ได้ การปรับตัวของเอสเอ็มอีไม่มีกูรู หรือสูตรสำเร็จกำหนด ต้องนำข้อมูลที่มีกลับไปหาจุดยืนของตัวเอง ส่วนภาครัฐหากมองผ่านมุมของ จ็อบส์ หรือให้ จ็อบส์ เป็นผู้นำประเทศ ลูกค้าเขาคือประชาชน ที่ต้องการให้เขาสร้างความอยู่ดีกินดีให้นายบัณฑูร กล่าว

นายสุทธิชัย เล่าว่า เมื่อ 18 ปีก่อน นายบัณฑูรเป็นคนไทยอันดับต้นๆ ที่นำแนวคิดกล้าที่จะทำอะไรนอกกรอบมาใช้ ขณะนั้นสตีฟ จ็อบส์ กำลังถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งขึ้น ทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างสตีฟ จ็อบส์ กับนายบัณฑูร ขณะที่อีก 3 ปีข้างหน้าไทยจะเข้าสู่สมาคมอาเซียน จึงคิดว่าแนวคิดของนายบัณฑูรน่าจะเป็นแนวทางให้นักธุรกิจไทยสามารถต่อสู้กับเพื่อนบ้านได้ หลังประตูประชาคมอาเซียนเปิดจึงกลายเป็นที่มาของการทอล์กโชว์ครั้งนี้ น่าสนใจในมุมมองของนายบัณฑูรว่า "คนไทยจะอยู่รอดได้หรือไม่ หลังประตูประชาคมอาเซียนเปิด"
นายบัณฑูรให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ครั้งนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ข่าวสารกว้างไกล ที่ผ่านมาสถานการณ์โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะ ทั้งเรื่องโลกาภิวัตน์เมื่อ 20 ปีก่อน จีนเปิดประเทศเมื่อ 10 ปีก่อน เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปกลายเป็นเรื่องปกติของคนไทย แต่มาครั้งนี้เออีซีจะเปิด เท่าที่ติดตามพบว่า คนไทยให้ความสนใจมากขึ้น มีการจัดสัมมนา หรือการเตรียมความพร้อมไว้ค่อนข้างมาก แต่เชื่อว่าธรรมเนียมแบบไทยๆ จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศสมาชิกได้ เพราะคนไทยเราสบายกันจนเคยตัว
นายสุทธิชัยได้ชวนคุย โดยเปรียบเทียบแนวคิดการทำธุรกิจของสตีฟ จ็อบส์ ที่ผลิตสินค้าขึ้นตามจินตนาการโดยไม่ได้สนใจการสำรวจความต้องการของตลาด ผลิตสินค้าขึ้นมาตามจินตนาการล่วงหน้า และแน่วแน่ที่จะทำความคิดของตนให้สำเร็จ ในแนวคิดข้อนี้ หากคนไทยยึดมาปฏิบัติจะสามารถต่อสู้ทางธุรกิจในประชาคมอาเซียนได้หรือไม่
นายบัณฑูรให้ทัศนะว่า เท่าที่พูดคุยกับนักธุรกิจและคนไทย ไม่แน่ใจว่า คนไทยเราจะกล้าทำเช่นนั้นหรือไม่
"เพราะทุกคนกลัวและระวัง เพราะหลังประชาคมอาเซียนเริ่มขึ้น ตลาดจะกว้าง คู่แข่งจะมาก อยากให้คนไทยเราสู้ และให้คิดอย่างสตีฟ จ็อบส์ คือการผลิตสินค้าอะไรออกไปนั้นจะต้องคำนึงถึงความง่าย มุ่งสินค้าที่เป็นตัวของตัวเอง คนเห็นแล้วอยากได้ อยากใช้"
นายบัณฑูรย้ำว่า ที่สำคัญคือ คุณภาพต้องเป็นที่ติดใจ ทุกอย่างที่ทำขึ้นสิ่งที่สำคัญสุดคือต้องใช้ง่าย ขณะที่ธุรกิจธนาคารก็เหมือนกัน การจะแข่งขันกับคู่แข่งได้ คืองานบริการจะต้องเป็นเรื่องง่ายที่ใครก็เข้าถึงได้
นายสุทธิชัยยกตัวอย่างไอโฟน และไอแพด ที่ไม่มีปุ่มเปิด-ปิด ตามหลักแนวคิดที่สตีฟ จ็อบส์ นึกได้จากคำถาม "ตายแล้วไปไหนเป็นที่มาของ "ความคิดเกิดง่าย ตายง่ายขณะปฏิบัติตนตามวิถีเซน ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับสินค้าของแอปเปิล ที่ปิดตัวทันทีที่วางไว้เฉย และเปิดทันทีที่มีการสัมผัส
นายบัณฑูร กล่าวว่า หากจะถอดประสบการณ์จากการทำธุรกิจของสตีฟ จ็อบส์ จะเห็นได้ว่า หลักคิดคือความเรียบง่าย หัวใจของการทำธุรกิจคือ การเอาใจใส่ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ และทุกอย่างต้องยึดกฎความสมดุล และต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ต้องเพียรพยายาม ต้องจินตนาการในสิ่งที่ไม่มี ทำขึ้นมาแล้วต้องโดนใจ
ที่สำคัญต้องสามารถต่อสู้แข่งขันกับคู่แข่งได้ ที่สำคัญคือการจะผลิตสินค้าออกมานั้น จะต้องเน้นเรื่องคุณภาพมาก่อนกำไร สิ่งที่คิดจะต้องตอบสนองความต้องการของตลาดได้ การทำธุรกิจจะต้องไม่สุกเอาเผากิน ต้องเน้นคุณภาพ เพราะชื่อเสียงสำคัญในระยะยาว


*หมายเหตุ ข้อมูลบางส่วนได้รับจากการส่งต่อจากe mailหากทราบที่มารบกวนแจ้งด้วยครับเพื่อเป็นการเคารพสิทธิเจ้าของบทความ เบื้องต้นวีดีโอข่าวจากเวปกรุงเทพธุรกิจ และคลิปจากKBank_PR

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เทรนด์ตลาดปี55 สื่อ"ดิจิทัล"แรง ไทยแซงยุโรป

เทรนด์ตลาดปี55 สื่อ"ดิจิทัล"แรง ไทยแซงยุโรป

วฤตดา วรอาคม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านนวัตกรรม แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยเทรนด์การตลาดในปี 2555 นี้ว่า จากพฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่เปลี่ยนแปลงไปมากในรอบปี โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น ทำให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการทำการตลาด กอปรกับนวัตกรรมการใช้สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก่อตัวจากวัฒนธรรมการใช้สื่อที่หลากหลายขึ้นจากทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้ "สื่อดิจิทัล" และเทคโนโลยีมีบทบาทต่อการตลาดมากขึ้น

แมคแคนได้ จำแนก "เมกะเทรนด์" หรือแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคของโลกในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1. ย้อนดูตัวเอง (Reset) กลับมาใส่ใจตนเองและสังคมมากขึ้น ไม่เพียงสินค้าปัจจัย 4 เท่านั้น ยังรวมถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีและยวดยานพาหนะ 2. ความเป็นสังคมเมือง (Urbanite) ที่ต้องการความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการใช้ชีวิต 3. ความเป็นดิจิทัล (Digitize) ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงและเกิดการแบ่งปันได้ ไม่เพียงบนสื่อออนไลน์เท่านั้น 4. นวัตกรรม (Innovation) เนื่องจากผู้บริโภคต้องการสิ่งแปลกใหม่ตลอดเวลาต้องการประสบการณ์แปลกใหม่ที่สร้างด้วยตัวเอง โดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย และ 5. แรงบันดาลใจ (Inspire) ซึ่งจะเป็นเทรนด์ที่มาแรงที่สุดในปี 2555 เนื่องจากประชาชนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ต้องการแรงบันดาลใจในการสร้างพลังบวกให้แก่ชีวิตและหันมาให้ความสำคัญในการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

* ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่  26 ธันวาคม 2554

Flagmentation Marketing มาแรง


กลยุทธ์ Flagmentation หรือการตลาดที่เรียกว่า การตลาดที่ซอยย่อยอย่างถี่ยิบ หรือแบ่งเสี้ยว เป็นกลยุทธ์ที่พูดกันมา 3-4 ปีแล้ว ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคลของค่ายยูนิลีเวอร์ เคยนำกลยุทธ์นี้มาใช้แล้วประสบความสำเร็จด้านยอดขายและแบรนด์อย่างมาก

 มาปี 2555 Flagmentation Marketing เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในการนำมาใช้อีกครั้ง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจหดตัว บรรดาผู้เล่นตลาดคอนซูเมอร์ไม่คิดหว่านงบ ทำการตลาดแบบแมส แต่จะเน้นทำตลาดทางตรง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบริหารต้นทุนให้เกิดความคุ้มค่าในยามกำลังซื้อและเศรษฐกิจหดตัวในปีหน้า ส่วนนักวิชาการ กับกลยุทธ์ Flagmentation Marketing ในปีหน้า “เป็นการทำตลาดที่ไม่หว่านงบ เป็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบซอยย่อยลงไป ตั้งแต่รูปแบบกิจกรรม โปรดักส์ที่สนองตอบความต้องการเฉพาะในแต่ละคน ฯลฯ ซึ่งการทำตลาดจะเลือกใช้เม็ดเงินให้คุ้มค่า ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เราแบ่งลึกและละเอียดลงไปอีก ซึ่งทิศทางและเทรนด์การตลาดในปีหน้าจะเป็นลักษณะนี้และมีให้เห็นมากขึ้น” รศ.ชื่นจิตต์ แจ้งเจนกิจ อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

* ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ วันที่  5 มกราคม 2555

รวมข่าว AEC 16 - 20 July 2012 #Aseantwt




CLMV…ตลาดเป้าหมายของไทยกับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ AEC
Source - EXIM Bank (Th/Eng)


          ปํจจุบันสถานการณ์การค้าการลงทุนของโลกมีความผันผวนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นผลพวงจากวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปที่ลุกลามรุนแรงขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำการค้าหรือเข้าไปลงทุนในประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าวโดยเฉพาะจากปญั หาความล่าช้าในการชำระค่าสินค้าและบริการ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรมองหาโอกาสและตลาดใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านและประเทศใกล้เคียงอย่างกลุ่มประเทศCLMV ซึ่งประกอบด้วยกัมพูชา สปป.ลาว พม่า และเวียดนาม เนื่องจากเป็นตลาดที่กำลังพัฒนาและมีความพร้อมในหลายด้านทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม อีกทั้ง โอกาสทางการค้าและการลงทุนยังเปิดกว้างอยู่มาก กล่าวคือ เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งแรงงานที่มีค่าจ้างไม่สูงมากนัก จึงทำให้กลุ่มประเทศ CLMV เป็นทั้งแหล่งผลิตและตลาดใหม่ที่นักลงทุนทั้ว โลกให้ความสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถอาศัยความได้เปรียบด้านการแข่งขันในกลุ่มประเทศ CLMV โดยใช้ประโยชน์จากการรวมตัวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) รวมทั้งจากปัจจัยที่กลุ่มประเทศ CLMV มีความใกล้ชิดกับไทยทั้งทางด้านภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม
          กระแสการรวมตัวสู่การเป็น AEC ในปัจจุบันเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศต่างตื่นตัวและเร่งเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ AEC ในปี 2558 ไม่เว้นแม้กระทั้ง กลุ่มประเทศ CLMVทั้งนี้ สำหรับการติดตามความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในการก้าวสู่ AEC สามารถพิจารณาได้จากเครื่องมือติดตามและประเมินผล หรือที่เรียกว่า “AEC Scorecard” ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) เพื่อเป็นกลไกในการติดตามความคืบหน้าและประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่างๆ ของสมาชิกอาเซียนเป็นรายประเทศ รวมทั้งภาพรวมการดำเนินงานในระดับภูมิภาค โดยโครงสร้างของ AEC Scorecard ประกอบด้วยแผนงานที่สำคัญ 4 ประการเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการเป็น AEC ในปี 2558 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
          1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (Single Market and Production Base) โดยมีแผนงานที่จะส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี
          2. การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน (Competitive Economic Region) โดยส่งเสริมกรอบนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ นโยบายการแข่งขัน นโยบายด้านภาษี สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น
          3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค (Equitable Economic Development) เพื่อลดช่องว่างของระดับการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิก โดยสนับสนุนการพัฒนา SMEs ตลอดจนการส่งเสริมโครงการต่างๆภายใต้กรอบการริเริ่มการรวมกลุ่มอาเซียน
          4. การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก (Integration into the Global Economy) โดยเน้นการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนที่มีต่อประเทศภายนอกภูมิภาค อาทิ การจัดทำเขตการค้าเสรี และการสร้างเครือข่ายด้านการผลิตและจำหน่าย เป็นต้น
          การจัดทำ AEC Scorecard เป็นการประเมินผลคะแนนในรูปของเปอร์เซ็นต์ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถทำได้ตามแผนงาน โดยเทียบกับแผนงานที่ต้องทำทั้งหมด นอกจากนี้ ยังแบ่งการประเมินผลการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (ปี 2551-2552) ระยะที่ 2 (ปี 2553-2554) ระยะที่ 3 (ปี 2555-2556)และระยะที่ 4 (ปี 2557-2558) ซึ่งสำนักเลขาธิการอาเซียนจะเสนอ AEC Scorecard ให้ผู้นำอาเซียนทราบในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ของทุกปีทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดของสำนักเลขาธิการอาเซียน ณ เดือนมีนาคม 2555 พบว่าการประเมินผลของ AEC Scorecard ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ในภาพรวมประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศสามารถปฏิบัติตามแผนการดำเนินงานเพื่อจัดตั้ง AEC ได้คะแนนเฉลี่ยที่86.7% และ 55.8% ตามลำดับ ส่งผลให้ในช่วงระหว่างปี 2551-2554 ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศสามารถปฏิบัติตามแผนการดำเนินงานได้คะแนนเฉลี่ยที่ 67.5% ซึ่งแบ่งเป็นการบรรลุเป้าหมายในด้านต่างๆดังนี้
          - การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน 65.9%
          - การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน 67.9%
          - การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค 66.7%
          - การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก 85.7%
          เป็นที่น่าสังเกตว่าการดำเนินงานภายใต้แผนการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกของอาเซียนมีความคืบหน้ามากที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอาเซียนมีการรวมกลุ่มกับเศรษฐกิจโลกโดยการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) และความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น(Closer Economic Partnership : CEP) กับหลายประเทศ อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งการลงนามในข้อตกลงดังกล่าวนับเป็นการขับเคลื่อนบทบาทของอาเซียนในเวทีการค้าโลกโดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
                              AEC Scorecard (ปี 2551-2552) จำแนกรายประเทศ
          ประเทศ           ลำดับ           คะแนนที่ทำได้ตามแผนงาน   จำนวนแผนงานที่ทำได้ต่อแผนงานที่ต้องทำทั้งหมด
          สิงคโปร์            1                     96.30%                     103/107
          บรูไน               2                     95.40%                     103/108
          เวียดนาม          3                     95.30%                     102/107
          ฟิลิปปินส์          4                     94.50%                     103/109
          ไทย                 5                     94.40%                     102/108
          มาเลเซีย           6                     93.52%                     101/108
          พม่า                 7                     91.60%                     98/107
          กัมพูชา             8                     86.92%                     93/107
          สปป.ลาว           9                     85.80%                     91/106
          อินโดนีเซีย       10                     85.19%                     92/108
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

          สำหรับความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ AEC ของกลุ่มประเทศ CLMV หากพิจารณาจาก AEC Scorecard (ปี 2551-2552) พบว่าเวียดนามสามารถดำเนินการตามแผนงานได้มากที่สุด โดยได้คะแนนเฉลี่ย 95.3% อยู่ในลำดับที่ 3 ของอาเซียน รองลงมา ได้แก่ พม่า กัมพูชา และ สปป.ลาว โดยอยู่ในลำดับที่ 7-9 ของอาเซียน ตามลำดับ ส่วนไทยสามารถทำได้คะแนนเฉลี่ย 94.4% อยู่ในลำดับที่ 5 ของอาเซียนซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มประเทศ CLMV ส่วนใหญ่ยังมีความล่าช้าในการปฏิบัติตามแผนงานที่จะก้าวสู่ AECในปี 2558 สะท้อนจากลำดับคะแนนที่อยู่ค่อนข้างรั้งท้าย อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มประเทศ CLMV จะมีความล่าช้าในการปฏิบัติตามแผนงานอยู่บ้างภายใต้การประเมินผลของ AEC Scorecard แต่ในช่วงที่ผ่านมาในทางปฏิบัติทุกประเทศได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามและการเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ AEC โดยมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้
          กัมพูชา : รัฐบาลกัมพูชาได้เร่งปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศหลังจากการเมืองในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นเป็นลำดับ โดยรัฐบาลกัมพูชามุ่งให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกในภาคส่งออกและภาคการลงทุนผ่านช่องทางการใช้หลักธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งการเสริมสร้างความสามารถของการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ ยังเน้นการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnerships : PPPs) ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นซึ่งรัฐบาลกัมพูชาพร้อมให้การสนับสนุนภาคเอกชนในด้านการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันการสนับสนุนทางการเงิน และการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นสำคัญ
          สปป.ลาว : จุดอ่อนที่สำคัญของ สปป.ลาว อยู่ที่ข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเชิงคุ้มครองมากกว่าเชิงส่งเสริม อีกทั้งยังขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าการลงทุนใน สปป.ลาว ไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ดังนั้น ในช่วงที่ผานมารัฐบาล สปป.ลาว ได้เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ AEC โดยเร่งแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าวด้วยการปฏิรูปข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของอาเซียน รวมทั้งการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (ปี 2554-2558) ซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ สปป.ลาว บรรลุเป้าหมายในการก้าวสู่ AEC อย่างสมบูรณ์
          พม่า : แม้ว่าการเปิดประเทศของพม่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่รัฐบาลพม่าได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการนำพาประเทศให้ยืนหยัดอย่างมั่น คงบนเวทีการค้าโลก ซึ่งนับตั้งแต่รัฐบาลพม่าปฏิรูปการเมืองและนางออง ซาน ซูจี ได้รับอิสรภาพ ทุกความเคลื่อนไหวของพม่าได้ถูกจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลกโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการลงทุน รวมทั้ง การที่หลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อพม่า โดยในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลพม่าได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่น ในการก้าวสู่ AEC สะท้อนจากการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นแบบแผนกล่าวคือ ในด้านการปกครอง พม่ายึดสิงคโปร์เป็นต้นแบบ ในด้านการลงทุนมีจีนและเกาหลีใต้เป็นต้นแบบในด้านการพัฒนาตลาดทุนมีญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ และในด้านเกษตรกรรมมีเวียดนามเป็นต้นแบบ เป็นต้นนอกจากนี้ การที่พม่าจะเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2557 ยังเป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของพม่า เพื่อเตรียมก้าวสู่ AEC ในปีถัดไป
          เวียดนาม : เวียดนามมีความพร้อมค่อนข้างมากในการก้าวสู่ AEC เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในหลายด้านทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามได้เร่งปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ทั้งด้านภาษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้เวียดนามมีความพร้อมในทุกๆ ด้านก่อนก้าวสู่ AEC ในปี 2558
          ทั้งนี้ แม้ว่าในภาพรวมการก้าวสู่ AEC ของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมีความคืบหน้าในด้านต่างๆ ไปมาก แต่ทุกประเทศก็ยังมีความล่าช้าในบางประเด็นซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวสู่ AEC ซึ่งย่างก้าวสู่ AEC ที่เหลือในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจำเป็นต้องอาศัยการรวมพลังครั้ง ใหญ่ของประเทศสมาชิกอาเซียนรวมทั้ง ความมุ่งมั่น ของประเทศสมาชิกทั้ง หมดที่จะผลักดันให้การดำเนินการตามแผนงานต่างๆ บรรลุเป้าหมายได้ตามที่วางไว้
          Disclaimer : ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏ เป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อ การส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใด ๆที่อาจเกิดขึ้นจากการทีมี่บุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

          --ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย--

-พห-


ปลุกแบรนด์ไทยสู้ AEC 3 กูรู ชูแนวคิดพัฒนาสินค้า/รุก-รับอย่างยั่งยืน
Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th)


          3กูรูแนะผู้ประกอบการไทยสร้างแบรนด์สู้ศึกเออีซีนายกสมาคมการตลาดฯเน้นพัฒนาสินค้าสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืนเครือสหพัฒน์ ติวเข้มด้านข้อมูลศึกษาตลาดตามรอยหน่วยงานรัฐ ก่อนเดินหน้าเต็มสูบด้านแบรนด์บีอิ้งกระตุ้นเอสเอ็มอีไทยเสริมแกร่ง ปั้นแบรนด์รับมือธุรกิจเทศ ตบเท้าบุกไทย
          นายอนุวัตรเฉลิมไชยนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแบรนด์ บริษัทเอสซีจีผลิตภัณฑ์ก่อสร้างจำกัด เปิดเผยว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 เป็นการสร้างฐานตลาดและผู้บริโภคให้ใหญ่ขึ้นจากประชากร 67 ล้านคนจะเพิ่มเป็น600ล้านคนส่วนภาษีสินค้าและบริการจะลดเหลือเกือบ0%จากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า)เปิดโอกาสให้สินค้าและบริการไหลเข้ามาระยะหนึ่งแล้ว แต่ขณะเดียวกันจะพบว่าคู่แข่งไม่ได้มีแค่อาเซียนแต่ควรมองไปถึงจีน และประเทศอื่นทั่วโลก
          ทั้งนี้การที่ผู้ประกอบการจะตั้งรับการเปิดเออีซีในเวลานี้ถือว่าช้าเกินไปโดยเครือเอสซีจีมีการมองธุรกิจไปสู่ตลาดระดับภูมิภาคหรือรีจินัลตั้งแต่ปี2547โดยนำเสนอสินค้าไปยังผู้บริโภคแต่ละประเทศรวมทั้งขยายการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนมีมูลค่าสินทรัพย์ราว1.8พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว5.29หมื่นล้านบาทคิดเป็น14%ของมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด เช่น การลงทุนในเวียดนาม(RMC)มูลค่า1.15 หมื่นล้านบาทฟิลิปปินส์7.1พันล้านบาทอินโดนีเซีย 2.9หมื่นล้านบาท และพม่า150ล้านบาทโดยการสร้างแบรนด์จะแตกต่างกัน ได้แก่ แบรนด์ตราช้างเจาะตลาดโลคัลหรือในประเทศSCGเจาะตลาดรีจินัล และCOTTO เป็นแบรนด์ระดับโลก
          "เครือเอสซีจีมองตลาดรีจินัลมานานและมุ่งสร้างสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ผู้บริโภคจริงๆและสร้างการรับรู้ไปยังผู้บริโภค เพื่อเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์และสินค้า"
          นายสันติวิลาสศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้งจำกัด(มหาชน)กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงเมื่อเปิดเออีซีคือการลอกเลียนแบบสินค้าไทยแล้วผลิตออกมาจำหน่ายในตลาดอาเซียนด้วยราคาที่ต่ำกว่า บางประเทศอาจผลิตสินค้าชนิดเดียวกันไปจำหน่ายในตลาดก่อนและสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างมากจึงต้องการให้รัฐบาลแต่ละประเทศร่วมมือกันหามาตรการป้องกันเรื่องดังกล่าวให้ได้รวมทั้งกำหนดมาตรฐานสินค้าให้ชัดเจน
          ขณะเดียวกันเครือสหพัฒน์มีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์สินค้าไว้หมดแล้วเพื่อรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ทั้งพม่า กัมพูชาโดยเลี่ยงการลงทุนตั้งโรงงานบริเวณชายแดนเพราะกังวลว่าหากฝึกฝนแรงงานจนมีความสามารถและเชี่ยวชาญแล้วจะไหลกลับเข้ามาในประเทศไทย เพราะค่าแรงสูงกว่า
          "ผู้ประกอบการที่สนใจจะบุกตลาดอาเซียนจะต้องรีบทำการบ้านอย่างรวดเร็วเพื่อศึกษาตลาด และพฤติกรรม รสนิยมความต้องการของผู้บริโภคโดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมมีการเดินสายไปยังประเทศต่างๆสามารถตามไปเก็บข้อมูลและดูโอกาสทางการตลาดว่าสินค้าของเราที่นั่นจะขายได้หรือไม่ขณะที่การจะเข้าไปลงทุนก็ต้องศึกษาข้อกฎหมายให้ดีเพราะบางประเทศอย่างพม่ายังไม่มีความชัดเจนเลยทั้งราคาที่ดินการถือครองสิทธิ์การถือหุ้นและร่วมทุนต่างๆ แต่เครือก็มีการส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายหลายรายการอาทิมาม่าซึ่งตั้งโรงงานกว่า10ปีแล้วเครื่องสำอางบีเอสซีก็เติบโตเป็นสิบเท่าตัวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาและภายใน  5ปีคาดว่ายังเติบโตได้อีกเท่าตัว"
          ด้านดร.ศิริกุลเลากัยกุลประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัดกล่าวว่าการที่ผู้ประกอบการไทยจะบุกตลาดเออีซีสิ่งสำคัญคือสินค้าจะต้องมีมาตรฐานเดียวกันเพราะการผลิตจะเป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด(OneProductBase)
          สินค้าและบริการต่างๆจะต้องลุกขึ้นมาดูแลแบรนด์ของตัวเองให้แข็งแกร่งเพราะเมื่อตลาดใหญ่และมีโอกาสมากขึ้นแต่คู่แข่งก็จะมีมากขึ้นเช่นกันซึ่งหากผู้ประกอบการรายใดมีแบรนด์สินค้าที่ไม่แข็งแกร่งก็จะถูกบีบให้อยู่ในธุรกิจยากลำบากขณะเดียวกันจะต้องกำหนดว่าจะเป็นแบรนด์ระดับโลกหรือระดับสากล
          ทั้งนี้การเปิดเออีซีมีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ2กลุ่มคือผู้รับจ้างผลิต(โออีเอ็ม) โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพและมาตรฐานการผลิตสินค้าบุคลากรมีความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ ก็จะได้โอกาสถูกเลือกเป็นพาร์ตเนอร์แบ่งโนว์ฮาวจากแบรนด์ระดับโลกแต่ถ้าสื่อสารไม่รู้เรื่องก็อาจหันไปเลือกผู้ประกอบการเวียดนามแทนและกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีแบรนด์สินค้าของตัวเองก็ต้องเตรียมรับมือกับสินค้าที่จะเข้ามาต้องรักษาฐานตลาดในประเทศให้ได้โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและบริการซึ่งฟิลิปปินส์มีความเชี่ยวชาญมากและจำหน่ายอาหารแบบสากลหากเข้ามาบุกตลาดไทย แบล็คแคนยอน, เอสแอนด์พีต้องเตรียมพร้อมสร้างเอกลักษณ์และมีความเป็นรีจินัลมากขึ้นเพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเปิดเออีซีให้เต็มที่
          "ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่มีแบรนด์หรือไม่หากไม่พัฒนาตัวเองให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปธุรกิจก็จะสูญพันธุ์จะปรับก่อนหรือให้อนาคตมาไล่ตามเพราะเมื่อเปิดเออีซีแบรนด์ไทยไปบุกประเทศเพื่อนบ้านได้แบรนด์อื่นก็เข้ามาทำตลาดในไทยได้ง่ายขึ้นเช่นกันขณะเดียวกันต้องพิจารณาคอนเซ็ปต์หลักว่าเออีซีคือการขายสินค้าที่มีสแตนดาร์ดเดียวกันทุกอย่างคือซิงเกิลมาร์เก็ตต้องแยกความเข้าใจด้านการลงทุน เพราะนักลงทุนที่ไหนก็เข้าไปได้ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแบรนด์สินค้าจากต่างประเทศล้วนรอความชัดเจนของกฎหมายก่อนเข้ามาทำตลาดส่วนโลคัล แบรนด์ก็จะต้องกำหนดลูกค้าให้ชัดมากขึ้นว่าจะเจาะโลคัลหรือผลิตสินค้าขายข้ามพื้นที่ได้ เช่น รีจินัลแบรนด์ รีจอยซ์ขายได้ทั้งไทย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์"

          บรรยายใต้ภาพ
          oสันติวิลาสศักดานนท์
          oดร.ศิริกุลเลากัยกุล
          oอนุวัตรเฉลิมไชย--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 15 - 18 ก.ค. 2555--


'มิตรผล'สยายปีกรับเสรีอาเซียน วางแผนลงทุนขยายกำลังผลิต-การตลาด 'เอทานอล-ชีวมวล'
Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th)


          กลุ่มมิตรผล เตรียมแผนลงทุนรุกสู่เออีซี ประเดิมขยายกำลังผลิตเอทานอล และจับมือพันธมิตรผุดโรงงานแห่งใหม่ ส่งเอทานอลขายให้เวียดนามและฟิลิปปินส์ หลังทั้ง 2 ประเทศดันนโยบายใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้น และรองรับการยกเลิกเบนซิน 91 ต.ค.นี้ พร้อมทุ่มอีก 3,200 ล้านบาท สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล 32 เมกะวัตต์ หากการเจรจากับกฟผ.สำเร็จภายในปีนี้ ส่วนการลงทุนสร้างโรงงานน้ำตาลในกัมพูชา รอลุ้นอีก 3 ปี
          นายประวิทย์ ประกฤตศรี กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กลุ่มมิตรผล เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงการรองรับในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ว่า ขณะนี้กลุ่มมิตรผลอยู่ระหว่างการศึกษาลู่ทางการลงทุนต่างๆ แล้ว โดยเฉพาะการขยายกำลังการผลิตเอทานอลเพื่อรองรับการส่งออกมากขึ้น จากปัจจุบันกลุ่มมิตรผลผลิตเอทานอลอยู่ประมาณ 900,000 ลิตรต่อวัน โดยมีสัดส่วนการส่งออกประมาณ400,000 ลิตรต่อวัน หรือราว 45 % ส่วนที่เหลือจำหน่ายภายในประเทศ
          ทั้งนี้แรงจูงใจสำคัญในการขยายโอกาสทางธุรกิจเนื่องจากประเทศเวียดนามได้มีนโยบายที่จะนำเอทานอลไปผสมน้ำมันเบนซินหรือแก๊สโซฮอล์ในสัดส่วน 5%ที่จะเริ่มบังคับใช้ในปีหน้าตามเมืองใหญ่ๆก่อน ซึ่งทำให้มีความต้องการใช้เอทานอลในปริมาณที่มากขึ้น จากปัจจุบันมีกำลังกาผลิตอยู่ 900,000 ลิตรต่อวัน ประกอบกับรัฐบาลฟิลิปปินส์เองมีนโยบายที่จะเพิ่มสัดส่วนการผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินจาก 5% เป็น 10% ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้น่าจะเป็นโอกาสให้กลุ่มมิตรผลส่งออกเอทานอลได้มากขึ้นด้วยจากปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่ 300,000 ลิตรต่อวัน
          อีกทั้งเพื่อเป็นการรองรับนโยบายของรัฐบาล ที่จะยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน ออกเทน 91 ในเดือนตุลาคม 2555 นี้จะทำให้ปริมาณการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นมากอีก800,000 ลิตรต่อวันจากปัจจุบันใช้อยู่ 1.2 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะเป็นตลาดหลักสำคัญในการขยายกำลังการผลิตเอทานอลของกลุ่มมิตรผลได้ โดยในช่วง6เดือนที่ผ่านมากลุ่มมิตรผลได้ทำการส่งออกเอทานอลไปแล้วประมาณ80 ล้านลิตรจากทั้งหมดที่มีการส่งออกราว120 ล้านลิตร และคาดว่า 6 เดือนหลังจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เนื่องจากกรมสรรพสามิตได้ผ่อนผันระเบียบการส่งออก จากการรวมปริมาณของโรงงานต่างๆทำการส่งออกร่วมกันได้
          นายประวิทย์ กล่าวอีกว่า ส่วนการขยายกำลังการผลิตนั้นในปีหน้า จะดำเนินการที่โรงงานผลิตเอทานอลจังหวัดชัยภูมิเพิ่มขึ้นอีก 270,000 ลิตรต่อวัน จากที่ผลิตอยู่230,000 ลิตรต่อวัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 700-800 ล้านบาท รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงงานผลิตเอทานอลที่จังหวัดตาก จากปัจจุบันผลิตอยู่200,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งระหว่างนี้กำลังศึกษาว่าจะนำอ้อยจากสหภาพพม่าเข้ามาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลได้มากน้อยเพียงใด
          นอกจากนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตร 2-3 ราย ที่จะร่วมมือในการตั้งโรงงานผลิตเอทานอล ขนาดกำลังผลิต300,000 ลิตรต่อวันขึ้นมาอีก ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท ที่คาดว่าน่าจะได้ข้อยุติภายในปีนี้ หากดำเนินการตามแผนได้ จะทำให้กลุ่มมิตรผลมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 1.2-1.5 ล้านลิตรต่อวัน
          นายประวิทย์ กล่าวเสริมอีกว่า ส่วนการลงทุนด้านโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้น ขณะนี้กลุ่มมิตรผลมีโรงไฟฟ้าอยู่5 แห่งมีกำลังผลิตรวม 307 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  (กฟผ.) ในการป้อนไฟฟ้าเข้าระบบของพื้นที่จังหวัดเลย หากได้ข้อยุติได้ภายในปีนี้ ก็จะสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลที่จังหวัดเลยขึ้นได้อีก1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิต 32 เมกะวัตต์ใช้เงินลงทุนประมาณ 3,200 ล้านบาท
          นายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉายประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล เปิดเผยว่า สำหรับการลงทุนหลังเปิดเออีซีแล้ว กลุ่มมิตรผลมีแผนที่จะเข้าไปก่อสร้างโรงงานน้ำตาลในกัมพูชา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขอสัมปทานพื้นที่ถาวรในการปลูกอ้อยประมาณ 18,000 เฮกเตอร์หรือประมาณ108,000 ไร่ หากมีความชัดเจนภายในปีนี้จะใช้ระยะเวลาการปลูก 3 ปี และพร้อมจะตั้งโรงงานน้ำตาลขึ้นมา ส่วนจะมีกำลังการผลิตเท่าใดนั้น ต้องรอผลการศึกษาก่อน
          ส่วนในสหภาพพม่าเองก็มีการศึกษาพื้นที่การปลูกอ้อยไว้หลายพื้นที่เพราะรัฐบาลมีการส่งเสริมการปลูกอ้อยมากขึ้นแต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปและความชัดเจนว่าจะเลือกพื้นที่ใด
          อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเปิดรับเออีซีดังกล่าวทางกลุ่มมิตรผลได้มีการปรับภาพลักษณ์และโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจใหม่ จากเดิมที่ธุรกิจบริษัท ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล พลังงาน ปาร์ติเกิลบอร์ด และธุรกิจการปลูกอ้อย จะแยกกันเป็นบริษัททำให้ไม่มีความเป็นเอกภาพ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในขณะที่การใช้ชื่อกลุ่มมิตรผลจะได้รับความไว้วางใจมากกว่า จึงได้มีการปรับชื่อของกลุ่ม ธุรกิจในเครือและโลโกเพื่อให้มีความสอดคล้องกับชื่อและรูปแบบสัญลักษณ์ของกลุ่มมิตรผลในภาพรวม

          บรรยายใต้ภาพ
          o ประวิทย์  ประกฤตศรี--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 15 - 18 ก.ค. 2555--


‘คอนวูด’ ชิงไหวชิงพริบธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง ลุยขยายตัวแทนขายใน พม่า ลาว กัมพูชา รับมือเปิด AEC
Source - เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (Th)


          รับชมข่าว VDO -->
          P { margin: 0px; }
          นายสุทธิพันธ์ วัชโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอนวูด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุทดแทนไม้ภายใต้ชื่อ “คอนวูด” กลุ่มปูนซีเมนต์นครหลวง เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้ขยายตลาดวัสดุทดแทนไม้คอนวูดไปยังตลาดต่างประเทศ โดยชูจุดเด่นด้านสินค้าวัสดุทดแทนไม้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และง่ายต่อการติดตั้งคล้ายกับไม้จริง เพื่อสร้างการรับรู้ผ่านงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ พร้อมร่วมกับตัวแทนจำหน่ายจัดสัมมนาให้ความรู้ถึงจุดเด่นตัวสินค้า ให้แก่กลุ่มสถาปนิก กลุ่มดีเวลลอปเปอร์ในต่างประเทศมาโดยตลอด ส่งผลให้ยอดขายสินค้าวัสดุทดแทนไม้คอนวูดประสบความสำเร็จ โดยสามารถทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
          โดยเฉพาะยอดขายในประเทศแถบเอเชียใต้ 10 ประเทศที่คอนวูดได้รุกเข้าไปขยายตลาด อาทิเช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย อินเดีย บรูไน ซึ่งมีอัตราขยายตัวต่อเนื่อง โดยสัดส่วนยอดขายส่วนใหญ่มาจากตลาดเวียดนาม อินเดียและอินโดนีเซีย ที่คิดเป็นสัดส่วนยอดขายสูงถึง 75% ของตลาดส่งออกทั้งหมด โดยมีสินค้ากลุ่มสินค้าไม้พื้น ไม้ผนังและกลุ่มสินค้าในหมวดตกแต่ง ที่ลูกค้าไว้วางใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คอนวูดมาเป็นอันดับหนึ่ง
          ทั้งนี้ จากความสำเร็จดังกล่าว บริษัทฯ มีแผนขยายตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย เช่น พม่า ลาว กัมพูชา รวมถึงอินเดียและอินโดนีเซียให้มากขึ้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้ มีศักยภาพการเติบโตจากความต้องการใช้วัสดุทดแทนไม้เพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ จะพิจารณาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายที่มีศักยภาพแข็งแกร่งเพื่อช่วยกระจายสินค้าไปยังกลุ่มลูกค้าในประเทศดังกล่าวเพิ่มเติมอีก 1-2 ราย โดยมีเป้าหมายต้องการขยายตลาดและสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งครอบคลุมพื้นที่ขายทั่วประเทศ พร้อมการสร้างรับรู้ด้านตราสินค้าและจุดเด่นผลิตภัณฑ์ผ่านงานแสดงสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างและการลงสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นในแต่ละประเทศ เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง กลุ่มสถาปนิกและกลุ่ม     ดีเวลลอปเปอร์ เพื่อให้ทราบถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์วัสดุทดแทนไม้คอนวูดให้มากขึ้น
          ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอนวูด จำกัด  กล่าวว่า จากแผนงานดังกล่าว บริษัทฯ มั่นใจว่า จะสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศที่มีคู่แข่งเป็นแบรนด์ท้องถิ่น รวมถึงแบรนด์ไทยที่เข้าไปขยายในตลาดต่างประเทศ ที่ต่างชูเรื่องของราคาสินค้ามาเป็นปัจจัยการทำตลาด ซึ่งต่างจากคอนวูดที่เน้นเรื่องคุณภาพและบริการที่ดีกว่าคู่แข่ง จึงมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี
          “ในปีนี้ เรามุ่งสร้างรากฐานความแข็งแกร่งในตลาดประเทศ ที่คอนวูดมองเห็นศักยภาพการเติบโตของตลาด โดยชูจุดเด่นด้านคุณภาพสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ง่ายต่อการติดตั้ง ช่วยลดระยะเวลาการทำงานและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง รวมถึงทีมบริการที่พร้อมให้การอบรมแก่ลูกค้าเพื่อสร้างความเข้าใจในการใช้งานวัสดุทดแทนไม้คอนวูดได้ดียิ่งขึ้น ที่ช่วยหนุนตราสินค้าคอนวูดให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น จึงมั่นใจว่า เป้าหมายส่งออกในปีนี้จะมีอัตราเติบโตขึ้น 70% เมื่อเทียบกับยอดส่งออกของปีที่ผ่านมา” นายสุทธิพันธ์ กล่าว--จบ--

          --ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 9 - 11 ก.ค. 2555--

          ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachart

 
  
     

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สาเหตุที่มึงป่วย...เพราะ...โง่...สมคิด ลวางกูร...

สาเหตุที่มึงป่วย...เพราะ...โง่...

เพื่อนรักที่เป็นผู้บริหารที่กสิกรไทย...แวะมาหา...
เป็นเพื่อนรุ่นน้อง...เคยบริหารห้างสรรพสินค้ามาด้วยกัน...
ไม่ได้เจอกันนานมาก...ก็คุยกันอย่างสนุกสนาน...ออกรสออกชาติ...
สักครู่เพื่อนบอกว่า...พี่...ผมมีเรื่องจะปรึกษา...

ผมเบื่อ...ผมไม่อยากอยู่...ผมไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร...

อ้าว...เฮ้ย...ทำไมถึงคิดยังงี้วะ...?
เพื่อนผมคนนี้...เป็นคนที่เก่งมาก...ความเชื่อมั่นในตัวเองเกินร้อย...
เป็นคนเก่งระดับที่...บริษัทต่างๆไล่ล่าตัว...

แต่วันนี้...มันอยากตาย...

ผมบอกมันว่า...มึงเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว...
ลาออกจากงานด่วน...ออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ...
ไปหาที่อยู่ใหม่...ไปหาเพื่อนใหม่...ไปหาสภาพแวดล้อมใหม่...ที่มึงชอบ...
ถึงจะแก้ปัญหาได้...

พี่รู้ได้ยังไง...ว่าผมเป็นอะไร...?
กูนั่งมองสภาพงานมึงมา 10 กว่าปีแล้ว...
กูรู้ว่า...วันหนึ่งจะต้องมีวันนี้...แต่กูไม่คิดว่ามันจะมาเร็วขนาดนี้...

เพื่อนผมเป็น...คนคุมระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด...
ทุกคน...ทุกแผนก...ทุกฝ่าย...ก็เอาปัญหามาประเคนให้ทุกวัน....
ปัญหากองท่วมหัว...ทำไม่ทัน...
ขอคนเพิ่ม...ก็ไม่ได้...ขอเครื่องมือที่มันทันสมัยเพิ่ม...ก็ไม่ได้...
กลับถูกด่า...หาว่าผลาญแต่เงิน...

แก้ปัญหาให้ไม่ทันใจมัน...ทุกคนก็รุมด่า...รุมประณาม...เหยียดหยาม...
ว่า...ไม่ได้เรื่อง...เฮงซวย...ไม่เอาอ่าว...ไม่มีฝีมือ...
ยิ่งตำแหน่งใหญ่ขึ้น...ความรับผิดชอบมากขึ้น...กว้างขึ้น...
เสียงด่าก็ทวีจำนวนขึ้น...รุนแรงมากขึ้น...ลึกซึ้งและเจ็บปวดขึ้น...
มันกระหน่ำด่าอย่างสาดเสียเทเสียมา 15 ปี...ติดต่อกัน...

ความเก่ง...ความเชื่อมั่นในตัวเองที่เคยมีเกินร้อย...
ค่อยๆหดหายไปทีละน้อยๆ...จนหมด...แล้วค่อยๆติดลบ...
จนในที่สุด...ขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง...
คิดว่ากูไม่ได้เรื่อง...กูไม่เอาอ่าว...กูไม่มีฝีมือ...กูเฮงซวย...กูไร้ค่า...
เพราะคำด่าเหล่านี้มันก้องอยู่ในหู...วันละ 24 ชม...ทุกวัน...
ติดต่อกันมา 15 ปีแล้ว...มันด่าจนตัวเองเชื่อว่าสิ่งที่เขาด่า...คือคุณสมบัติของเรา...

มันพยายามรักษา...กินยาอยู่นาน...อาการขึ้นๆลงๆ...
กินยาเสร็จ...ดีขึ้น...ยาหมดฤทธิ์...เป็นอีก...
กินยาอีก...ดีขึ้น...ยาหมดฤทธิ์...เลวเหมือนเดิม...
รักษามานานวัน...นอกจากจากไม่หายแล้ว...อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ...
จนในที่สุดเบื่อชีวิต...เลยแวะมาหาผม...

ผมบอกว่า...การรักษาด้วยยา...เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ...มันไม่มีทางหาย...
เหตุที่ทำให้เกิดอาการป่วย...มันเกิดใหม่ทุกวัน...เกิดเพิ่มทุกวัน...
เราพยายามตักออก...พยายามตักทิ้ง...แต่ตักไม่ทัน...
ของเก่ายังตักทิ้งไม่หมด...ขยะใหม่เพิ่มเข้ามาอีกแล้ว...
แถมเพิ่มเยอะขึ้น...แล้วเพิ่มไม่หยุด...เพิ่มต่อเนื่องทุกวัน...

วิธีแก้ปัญหา...คือ...ต้องหยุดเพิ่มปัญหา...หยุดเพิ่มขยะ...เข้ามาในชีวิต...
พอหยุดการเพิ่มได้แล้ว...ขยะไม่ไหลเข้าได้แล้ว...
ก็รีบตักขยะเก่าออก...ให้เร็วที่สุด...
พอขยะออกหมดแล้ว...ร่างกายจิตใจปกติแล้ว...
ก็เติมภูมิต้านทานความเครียดเข้าไป...ด้วยการปฏิบัติธรรม...

ฟังคำแนะนำผมจบ...เพื่อนรีบไปลาออกจากงาน...
เดินทางไปอยู่กับพี่สาวที่ออสเตรเลีย 3 เดือน...
ขยะหมด...ร่างกายจิตใจดีขึ้นเป็นปกติ...
กลับมาเมืองไทย...ไปปฏิบัติธรรม...10 วัน...

ออกจากปฏิบัติธรรม...กลับมาขอบคุณผมที่บ้าน...หน้าตาสดชื่นมาก...
ผมก็ดีใจ...ที่ได้เพื่อนคนเดิมกลับมา...

พอเพื่อนกลับไปแล้ว...ผมก็กลับมานั่งคิดถึงตัวเอง...
ผมเขียนหนังสือไม่ได้มา 10 ปีแล้ว...
ผมเขียนหนังสือ 5 ปี...31 เล่ม...หลังจากนั้น...เขียนหนังสือไม่ได้อีกเลย...
เบื่อชีวิต...ซังกะตาย...ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น...
เงินก็ไม่เอา...ความสำเร็จก็ไม่เอา...ความท้าทายก็ไม่เอา...ไม่อยากมีชีวิตอยู่...
กูไม่เคยเป็นอย่างนี้นี่หว่า...นี่กูเป็นอะไรวะ...?

อ้าว...นี่กูเป็นโรคซึมเศร้าเหมือนมันเลยนี่หว่า...?
นี่ถ้าไม่ให้คำปรึกษามัน...ก็ไม่รู้นะเนี่ยว่า...กูก็ป่วย...
แล้วที่สำคัญ...มันรุนแรงมากถึงขนาดที่...ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว...

แล้วทำไมกูถึงซึมเศร้าวะเนี่ย...?
ทั้งๆที่...ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มาก...โด่งดัง...มีชื่อเสียง...
ไปไหนมีคนเคารพ...กราบใหว้...เชื่อถือ...ศรัทธา...

ผมมาจาก...บ้านนอก...เด็กวัด...กำพร้า...ยากจนขนาดต้องแย่งหมากิน...
พอมาอยู่กรุงเทพ...ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มาก...โด่งดัง...มีชื่อเสียง...
การดำเนินชีวิต...และสภาพแวดล้อม...มันเปลี่ยน...

ผมต้องพูด...ในสิ่งที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากพูด...
ผมต้องอยู่...ในสถานที่ที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากอยู่...
ผมต้องกิน...ในสิ่งที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากกิน...
ผมต้องทำ...ในสิ่งที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากทำ...
ผมต้องคุย...กับคนที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากคุยด้วย...
ผมต้องอยู่...กับคนที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากอยู่...
ผมต้องอยู่...ในสภาพแวดล้อมที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากอยู่...

ผมต้องทนรับสภาพแบบนี้...10 ปีเต็มๆ...
โดยผมพยายามบอกตัวเองว่า...ผมกำลังพยายามปรับตัว...

แล้วผมก็เป็นโรคซึมเศร้า...โรคกลดไหลย้อน...โรคเครียด...โรคภูมิแพ้...
และอีกหลายสิบโรค...ที่ยังหาสาเหตุไม่เจอ...
ตอนนี้แทบจะหยิบอะไรใส่ปากไม่ได้...แพ้หมดทุกอย่าง...
ตาบวม...ปากบวม...เป็นผื่น...จาม...คออักเสบ...ท้องเสีย...

ก็เริ่มทำการรักษา...หมดเงินไป...นับแสน...
วันหนึ่ง...อ่านบทสัมภาษณ์ของหมอ...ในหนังสือพิมพ์...
รู้เลยว่า...ตัวเองโง่...และเดินมาผิดทางเสียแล้ว...
ลองมาดูครับว่า...คุณหมอให้สัมภาษณ์เรื่องอะไร...?

อารมณ์…คือตัวกำหนดสุขภาพ...
อวัยวะทั่วร่ายกาย...ทำงานประสานกับอารมณ์...
อารมณ์ดี...
ร่างกายจะหลั่งสารสุขออกมา...และเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย...
ทำให้...ร่างกาย...ดี...
สดชื่น...แจ่มใส...ผิวพรรณดี...แข็งแรง...ไม่เจ็บป่วย...ดูอ่อนกว่าวัย...
อารมณ์เสีย....
ร่างกายจะหลั่งสารพิษออกมา...
สารพิษจะไปทำลายภูมิต้านทาน...และทำลายทุกอวัยวะในร่างกาย...
ทำให้ร่างกาย...เกิดโรค...
ซึมเศร้า...เหี่ยวเฉา...ผิวพรรณเหี่ยวย่น...
อ่อนแอ...ขี้โรค...ดูโทรม...และแก่กว่าวัย...


อารมณ์...ที่ทำให้เกิดโรค…
โกรธ...โมโห...หงุดหงิด...
=> เป็นโรค...ตับ...
เก็บกด...เบื่อหน่าย...ซึมเศร้า...เจ้าน้ำตา...นั่งตัวงอ...
=>เป็นโรคปอด...
กลัว...หวาดระแวง...
=>เป็นโรค...หัวใจ...
วิตก..กังวล...เป็นทุกข์...
=>เป็นโรค...ม้าม...

เครียด…วิตก…กังวล…มีปัญหากดดันจิตใจ…
=> อาการทางกาย...ที่เกิดตามมา...คือ...
- หายใจลำบาก...หายใจติดขัด...
- หอบ...หายใจเร็ว...หายใจลึก...
- หายใจไม่อิ่ม...หายใจไม่เต็มปอด...
=> ผลที่เกิดตามมา...คือ...
- อากาศเข้าไปเลี้ยงสมองไม่พอ...
- คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในเลือด...ลดลง...
- สารเคมีในเลือด...ผิดปกติ...
- เส้นเลือดหดตัว...ทั่วร่างกาย...ทำให้ร่างกายขาดเลือด...
- แคลเซียมในเลือด...ลดลง...
=> โรคที่เกิดตามมา...คือ...
- หน้ามืด...เวียนหัว...ใจสั่น...
- ชา...บริเวณปาก...และนิ้วมือ...

การบำบัด...รักษา...
=>อย่าสะสม...อารมณ์เหล่านี้...ไว้ในร่างกาย...
เมื่ออารมณ์เสีย...
=> ต้องระบายออก...โดยเร็ว...
โดยการ...ปรับสมดุลย์ของร่างกาย...และจิตใจ...
ทำร่างกาย...และจิตใจ...ให้ทำงานสัมพันธ์กัน...
- เมื่อเกิดอารมณ์ไม่ดี...อารมณ์เสีย...
1.ตั้งสมาธิ...หยุดคิดเรื่องที่ทำให้เครียด...
2.ยิ้มให้อวัยวะต่าง ๆ...ที่กำลังเกิดความเครียด...
3.ทำให้ร่างกายทุกส่วน...เกิดการผ่อนคลาย...
โดยปล่อยวางอวัยวะทุกส่วน...ตามสบาย...ไม่เกร็ง...
4.มองความคิด...เราจะเห็นความเครียด...
สิ่งที่ทำให้เครียด...ที่ทำให้อารมณ์เสีย...
5.หยิบอารมณ์เครียด...อารมณ์เสีย...ปล่อยทิ้งให้ลอยไปในอากาศ...
แล้วเอาอารมณ์ดี...ความคิดดีๆสนุกสนาน...ใส่เข้าไปแทน...
6.เสร็จแล้ว...ยิ้มอย่างมีความสุข...แล้วกลับไปทำงาน...
ด้วยความคิด...มุมมอง...และทัศนคติใหม่...คิดบวก...
7.ออกกำลังกายทุกวัน...
8.ก่อนนอน...นั่งสมาธิ...ทำจิตใจให้สงบ...
เอาอารมณ์เครียด...อารมณ์เสียทิ้งทุกวัน...

ถ้าคุณทำได้ตามนี้...
สุขภาพคุณจะดี...ห่างไกลโรค...มีชีวิตที่มีความสุข...


โรค...ที่รักษาไม่หาย...
ช่วงนี้...บริษัทต่างๆ...เชิญผมไปพูดปลุกพลังให้ทีมงาน...อาทิตละหลายวัน...
ปัญหาหลักของผมคือ...เสียงแห้ง...และคออักเสบตลอดปี...ตลอดชาติ...
ไปหาหมอ...หมอก็ให้ยาแก้อักเสบมากิน...
กินเสร็จ...หาย...ยาหมด...เป็นอีก...กินอีก...หาย...
เลิกกินยาเป็นอีก...พอกินยานานๆ...ยาตัวเดิมเอาไม่อยู่...
ต้องกินยาที่แรงขึ้นเรื่อยๆ...จนถึงแผงละ 950 บาท...

ผมหมดค่ายาไปหลายหมื่น...อาการก็เป็นๆหายๆ...
ชีวิตทุกข์ทรมานมาก...และเป็นปัญหามาก...กับการทำมาหากิน...

วันหนึ่งอ่านโบว์ชัวโฆษณา...ของโรงพยาบาล...
เรื่อง...โรคกลดไหลย้อน...
เขาบอกว่า...ถ้ามีอาการอย่างนี้...คุณเป็นโรคกรดไหลย้อน...ต้องรีบรักษา...

อาการคือ...
จุก...แน่น...แสบร้อน...ที่หน้าอกและคอ...
เหมือนมีอะไรมาติดที่หน้าอกและคอ...เรอเปรี้ยว...มีรสขม...
เวลานอน...มีกรดไหลมาที่ลำคอ...เข้าปาก...เข้าหลอดลม...เต็มจมูก...
เจ็บมาก...แสบคอและจมูกแสนสาหัส...กรดมันจุกคอจนหายใจไม่ออก..

เจ็บคออย่างแสนสาหัส...กลืนอาหารไม่ได้...เสียงแหบ...พูดไม่ได้...
ปวดแสบปวดร้อนที่หน้าอกอย่างรุนแรง...เหมือนอกจะไหม้...

ไอเรื้อรัง...เจ็บคอเรื้อรัง...เสียงแหบเรื้อรัง...
ปอดอักเสบ...ปวดเจ็บจี๊ดๆที่หน้าอกบ่อยๆ...

สาเหตุเป็นเพราะ...
กรดในกระเพราะอาหาร...มันไหลย้อนเข้ามากัด...
หลอดอาหาร...คอ...และหลอดลม...

วิธีรักษา...
ต้องไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญ...โดยด่วน...
ถ้าทิ้งไว้นาน...มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง...
หลอดอาหาร...คอ...กล่องเสียง...
อ่านเสร็จ...อุทานว่า...เวรแล้วกู...
ที่มึงพูดมาทั้งหมดนี่...อาการของกูล้วนๆเลยหละ...
นี่กูเป็นโรคกรดไหลย้อนหรือนี่...?
แล้วถ้าไม่รีบรักษา...มะเร็ง...!!!!!

ผมทำตามคำแนะนำทันที...เดี๋ยวนั้น...
ไปหาหมอที่โรงพยาบาลตามที่โฆษณา...
หมอบอกว่า...อาการผมหนักมาก...ต้องกินยา...
และรักษาต่อเนื่อง...อย่างน้อย 6 เดือน...
ถ้ายังไม่ดีขึ้น...ต้องรักษาด้วยวิธีอื่น...

หลังจากนั้น...ผมก็เข้าออกโรงพยาบาล...เหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2...

วิธีรักษา...โรคกรดไหลย้อนที่ได้ผลยอดเยี่ยม...

วันหนึ่ง...ยาหมด...แล้วผมต้องไปพูดปลุกพลังที่ขอนแก่น...
กลัวมาก...กลัวเจ็บคอ...กลัวเสียงแหบ...กลัวพูดไม่ได้...
ไม่มีเวลาไปโรงพยาบาล...เอาไงดี...?
ตัดสินใจ...พึ่งหมอตี๋...เข้าร้านขายยาปากซอยหน้าหมู่บ้าน...

เจอเภสัชกรคนหนึ่ง...หน้าตากวนตีนมาก...
อายุน้อยกว่าผม...แต่กวนตีนมากกว่าผม...

ซื้อยาแก้กรดไหลย้อนครับ...
เอาเกรดไหน...มี 3 เกรด...ถูก...กลาง...แพง...
คุณภาพยา...ขึ้นกับราคา...ว่าไง...?
มันถามแล้วมองหน้าผมแบบกวนตีน...

ผมกวนตีนกลับ...เอาเกรดไหนก็ได้...ที่กินแล้วหายน่ะ...
ไม่มี...โรคนี้....ยาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...

ผมหันไปจ้องหน้ามัน...เพราะสะดุดคำว่า...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...
ผมถามว่า...มันมีวิธีรักษาด้วยวิธีอื่นหรือ...?
มันค่อยๆชายตามามองผมด้วยสายตาดูถูก...อย่างรุนแรง...
แล้วพูดโดยไม่มองหน้าคนฟังว่า...

คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน...เกิดจากนิสัยชั่ว 5 อย่าง...
1. กินข้าวไม่ตรงเวลา...
2. กินอาหารรสจัดมาก...โดยเฉพาะเผ็ดจัด...
3. กินมากเกินไป...
4. กินแล้ว...เข้านอนทันที...
5. เครียดตลอดเวลา...
ถ้าอยากหาย...ไปเปลี่ยนนิสัย...ไม่ต้องกินยา...

ผมกัดฟันแน่น...จ้องหน้ามัน...ทำไมมึงถึงกวนตีนยังงี้วะ...?
ผมคิดในใจ... แล้วค่อยๆเปิดประตู...เดินออกจากร้านไป...

10 วัน...ผ่านไป...ผมไปบรรยายหลายงาน...หลายจังหวัด...
คืนหนึ่งกลับเข้าบ้าน...ดึกแล้ว...
ผ่านร้านขายยา...ไฟยังไม่ปิด...ผมรีบจอดรถ...เดินเข้าไปในร้าน...
เจอไอ้เภสัชกวนตีน...คนเดิมเต็มๆ...มันหันมาเห็นผม...
อ้าว...เป็นไง...โรคกรดไหลย้อน...?

ผมปรี่เข้าประชิดตัว...แล้วยกมือ...พนม...พร้อมก้มหัว...
ขอบพระคุณมากครับ...หายแล้วครับ...
พูดได้แค่นั้น...แล้วก็จุกที่คอ...พูดอะไรต่อไม่ได้อีก...
แล้วรีบเดินออกจากร้าน...
เป็นครั้งแรกในชีวิต...ที่ผมยกมือไหว้คนขายยา...ที่อายุน้อยกว่าผมมาก...

ผมพูดอะไรไม่ออก...แต่ผมเชื่อว่า...ไอ้เภสัชหนุ่มนี่มันรู้...ว่าผมจะพูดอะไร...?
มันสามารถสูบเงินจากผมได้เป็นหมื่น...และทำกำไรมหาศาล...แต่มันไม่ทำ...
มันเลือกที่จะช่วยผม...ให้หายป่วย...โดยไม่ได้เงินสักบาท...

การดำเนินชีวิตของผมตอนนี้...
- กินข้าวตรงเวลา...ทุกมื้อ...
- กินอาหารจืด...ไม่กินรสจัด...เผ็ดจัด...
- กินแค่จานเดียว...เลิก...ไม่ว่าจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม...
- มื้อสุดท้าย...กินก่อน 6 โมงเย็น...แล้วไม่กินอะไรอีกเลย...
ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนก็ตาม...
- อารมณ์ดีตลอด...ยิ้ม...หัวเราะ...ทำตัวให้มีความสุขทั้งวัน...
ผลที่เกิดตามมาคือ...
- พุงผมหายไป...ไม่มีหน้าท้อง...ไม่อึดอัด...
- สุขภาพดีขึ้น...ไม่เป็นโรคอ้วน...
- บุคลิกภาพดีขึ้น...ความมั่นใจเพิ่มขึ้น...เวลาเข้าสังคม...
- หายใจสะดวก...ไม่แน่นท้องเหมือนก่อน...
- ไม่ง่วงนอน...ไม่อ่อนเพลียเวลาทำงาน...เหมือนก่อน...
- การทำงานและการเคลื่อนไหวร่างกาย...คล่องตัวขึ้น...
ที่สำคัญคือ...
ชีวิตผม...มีความสุขขึ้น...เยอะเลย...

นี่แหละคือเหตุผลที่ผมต้องไหว้...
และผมจะไหว้ไอ้เวรนี่ตลอดชีวิต...ไม่ว่ากูจะเจอมึงที่ไหน...

สิ่งมีค่าที่สุดที่มันมอบให้ผมก็คือ...
โรคภัยไข้เจ็บ...90 %...ของมึงเนี่ย...ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค...
แต่เกิดจากเชื้อเลว...ในการดำเนินชีวิตของมึงทั้งนั้น...

ดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง...ตามธรรมชาติ...มีสุขนิสัยที่ดี...
คุณจะไม่ป่วย...ไม่เป็นโรค...ไม่ต้องไปหาหมอ...
หมอและยา...เขามีไว้รักษาและขาย...ให้คนที่โง่...เท่านั้น...

เลิกโง่กันเถอะเพื่อน...
เพื่อนรุ่นน้องของผมหายไปนานมาก...เกือบปี...
ผมคิดถึง...อยากรู้ข่าวคราว...จึงโทรไปหา...นัดกินข้าว...

เพื่อนเล่าให้ฟังว่า...หลังจากรักษาจนหายแล้ว...
เจ้านายเก่ารู้ว่า...กลับมาจากต่างประเทศแล้ว...หายแล้ว...
ก็ชวนกลับไปทำงานที่เดิม...เงินเดือน 6 หลัก...มันยากที่จะปฏิเสธ...

ทำอยู่ได้ 6-7 เดือน...อาการกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก...
และเที่ยวนี้...ดูว่ามันรุนแรงกว่าเดิมมาก...

หลังจากวันนั้น...ผมก็ไม่ได้ข่าวคราวจากเพื่อนคนนี้อีกเลย...

ส่วนผม...ทำตัวตามที่ไอ้หมอตี๋กวนตีนนั่นบอก...
เปลี่ยนเอานิสัยเลวๆในการดำเนินชีวิตออก...
โรคกรดไหลย้อน...ไม่มีอาการ...โรคซึมเศร้าดีขึ้น...จนเริ่มเขียนหนังสือได้...
โรคเครียดเบาบางลงมาก...ยิ้ม...หัวเราะ...มีความสุขกับการทำงานเกือบทั้งวัน...

คุณภาพชีวิตที่ดีๆของผม...กลับคืนมาแล้ว...เยอะมากด้วย...
จึงอยากจะถือโอกาสนี้...บอกกับเพื่อนๆทุกคนว่า...
เลิกโง่กันเถอะเพื่อน...

สมคิด ลวางกูร...
วลีกวนตา...วาจากวนตีน...




การพัฒนาธุรกิจค้าส่ง...เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC



การพัฒนาธุรกิจค้าส่ง...เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC


ธุรกิจค้าส่ง[1] ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงไม่แตกต่างจากธุรกิจค้าปลีก ภายหลังธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติ หรือModern Trade ได้มีการพัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจค้าปลีกให้เป็นลักษณะของการค้าส่งด้วย โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอุปโภค บริโภค ส่งผลให้ร้านค้าปลีกรายย่อยหรือค้าปลีกเอสเอ็มอีบางรายหันไปซื้อสินค้าจาก Modern Trade มาจำหน่ายแทนการซื้อจากผู้ประกอบการค้าส่ง ประกอบกับการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการค้าส่งต้องเผชิญการแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากอาเซียน รวมถึงการเข้ามาลงทุนในภาคธุรกิจค้าส่งของนักลงทุนอาเซียน


อย่างไรก็ตาม ด้วยความได้เปรียบในเรื่องของความชำนาญในพื้นที่ชุมชน เส้นทางการจัดส่งสินค้า รวมถึงระบบเครือข่ายระหว่างผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีกที่มีความใกล้ชิด และมีความคุ้นเคยจากการทำการค้าขายด้วยกันมายาวนาน อาจจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าส่งใช้จุดแข็งตรงนี้ในการรักษาฐานลูกค้า และมีโอกาสทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นภายหลังเปิด AEC แต่ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวทางการค้าทั้งระบบมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามพฤติกรรมของผู้บริโภค ดังนั้น ผู้ประกอบการค้าส่งเองก็ต้องพยายามปรับปรุงระบบการดำเนินธุรกิจให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งของผู้ผลิต หรือซัพพลายเออร์ รวมถึงความต้องการของผู้ค้าปลีกรายย่อยไปจนถึงผู้บริโภคสุดท้าย ทั้งนี้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นภายหลังการเปิด AEC อย่างเต็มรูปแบบในปี 2558

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน-AEC…ผลต่อธุรกิจค้าส่งของไทย
                         


                    แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจค้าส่งของไทยนอกจากจะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศแล้ว การเติบโตของธุรกิจค้าส่งอาจจะยังผันแปรไปตามแนวโน้มของธุรกิจค้าปลีกซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจค้าส่งอีกด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการค้าส่งจะต้องเร่งสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ซึ่งในที่นี้คือ ผู้ประกอบการค้าปลีก อาทิ การบริการในด้านต่างๆ (การขนส่ง การให้สินเชื่อ เป็นต้น) รวมถึงการกำหนดราคาขายส่งที่สามารถยอมรับได้ทั้งผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีก ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการค้าส่งก็ต้องเจรจากับผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ในการต่อรองราคาสินค้า เพราะปกติผู้ประกอบการค้าส่งจะจำหน่ายสินค้าในราคาต่ำ แต่เน้นปริมาณ ดังนั้น หากเจรจาต่อรองเรื่องของราคาสินค้ากับผู้ผลิตได้ถูกเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะขายสินค้าให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกได้มากขึ้นเท่านั้น
                   
             


                    สำหรับการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ที่เหลือระยะเวลาอีกเพียงแค่ 3 ปีต่อจากนี้ไป นับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลทำให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจค้าส่งมีความตื่นตัวไม่แตกต่างจากภาคธุรกิจค้าปลีกเช่นกัน เนื่องจากหลายฝ่ายเกรงว่า การเปิด AEC จะส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าส่งของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างยี่ปั๊ว หรือซาปั๊ว ฯลฯ อาจจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ยากลำบากมากขึ้น หากทุนใหญ่จากนักลงทุนต่างชาติสนใจที่จะเข้ามาทำธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในไทย โดยอาศัยสิทธิประโยชน์ทางการค้าภายหลังการเปิด AEC ซึ่งการเปิดเสรีดังกล่าว อาจจะซ้ำรอยกับเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่บรรดาค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่จากต่างชาติ หรือ Modern Trade เข้ามารุกขยายตลาดในไทยเป็นจำนวนมาก และทำให้อำนาจการต่อรองของผู้ประกอบการค้าส่งเอสเอ็มอีของไทยที่เคยมีกับผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ค่อยๆ ลดน้อยลง จนทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยบางราย โดยเฉพาะที่เน้นจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภคหันไปสั่งซื้อสินค้าจาก Modern Trade ที่มีราคาถูกกว่ามากขึ้น
                    อย่างไรก็ตาม ผลจากการเปิด AEC ก็ย่อมสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการค้าส่งของไทยเช่นกัน กล่าวคือ
   ด้วยลักษณะของการทำธุรกิจที่ผู้ประกอบการค้าส่งจะต้องหาซื้อสินค้าที่มีต้นทุนต่ำสุด เพื่อที่จะนำมาเสนอขายให้กับร้านค้าปลีกได้ ดังนั้น ผลจากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ 0 ทำให้ผู้ประกอบการค้าส่งมีโอกาสที่จะนำเข้าสินค้าราคาถูกจากประเทศอาเซียนมาเสนอขายให้กับบรรดาร้านค้าปลีกได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นการสร้างความหลากหลายของสินค้าให้ลูกค้าได้มีทางเลือกมากขึ้น โดยประเทศที่ไทยมีการนำเข้าสินค้ามาจำหน่าย อาทิ

ประเทศตัวอย่าง
ลักษณะการทำการค้า
นำเข้าสินค้าจากมาเลเซีย
อาทิ ขนมขบเคี้ยว ช็อกโกแลต ผลไม้สด
ผลไม้อบแห้ง ชา กาแฟ เป็นต้น
-มาเลเซียนับเป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารหลายชนิด โดยสินค้าที่มีความโดดเด่น ได้แก่ ขนมขบเคี้ยว ช็อกโกแลต เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งช่องทางในการติดต่อหาคู่ค้าอาจค้นหาข้อมูลจากหน่วยงาน เช่น กรมส่งเสริมการส่งออกของมาเลเซีย หรือ MATRADE ซึ่งมีข้อมูลทำเนียบผู้ประกอบการเสนอในเว็บไซต์ ซึ่งที่ผ่านมา ได้นำผู้ผลิตมาร่วมงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นในประเทสไทยด้วยเช่นกัน การติดต่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง อาจเป็นช่องทางที่ช่วยให้ผู้ค้าส่งของไทยมีต้นทุนสินค้าที่ต่ำลง หากมีการซื้อในปริมาณค่อนข้างมาก
-ในขณะที่ผู้ค้าส่งรายย่อย สินค้าที่นำเข้ามาส่วนใหญ่จะมีการซื้อขายผ่านด่านไทย-มาเลเซีย หรือเรียกว่า ด่านปาดังเบซาร์ โดยการนำเข้าสินค้าจะต้องผ่านผู้ค้าส่ง หรือพ่อค้าคนกลางที่เป็นยี่ปั๊วรายใหญ่ --->ซาปั๊ว หรือร้านค้าปลีก--->ผู้บริโภค
-ซึ่งหากจะนำเข้าจากผู้ค้าของมาเลเซียโดยตรงอาจจะค่อนข้างยาก ซึ่งต้องอาศัยการติดต่อการทำการค้ามายาวนานพอสมควร จนเกิดความเชื่อใจกัน หรือมีเครือข่ายหรือคนรู้จักที่เป็นคนมาเลเซียอยู่ก่อนแล้ว
-ดังนั้น ผู้ประกอบการค้าส่งที่สนใจจะนำเข้าสินค้าจากมาเลเซียมาจำหน่ายต่อให้กับร้านค้าปลีก รายย่อยอาจจะต้องนำเข้าจากยี่ปั๊วคนไทยอีกต่อหนึ่ง
นำเข้าสินค้าจากชายแดนไทย-กัมพูชา
อาทิ สินค้ามือสอง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสาน ถ้วยชาม เป็นต้น
-การค้าที่สำคัญตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา คือ ตลาดโรงเกลือ (อรัญประเทศ) ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าแฟชั่น รวมถึงสินค้าอุปโภค บริโภคมากมาย
-ผู้ค้าส่งคนไทยส่วนใหญ่จะไปรับสินค้าจากผู้ค้าในตลาดโรงเกลือมาจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง โดยผู้ค้าในตลาดโรงเกลือส่วนใหญ่จะเป็นชาวกัมพูชา และมีผู้ค้าส่งคนไทยบ้าง
-ดังนั้น ตลาดโรงเกลือจึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่ผู้ประกอบการค้าส่งของไทยสามารถไปเลือกซื้อสินค้ามาจำหน่ายต่อให้กับร้านค้าปลีกรายย่อย/ผู้บริโภคได้
       ผู้ประกอบการค้าส่งของไทยมีโอกาสที่จะขยายธุรกิจ ทั้งในรูปของการค้าส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะการค้าส่งสินค้าตามแนวชายแดน  ไม่ว่าจะเป็นตามแนวชายแดนพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ที่มีการทำการค้าผ่านแนวชายแดนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของการค้าทั้งหมด ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการค้าส่งของไทยที่เห็นได้ชัด เพราะปัจจุบันการส่งออกสินค้าและบริการไปยังประเทศดังกล่าวตามแนวชายแดนส่วนใหญ่จะผ่านทางผู้ประกอบการค้าส่งอย่างยี่ปั๊ว หรือซาปั๊ว รวมถึงมีผู้ค้าปลีกจากอาเซียนไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว กัมพูชา รวมไปถึงมาเลเซียข้ามแดนเข้ามาซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการค้าส่งของไทยไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ เป็นจำนวนมาก บ่งบอกถึงพฤติกรรมการนิยมใช้สินค้าไทย

   ในขณะที่การออกไปทำธุรกิจค้าส่งในประเทศอื่นๆ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ตามแนวชายแดน อาจจะออกไปทำการค้าส่งค่อนข้างลำบาก และอาจจะต้องใช้เวลานานพอสมควรในการศึกษาพื้นที่ และเส้นทางการขนส่ง รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์กับร้านค้าปลีกรายย่อยในพื้นที่นั้นๆ แต่ทั้งนี้ โอกาสของผู้ประกอบการค้าส่งที่สนใจจะขยายธุรกิจไปยังประเทศอาเซียน อาจจะเป็นไปในลักษณะของการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ที่จะขายได้ มักเป็นแบรนด์สินค้าที่ผู้ผลิตได้เคยไปทำการตลาดไว้ และเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักและคุ้นเคยอยู่ก่อนแล้ว

                    ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การเปิดเสรี AEC ก็ย่อมเป็นโอกาสให้กับผู้ประกอบการค้าส่งของไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการค้าส่งของไทยพร้อมที่จะใช้โอกาสเหล่านี้ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวทั้งเชิงรับและเชิงรุกได้ก่อน ก็ย่อมมีโอกาสที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตมากขึ้น

                    ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับช่องทางการค้าส่ง หรือลักษณะการทำการค้าของประเทศในอาเซียน ที่มีโอกาสโดยเฉพาะประเทศกลุ่มอาเซียนใหม่ (เวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า) ที่น่าจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการค้าส่งของไทยในการขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

ประเทศ
ลักษณะและช่องทางการค้า
สินค้าของไทยที่มีโอกาส
ลาว

-สินค้าที่วางจำหน่ายส่วนใหญ่จะอยู่ตามร้านค้าปลีกทั่วไป หรือร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า
-ช่องทางการกระจายสินค้าจะมีด้วยกันหลายช่องทาง ได้แก่
1. ผู้ผลิตสินค้า--->ผู้บริโภคลาว
2. ผู้ผลิตสินค้า--->ผู้ค้าส่ง--->ร้านค้าปลีกหรือตัวแทนจำหน่ายในลาว ซึ่งช่องทางนี้นับว่ามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการค้าตามแนวชายแดน โดยสินค้าจากผู้ผลิตจะผ่านทางผู้ค้าส่งในหลายจังหวัด อาทิ อุบลราชธานี อุดรธานี และหนองคาย ผ่านทางนครหลวงเวียงจันทร์ หลวงพระบาง และจำปาสัก ซึ่งทั้ง 3 จุดนี้ ผู้ค้าส่ง/ค้าปลีกรายย่อยของลาวก็จะทำหน้าที่กระจายสินค้าไปยังพื้นที่อื่นๆต่อไป
-สินค้าอุปโภค บริโภค เป็นสินค้าดาวเด่นของไทยและเป็นที่ต้องการอย่างมาก อาทิ สินค้าจำพวกอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น เนื่องจากผู้บริโภคคุ้นเคยกับตราสินค้าของไทย และมีราคาไฟแพงจนเกินไป
-อุปรณ์ และเครื่องจักรกลทางการเกษตรขนาดเล็ก ปุ๋ย สารเคมี เป็นต้น

พม่า




-สินค้าที่วางจำหน่ายหากอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์และเมืองหลวงเนปิดอจะอยู่ตามห้างสรรพสินค้า และอาจพบเห็นตามร้านค้าทั่วไปบ้าง
-มีแหล่งค้าส่งที่สำคัญที่จะกระจายสินค้าไปยังเมืองต่างๆ โดยเฉพาะย่างกุ้ง และเมียวดีที่เป็นแหล่งกระจายสินค้าที่สำคัญของประเทศ
-ช่องทางการจัดจำหน่ายจะมีหลายรูปแบบ โดยส่วนใหญ่จะต้องอาศัยผู้ค้าอิสระ หรือผู้ค้าคนกลางช่วยสร้างตลาดและกระจายสินค้า
1. จัดจำหน่าย 2 ระดับ ผู้ค้าส่ง/ตัวแทนจำหน่ายสินค้า--->ผู้ค้าปลีก
2. จัดจำหน่าย 3 ระดับ ผู้ค้าส่ง--->ผู้ค้าอิสระ--->ผู้ค้าปลีก
-สำหรับการค้าตามแนวชายแดน จะมีผู้ค้าส่งหรือร้านค้าปลีกรายย่อยเดินทางเข้ามารับสินค้าจากผู้ค้าส่งในไทยและนำไปกระจายต่อให้กับร้านค้าปลีกรายย่อยทั่วไป ผ่านช่องทางอ. แม่สอด จ. ตากกับเมือง เมียวดีของพม่า
-สินค้าอุปโภค บริโภค อาทิ อาหาร อาหารแปรรูป เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยว สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผงซักฟอก เป็นต้น เนื่องจากมีการเปิดประเทศมากขึ้น ขณะที่ไม่สามารถผลิตสินค้าดังกล่าวได้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ
-อุปกรณ์ และวัสดุก่อสร้าง อาทิ อิฐบล็อก กระเบื้อง เหล็ก เป็นต้น เพื่อรองรับการขยายการลงทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและสิ่ง อำนวยความสะดวกอื่นๆ
กัมพูชา



-สินค้าที่วางจำหน่ายส่วนใหญ่จะอยู่ตามร้านค้าปลีกทั่วไป หรือร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า
-ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้ามีหลายรูปแบบ
1. ผู้ผลิต--->ผู้ค้าส่ง/ผู้ค้าปลีก--->ผู้บริโภค 
2. ผู้ผลิต--->ผู้นำเข้า--->ผู้บริโภค
-การค้าตามแนวชายแดน เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีการทำการค้ากันมาก โดยสินค้าจากผู้ผลิตสินค้าจะผ่านไปยังผู้ค้าส่ง หรือผู้นำเข้า หลังจากนั้นก็จะกระจายสินค้าต่อไปยังร้านค้าปลีกรายย่อยที่เป็นเครือข่ายกัน
-สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากมีพฤติกรรมเลียนแบบจากสื่อโทรทัศน์ของไทย
-สินค้าหมวดเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องครัว และเครื่องประดับบ้าน รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า
-วัสดุก่อสร้าง เพื่อรองรับกับการขยายตัวของอสังหาริมทรัพย์ตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ รวมถึงระบบสาธารณูปโภค
เวียดนาม



-ผู้บริโภคเวียดนามยังคงมีการซื้อสินค้าผ่านทางร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่ช่องทางร้านค้าสมัยใหม่ อาทิ ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, ศูนย์การค้า เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
-ผู้นำเข้า/ตัวแทนจำหน่ายของเวียดนาม มีส่วนสำคัญในการกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีกต่างๆ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยอาจจะต้องติดต่อกับผู้นำเข้า/ตัวแทนจำหน่ายที่มีเครือข่ายร้านค้าจำนวนมาก เพื่อให้สินค้าสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น
-การค้าข้ามแดน เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการค้าที่ผู้ประกอบการค้าส่งของไทยใช้ในการกระจายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้สด ผลไม้แปรรูป เป็นต้น โดยจะทำการขนส่งสินค้าทางรถยนต์ผ่านด่านกัมพูชาซึ่งติดกับทางตอนใต้ของเวียดนาม เป็นวิธีที่สะดวกและไม่ยุ่งยาก ซึ่งผู้ประกอบการค้าส่งผลไม้ของไทยนิยมทำกันมาก
-สินค้าอุปโภค บริโภค อาทิ ผัก-ผลไม้ น้ำตาลทราย ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น
-เครื่องสำอาง เนื่องจาก เชื่อมั่นในคุณภาพ และมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับแบรนด์ยุโรป
-อุปกรณ์ซ่อมรถจักรยานยนต์ รวมถึงวัสดุก่อสร้าง



                    จากตาราง จึงมีโอกาสเป็นไปได้ว่า ผู้ประกอบการค้าส่งเอสเอ็มอีของไทยอาจจะอาศัยความได้เปรียบทางการค้าขายชายแดนที่มีความคุ้นเคยกันมาก่อน และมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ออกไปตั้งเป็นลักษณะของศูนย์กระจายสินค้า หรือร้านค้าส่งย่อยๆ ในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคู่ค้า สร้างความสะดวกสบาย และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น
                    ทั้งนี้ ช่องทางการค้าส่งสินค้าผ่านการค้าชายแดนไปยังประเทศดังกล่าวจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน พอจะสรุปออกมาเป็น Flowchart ได้ดังนี้









                     



















การปรับตัวของผู้ประกอบการค้าส่ง...เตรียมความพร้อมรับการแข่งขันที่รุนแรง
            ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในปี 2558 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้ผู้ประกอบการค้าส่งเอสเอ็มอีของไทยเผชิญกับการแข่งขันที่ยากลำบากมากขึ้น ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและเร่งปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มจะทำให้ธุรกิจมีโอกาสในการแข่งขันและอยู่รอด เพราะแม้แต่ผู้ประกอบการค้าส่งรายใหญ่ของไทยยังต้องพัฒนาและเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับสถานการณ์การแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ยากลำบากกว่า ดังนั้น การเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง การปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ นับเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังมีโอกาสในการเติบโต และแข่งขันได้
                    ทั้งนี้ พื้นฐานในการปรับตัวของผู้ประกอบการค้าส่งเอสเอ็มอี (ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือผู้ค้าส่งท้องถิ่นต่างๆ) อาจจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันกับผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอี เช่น การบริหารจัดการทางด้านต้นทุน การสร้างความหลากหลายของสินค้าที่นำมาจำหน่าย เป็นต้น แต่อาจจะมีบางประเด็นที่อาจจะให้ความสำคัญที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการค้าปลีกจะให้ความสำคัญในการหาทำเลที่ตั้งของร้านค้าเป็นลำดับต้นๆ ในขณะที่ผู้ประกอบการค้าส่งอาจจะไม่เน้นทำเลที่ตั้งของร้าน แต่อาจจะคำนึงถึงค่าเช่าพื้นที่ ค่าสิ่งปลูกสร้าง จะต้องมีพื้นที่สำหรับสร้างคลังสินค้า จอดรถขนถ่ายสินค้าสะดวก โดยที่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสถานที่ไม่สูงมากนัก เป็นต้น
                     นอกจากนี้ ก่อนที่จะเปิด AEC ในปี 2558 ผู้ประกอบการค้าส่งเอสเอ็มอีของไทยควรที่จะเตรียมความพร้อมในการแข่งขัน โดยสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการค้าส่งจะต้องให้ความสำคัญ มีดังนี้
§   การบริหารคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ นับเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการค้าส่งจะต้องให้ความสำคัญ สินค้าชนิดใดที่มีการหมุนเวียนบ่อยที่สุด ขายได้จำนวนมาก สินค้าชนิดใดที่ขายได้น้อย ผู้ประกอบการจะต้องทำการสำรวจ และตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของสินค้าจม เพราะจะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้น หากผู้ประกอบการค้าส่งมีการบริหารจัดการคลังสินค้าที่ดี ก็จะสามารถช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีผู้ประกอบการค้าส่งรายใหญ่หลายเริ่มนำระบบไอทีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ และมีผู้ผลิตที่เข้าไปช่วยให้คำแนะนำในเรื่องของการบริหารจัดการสินค้าให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น
§   ระบบการขนส่ง การขนส่งจะส่งผลกระทบต่อการตั้งราคาของผลิตภัณฑ์ การทำหน้าที่ในการจัดส่งสินค้า เมื่อถึงมือลูกค้า (ร้านค้าส่ง-ร้านค้าปลีกย่อย) นั้น จะต้องมีการบริหารเวลาให้รวดเร็ว และสินค้ายังอยู่ในสภาพดี นับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ประกอบการค้าส่งจะต้องคำนึงถึง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประหยัดทางด้านต้นทุน รวมถึงสามารถจัดการขนส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคได้ตรงเวลา ทั้งนี้ การขนส่งสินค้ามีอยู่หลายทางด้วยกัน เช่น การขนส่งทางเรือ รถไฟ รถบรรทุก เป็นต้น
§   ความร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการค้าส่งกับผู้ผลิต/ซัพพลายเออร์ การอยู่รอดของทั้งซัพพลายเออร์และผู้ประกอบการค้าส่งจะต้องอาศัยความร่วมมือกัน จากอดีตผู้ผลิต/ซัพพลายเออร์จะให้ความสำคัญกับค้าปลีกต่างชาติหรือ Modern Trade มากขึ้น จนทำให้อำนาจในการต่อรองของผู้ประกอบการค้าส่งของไทยเริ่มลดลง และไม่สามารถแข่งขันได้ ทำให้กลไกของตลาดเริ่มเสียความสมดุล อำนาจการต่อรองราคาสินค้าไปตกอยู่ที่ Modern Trade มากขึ้น ผู้ผลิต/ซัพพลายเออร์เริ่มประสบปัญหา ดังนั้น การร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการค้าส่งกับผู้ผลิต/ซัพพลายเออร์นับว่ามีความสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ระบบการค้าของไทยยังคงดำเนินไปได้ และสามารถรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงได้
§   การสร้างความสัมพันธ์กับร้านค้าปลีกเครือข่าย น่าจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการค้าส่งควรนำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้เหนียวแน่น เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำในเรื่องของการบริหารจัดการให้กับร้านค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วย เพื่อให้สามารถยืนอยู่ได้ อาทิ การจัดทำร้านโชห่วยต้นแบบเพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามาทำการเรียนรู้ และนำไปบริหารจัดการร้านค้าของตนเอง รวมถึงการแวะไปเยี่ยมเยียนลูกค้าบ่อยครั้งขึ้น เพื่อสร้างความผูกพันที่ดีระหว่างกัน ซึ่งวิธีการนี้ ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการค้าส่งรายใหญ่รายหลายเริ่มหันมาใช้กลยุทธ์ดังกล่าวกันมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน หากผู้ประกอบการค้าส่งเอสเอ็มอีของไทยต้องการที่จะรุกขยายตลาดในอาเซียน  ผู้ประกอบการจะต้องมีการเตรียมความพร้อมได้ด้านต่างๆ ดังนี้

§   การศึกษาข้อกฎหมายหรือกฎระเบียบที่จะทำการค้าในแต่ละประเทศสมาชิกในอาเซียน เพื่อให้การทำการค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง และสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
§   ศึกษาเส้นทางการขนส่งสินค้า รวมถึงพื้นที่ที่จะเข้าไปทำการค้าส่ง ว่าบริเวณดังกล่าวมีร้านค้าส่งหรือร้านค้าปลีกมากน้อยเพียงใด เป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ และหากเข้าไปตั้งศูนย์กระจายสินค้า หรือร้านค้าส่งในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว สามารถสร้างเครือข่ายกับร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกย่อยในท้องที่ได้มากน้อยแค่ไหน

§   ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค ส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้าประเภทไหน โดยอาจจะสอบถามผ่านทางร้านค้าปลีกย่อย รวมทั้งศึกษากลุ่มผู้บริโภคโดยตรง เพื่อที่จะได้ทำการจัดหาสินค้าไปนำเสนอขายให้กับร้านค้าปลีกรายย่อยได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
§   ติดต่อหาเครือข่ายร้านค้า หรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าในอาเซียน เพื่อร่วมมือกันเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ดีต่อกัน โดยผู้ประกอบการค้าส่งของไทยอาจจะอาศัยความคุ้นเคยจากการค้าชายแดนที่มีการซื้อขายกันก่อนหน้านี้ เพื่อใช้ในการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆให้เพิ่มขึ้น เป็นต้น
                    กล่าวโดยสรุปแล้ว การเปิดตลาด AEC ส่งผลให้ภาคธุรกิจค้าส่งของไทยมีการตื่นตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะยี่ปั๊ว ซาปั๊วที่อาจจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ยากลำบากมากขึ้น หากมีนักลงทุนจากอาเซียนสนใจที่จะเข้ามาทำธุรกิจค้าส่งในไทย และสามารถบริหารจัดการต้นทุนและจำหน่ายสินค้าในราคาที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาพการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการค้าส่งเอสเอ็มอีของไทยก็ยังคงมีโอกาสเช่นกัน ด้วยความได้เปรียบในเรื่องของความชำนาญในพื้นที่ชุมชน เส้นทางการจัดส่งสินค้า รวมถึงระบบเครือข่ายระหว่างผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีกที่มีความใกล้ชิด และมีความคุ้นเคยจากการทำการค้าขายด้วยกันมายาวนาน อาจจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าส่งใช้จุดแข็งตรงนี้ในการรักษาฐานลูกค้า



    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการค้าส่งเอสเอ็มอีของไทยก็ควรที่จะพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อาทิ การบริหารจัดการต้นทุนให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการบริหารคลังสินค้า การบริหารระบบขนส่ง เป็นต้น นอกจากนี้ การสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์ เพื่อช่วยในการเจรจาต่อรองราคาสินค้า รวมถึงการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับร้านค้าปลีกร ายย่อย เพื่อรักษาฐานลูกค้าให้เหนียวแน่น นับว่ามีส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ระบบการค้าของไทยยังคงดำเนินไปได้ ตลอดจนสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้ในระยะต่อไป



[1] ธุรกิจค้าส่ง หมายถึง ธุรกิจขายสินค้าและบริการให้กับผู้ซื้อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการขายต่อ หรือซื้อไปใช้ในการประกอบธุรกิจ จากความหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การค้าส่งเป็นกิจกรรมทางด้านการขายสินค้าและบริการ ซึ่งผู้ซื้อไม่ได้ซื้อไปเพื่อการอุปโภคบริโภค แต่จะซื้อไปเพื่อการขายต่อเท่านั้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
มกราคม 2555







LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...