วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สมุนไพรอันตราย 13 ชนิด

 สมุนไพรอันตราย 13 ชนิด

สำนักแห่งความสุขขอประกาศรายชื่อสมุนไพรอันตราย 13 ชนิดที่มีต่อชีวิตการทำงานดังนี้คือ :

1 ขิง / ข่า

ขิง(ก็รา) ข่า(ก็แรง) เป็นอันตรายต่อชีวิตการทำงานอย่างยิ่ง บางครั้งเป็นการกระทบกระทั่งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อไม่ยอมกันคนละก้าว ก็เสียทั้งงานและภาพพจน์ขององค์กร

ทางแก้ : การทำงานในสำนักงานไม่ว่าองค์กรราชการหรือเอกชนเป็นการรวมคนจากที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน รู้จักยอมกันบ้าง ทำนอง 'แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร' นอกจากจะได้ไม่เสียสุขภาพจิตแล้ว ยังได้ประสิทธิภาพของงานสูง

2 ขมิ้น (กับปูน)

ไม่ชอบเพื่อน ไม่ชอบเจ้านาย ไม่ชอบหน้าลูกค้า ไม่ชอบงานที่ทำ ไม่ชอบทุกอย่างในชีวิต!

ทางแก้ : ปรับเปลี่ยนทัศนคติมองผู้อื่นในด้านดี หรืออย่างน้อยก็ตามความเป็นจริง มองลูกค้าว่าเป็นผู้ที่ทำให้เราเลี้ยงครอบครัวได้ เพราะการทำงานโดยมีทัศนคติไม่ดียากจะก้าวหน้า และที่แย่ที่สุดคือผ่านชีวิตทำงานแต่ละวันอย่างทรมาน

3 มะนาว (ไม่มีน้ำ)

พูดไม่ดี พูดมากไป พูดไม่ไพเราะ พูดแต่เรื่องร้ายๆ เหล่านี้เป็นอันตรายต่อองค์กรอย่างยิ่ง นอกจากจะขัดใจกันในองค์กรแล้ว ยังอาจทำให้ลูกค้าหนีหายก็ได้

ทางแก้ : พูดน้อยหน่อย ทำงานมากหน่อย มองด้านดีของคนอื่นบ้าง

4 จิก

เจ้านายประเภทที่ใช้คนไม่เลือกเวลา ชอบบรี๊ฟงานห้านาทีก่อนเลิกงาน โทร.ตามจิกลูกน้องห้านาทีก่อนเที่ยงคืนและในวันหยุดเป็นประจำ

ทางแก้ : การทำงานที่ดีอยู่ที่การวางแผน และรักษาสมดุลของงานกับครอบครัว ลูกน้องที่พักผ่อนพอเพียงและมีชีวิตครอบครัวที่ดี ย่อมทำงานได้ประสิทธิภาพกว่าคนที่ทำงานใต้สภาวะของการจิก การทำงานชั่วโมงยาวนานมิได้หมายถึงประสิทธิภาพและคุณภาพเสมอไป

5 ว่านหางจระเข้ (ฟาดหาง)

เจอเรื่องไม่ดีที่บ้านก็นำมาฟาดหาง (จระเข้) กับเพื่อนหรือลูกน้อง หรือทั้งเพื่อนและลูกน้อง

ทางแก้ : แยกแยะงานกับเรื่องส่วนตัว งานส่วนงาน ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน เพราะทุกคนก็ประสบเรื่องไม่ดีทั้งนั้น แก้ปัญหาเรื่องส่วนตัวโดยวิธีการอื่น เช่นปรึกษาเพื่อนฝูง เป็นต้น

6 (เย็น)ชา

เย็นชากับลูกค้า ลูกค้าหลุดได้ เย็นชากับลูกน้อง ลูกน้องก็หนี เย็นชากับเจ้านาย ก็อาจตกงาน!

ทางแก้ : รักษาน้ำใจเพื่อนๆ ในที่ทำงาน จะทำให้หลายสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ในที่ทำงานเป็นสวรรค์ ไม่ใช่นรก

7 สีเสียด

ใช้วาจาเสียดสี เหยียดหยาม กระแทกกระทั้นคนรอบตัวเพื่อความสะใจ ต่อหน้าลูกค้าเอ่ย "ครับๆ ค่ะๆ" ลับหลังลูกค้าด่าว่าโง่ ฯลฯ

ทางแก้ : การใช้คำพูดในเชิงลบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามจะทำให้ผู้พูดลดคุณค่าและความน่าเชื่อถือลง ลองมองด้านดีของคนอื่นบ้าง

8 กระทืบยอด

เป็นยอดในการย่ำคนอื่น เป็นเยี่ยมในการไต่ขึ้นที่สูงโดยเหยียบหัวเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ

ทางแก้ : ไต่ขึ้นที่สูงไปตามพัฒนาการของตนเอง จะเป็นฐานที่แข็งแรงที่สุด

9 มะขวิด

ไล่ขวิดคนไปทั่ว ยุ่งเรื่องชาวบ้านโดยไม่ทำงานของตัวเอง

ทางแก้ : กลับไปทำงาน! เพราะเวลาวัดผลงานในตอนท้าย ไม่ได้วัดกันที่ความคมของเขี้ยว เขา หรืองา

10 ยอ

ยกยอเจ้านายตลอดเวลา เสนอหน้าหลังเวลางาน

ทางแก้ : ความก้าวหน้าจากการประจบเอาใจผู้ใหญ่ไม่ใช่รากฐานที่มั่นคงของชีวิตการทำงานในระยะยาว

11 แมงลัก

ขโมยไอเดียของคนอื่น แล้วยกว่าเป็นของตัวเอง

ทางแก้ : พัฒนาตนเองตลอดเวลา เรียนรู้จากความคิดของผู้อื่น แล้วนำไปแตกหน่อต่อยอด เป็นการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง

12 รางจืด

ใช้ชีวิตทำงานแบบจืดสนิท ทำงานแบบกางตำรา ไม่เริ่มงานเด็ดขาดแม้เข็มนาฬิกาอยู่ก่อนเวลาเริ่มงาน 1.025 วินาที พนักงานไม่เคยไปสังสรรค์ด้วยกัน ฯลฯ

ทางแก้ : เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตทำงานบ้าง แล้วอาจพบว่า การทำงานก็เป็นเรื่องสนุกได้

13 กระบือเจ็ดตัว

พอใจในความรู้ความสามารถที่ตนมีอยู่ไม่ว่ามันจะจำกัดเพียงใด ไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ทางแก้ : ความรู้หรือเทคโนโลยีที่เรียนมาเมื่อ 10-20 ปีก่อนอาจแก้ปัญหารูปแบบใหม่ๆ ในปัจจุบันไม่ได้ โลกเปลี่ยนไปนาทีต่อนาที คนทำงานต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทัน ต้องศึกษาเพิ่ม อาจเป็นการเรียนวิชาที่เพิ่งเกิดใหม่ สัมมนาทางวิชาการ ศึกษาภาคค่ำ แทนที่จะหาประสบการณ์จากการกินเหล้าและเข้าผับอย่างเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เดินจังหวะลูก โดย :ธนา เธียรอัจฉริยะ

หลายบทความที่่ส่งทาง Fw mail ที่ผ่านตาไป มีไม่กี่อันที่อยากอ่านและส่งต่อ นี่คือหนึ่งในนั้น
เดินจังหวะลูก

รายงานโดย :ธนา เธียรอัจฉริยะ
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น:

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ผมมีลูกสาวตัวเล็กๆ น่ารักสองคน คนโตชื่อ โมเนต์ อายุห้าขวบกว่าๆ
คนเล็กชื่อเมนิ อายุสี่ขวบ กำลังอยู่ในวัยอ้อนพ่ออ้อนแม่
ไม่รู้ว่าใครติดใครกันแน่ รู้แต่ว่าผมต้องพยายามกลับบ้านให้ทัน

ก่อนสองสาวนอนหลับเกือบทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ตัวติดกันตลอด

คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็มักจะนึกถึงแต่ว่าจะสอนลูกให้เป็นคนยังไง
ให้มีน้ำใจ ไหว้สวย ไม่งอแง นึกอะไรออกก็พยายามสอน
ก็ไม่ค่อยได้นึกว่าจะเรียนรู้อะไรจากลูกได้
เพราะลูกยังเด็กยังเล็กอยู่ แต่ด้วยความที่อยู่ด้วยกันตลอด
มีบ่อยครั้งที่ลูกผมพูดหรือแสดงท่าทีอะไรที่ทำให้ผมต้องหยุดคิด
และทบทวนตัวเองเป็นประจำ

เมื่อไม่นานมานี้ ผมพาเด็กๆกับภรรยาไปเที่ยวอเมริกา
ไปอยู่หลายเมือง สองอาทิตย์ที่ไปเที่ยว เป็นสองอาทิตย์ที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตผม
ได้มีโอกาสตะลอนๆ ไปทั้งครอบครัว ได้ผจญภัยเล็กๆ ตามที่ต่างๆ
มีอุปสรรคบ้างนิดหน่อยพอเป็นน้ำจิ้ม
ได้เห็นตัวเล็กทั้งสองสนุกสนานกับของเล่นบ้าง
ทิวทัศน์รอบทางบ้าง เป็นความสุขเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่

ระหว่างทางในหลายๆ ครั้ง
ผมกับภรรยาก็จะเดินดูโน่นดูนี่เป็นปกติในจังหวะก้าวย่างของเรา
ก็จะได้ยินเสียงเมนิ ลูกสาวคนเล็กบ่นปวดขา เดินไม่ทัน เหนื่อย
เวลาไปเดินในที่ที่คนเยอะ ก็มีเผลอไปจับมือคนอื่น
คิดว่าเป็นพ่อแม่บ้าง เราก็ได้แต่ขำๆ ในตอนแรก

แต่พอใช้ชีวิตด้วยกันตลอดเวลา มีจังหวะหนึ่งที่ลูกผมบ่นว่า
เดินไม่ทันซึ่งปกติผมก็คงไม่ได้ สนใจอะไร
แต่จังหวะนั้นผมบอกลูกว่า เดี๋ยวจะลองเดินก้าวช้าๆ เท่าลูกดู

ผมก็เลยลองเดินช้าๆ ช้ามาก เพราะลูกผมยังเล็ก
ก้าวได้สั้นๆ และไม่ไกล ผมพยายามเดินในจังหวะของลูก

ช่วงแรกๆ ก็อึดอัดนิดหน่อย ต้องก้าวเท้าถี่ๆ
สั้นๆ แต่พอลองบ่อยๆ เข้า ผมก็เริ่มมองเห็นมุมของเขาว่า
ทำไมเขาถึงเดินไม่ทัน ปวดขา หรือเหนื่อย เวลาเดินจังหวะผู้ใหญ่

พอเริ่มเห็นมุมแปลกๆ ของเด็ก ผมก็เลยลองพยายามย่อตัวลงให้เท่ าลูก
ในมุมที่เรามองเงยหน้าขึ้นไป ทำให้รู้สึกว่าผู้ใหญ่ในสายตาเขาเหมือนยักษ์ที่อยู่สูง

มองไม่ค่อยถนัด ถึงเข้าใจว่าทำไมเขาถึงจับมือคนผิดอยู่เรื่อยเวลาคนเยอะๆ

หลังจากนั้น ผมก็พยายามเดินช้าลงให้ได้จังหวะของเขา
พยายามย่อตัวเวลาคุยกับลูก ลูกผมก็ดูจะสนุกขึ้น
อารมณ์ดีขึ้นและชอบมากเวลาพ่อย่อตัวคุยด้วย
ลูกผมสอนให้ผมรู้จักสนใจจังหวะของคนอื่น

ลองใช้จังหวะของคนอื่ นในการดำเนินชีวิตบ้าง
ชีวิตของ คนทำงานหลายๆ ครั้ง ก็พยายามบงการให้คนอื่นเดินจังหวะเรา
ไม่ได้เอาใจเขามาใส่ใจเรา
พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็จะพยายามลองสังเกตจังหวะคนอื่นดูทุกที

ที่ดิสนีย์แลนด์ ช่วงเที่ยงๆ ผมกับโมเนต์
ลูกสาวคนโตไปต่อคิวยาวเหยียดเพื่อซื้ออาหารกลางวัน
รอตั้งสิบกว่านาที อยู่ดีๆ ก็มีแม่ลูกตัวอ้วนๆ
คู่นึงทำเนียนมาแซงคิวเอาโค้งสุดท้ายข้างหน้าผม
คงเห็นว่าเราหน้าเอเชียดูใจดี

ก็เลยเบียดซะอย่างนั้น ผมก็เลือดขึ้นหน้า
โมโหสุดๆ กำลังจะโวยวายด้วยความฉุน
ก่อนจะโวย ก็บอกโมเนต์
เพื่อให้ลูกเข้าใจว่าพ่อจะต้องโกรธเพราะอะไร

โมเนต์สะกิดแขนผม แล้วทำหน้าชิลล์มากๆ
บอกผมว่า "พ่อขา เขาอาจจะรีบก็ได้นะพ่อนะ"

ผมอึ้งไปพักใหญ่ ในหัวหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง
ดีใจที่ลูกมองโลกในแง่ดีแบบนี้
แถมรู้สึกตัวเองแย่มากๆ ที่ต้อง
ให้ลูกสอนการมองโลก การให้อภัย
ระหว่างรอแถว

ผมนึกถึงเพลงอื่นๆ
อีกมากมายของวงเฉลียงอยู่ในหัว

เด็กหนีไม่ยอมเรียน
โดดเรียนเพราะเหตุใด
ใครตอบได้ไหม
เด็กไปเพราะใจเบ่ง
แม่ให้ไปขายของ
ครูสอนไม่ดีเอง
เด็กรักเป็นนักเลง
อื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อวานก่อน
ผมพาเด็กหญิงสองคนไปทำฟัน
คุณหมอตรวจเจอว่าโมเนต์ฟันผุ
ต้องอุดฟันน้ำนม คุณหมอก็เลยทำการอุดให้
เราก็คอยบอกโมเนต์ว่าถ้าเจ็บให้ ยกมือขึ้น
เพราะอุดฟันเด็กห้าขวบ โดนเหงือก โดนปาก
เด็กคงต้องเจ็บน่าดู

ตลอดการอุดฟัน
ผมก็ถามเป็นระยะว่าเจ็บรึเปล่า
โมเนต์ไม่ยกมือว่าเจ็บเลยซักครั้ง
ผมก็นึกว่าคงไม่เป็นไร อุดเสร็จ
เรียบร้อยก็กลับบ้าน

ระหว่างทางกลับบ้าน ผมก็ถามลูกว่า
อุดฟันเจ็บมั้ย โมเนต์บอกว่า
เจ็บมากเพราะโดนเหงือก ผมก็ถามต่อด้วย
ความสงสัยว่าทำไมไม่ยกมือ หรือร้องล่ะ

โมเนต์บอกสั้นๆ ยิ้มอายๆ
"หนูอดทน อยากให้พ่อดีใจ"

หนูสอนพ่อเยอะเหลือเกิน...

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

เพชรา เชาวราษฎร์ อดีตนางเอกดังใครไม่รู้จักบ้าง เบื้องหลังความดังที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ

เพชรา เชาวราษฎร์ อดีตนางเอกดังใครไม่รู้จักบ้าง เบื้องหลังความดังที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ

ตอนนี้ไม่ว่า จะรุ่น gen x gen y หรือ Baby boomer คงต้องรู้จักเพชรา เชาวราษฎร์ ผมเป็นคนหนึ่งครับที่ไม่เคยดูหนังของเพชรา ไม่เคยเห็นหน้าแต่เริ่มสนใจ ทำัมัยอยู่ๆดาราที่ออกจากวงการไปนานกว่า 30 ปีกลับมาเป็นกระแส talk of the town ลองไปดูใน pantip.com หรือ search หาใน google จะมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ คุณเพชรา ทั้งรูปอดีตที่มีการรวบรวมไว้ หรือแม้กระทั่ง www.petchara.net (มั่นในได้เลยครับไม่ใช้แฟนเพชราทำ)
ลงค้นไปใน google คำว่า เพชรา คงจะเห็นคำตอบ สังเกตุดีๆคงเห็นคำตอบอยู่กรายๆ ว่าเบื้องหลังความดังแบบรวดเร็วกลายเป็น talk of the town เกิดจาก กิจกรรมการตลาด celebrity brand ให้กับเครืองสำอางค์มิสทีน หนึ่งในตำนานแบรด์ไทยที่สร้างกระแส WOM ได้อย่างต่อเนื่อง
เริ่มจาการสร้างกระแสผ่านทาง internet ที่รวบรวมรูปภาำำพ หนังเก่ามาไว้และแชร์ผ่าน social network และ viral mail ได้รับกันบ้างมั๊ยครับ มาจนถึงการทำ TVC ทาง free tv เตรียมพบกับเพชรา เขาวราษฎร์ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าจะเป็นพรีเซนเตอร์ คนใหม่ของ มีสทีน พอสร้างกระแสผ่านสื่อหลักและมีข้อมูลใน internet มากพอ จึงกลายเป็น talk of the town ในวงการต่างๆมีการเอามาพูดถึง ของสื่อมวลชน มีตัวปลอมปรากฎตัว (อันนี้ไม่รู้ว่าร่วมมือกับไทยรัฐหรือป่าวเพราะมีข่าวเล่มเดียว) มีการเชิญเพื่อนเพชรามาออกรายการต่างๆ ทั้ง ช่อง9 และช่อง3 และรายการที่มั่นใจได้ว่าสร้างกระแสได้ อย่าง woody talk แต่ไม่ว่าจะเ็ป็นเช่นไร ก็ส่งผลให้มีคนจำนวนมากคอยติดตามการปรากฎตัวครั้งแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งนั้นก็คือ โฆษณาของมิสทีน วันที่ 30 กันยายน เช้าวันนี้(30ก.ย.)เปิดเช็คข่าวและเรื่องที่คนใน twitter คุยกันก็ได้กระแสจริงๆ เมื่อคนดังในสังคม online อย่างกะระแม twitter กับแฟนคลับ @kalamare: ได้เห็นแล้ว "เพชรา เชาวราษฎร์" สวยจริงๆ !!!! http://pic.gd/35b366 /

กรณีนี้จะเห็นถึงการนำเครื่องมือทางการตลาดที่หลากหลายมาใช้เพื่อสร้างการรับรู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสร้างการรับรู้ที่ตัว สินค้า หรือbrand เราโดยตรง กรณีของเครื่องสำอางก็สามารถสร้างคนให้ดัง(แต่คนนั้นต้องมีต้นทุนที่ดีสักนิดนึง) หรือใช้คนดังมาพูดถึงผลิตภัณฑ์ เป็นการใช้บุคคลที่ 3 หรือผู้บริโภคมาพูด celebrity brand

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

เพชฌฆาตเศรษฐกิจ หรือ อีเอชเอ็ม (Economic Hit Men)

เพชฌฆาตเศรษฐกิจ ของค่ายมติชน นะ/ พี่ ณฐพรรณ ซอนต้ากรุงเทพฯ 1

เพชฌฆาตเศรษฐกิจ หรือ อีเอชเอ็ม

(Economic Hit Men) คือกลุ่มคนมืออาชีพ

รายได้งามผู้ทำหน้าที่ล่อลวงให้เหล่าประเทศ

ต่างๆทั่วโลกยินยอมจ่ายนับล้านล้านดอลลาร์

คนเหล่านี้ยักย้ายเงินจากธนาคารโลก(เวิร์ลด์ แบงก์)

สำนักงานเพื่อการพัฒนาประเทศของสหรัฐอเมริกา

(ยูเสด) และจากองค์กรให้"ความช่วยเหลือ" แก่

ต่างประเทศอื่นๆ เข้าสู่กำปั่นของบรรดาบรรษัท

ขนาดยักษ์ และไหลเข้าสู่กระเป๋าของตระกูลมั่งคั่ง

ไม่กี่ตระกูล ผู้ซึ่งควบคุมบรรดาแหล่งทรัพยากร

ธรรมชาติทั้งหลายบนโลกใบนี้ เครื่องมือของกลุ่ม

คนพวกนี้ รวมถึงรายงานสถานะทางการเงินแบบ

ฉ้อฉล การฉ้แโกงการเลือกตั้ง การจ่ายสินบน

การขู่กรรโชก การล่อหลอกด้วยเซ็กซ์ และ

การฆาตกรรม คนพวกนี้เล่นเกมเก่าแก่ดุจเดียว

กับเกมแห่งจักรวรรดิยุคเก่าก่อน แต่เป็นเกมที่ถูก

นำมาใช้ในมิติใหม่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ในยุค

แห่งโลกาภิวัตินี้

ผมควรรู้เรื่องนี้ดี เพราะผมคือหนึ่งใน อีเอชเอ็ม"

จอห์น เพอร์กินส์

สิงหาคม 2004

นี่คือหนึ่งในหนังสือที่คนบนโลกนี้ทุกคน

ควรอ่าน เป็นคำสารภาพของเพชฌฆาตเศรษฐกิจ

ที่พังประเทศกำลังพัฒนามาหลายต่อหลายประเทศ

แฉวาระซ่อนเร้นของจักรวรรดินิยมยุคใหม่

ด้วยน้ำมือของ"อีเอชเอ็ม" ในคราบของที่ปรึกษา

อภิมหาโปรเจคต์ทั้งหลาย ผู้เขียนเคยเป็นหนึ่ง

ในอีเอชเอ็มที่ตัดสินใจออกมาเล่าผลงานแห่งความ

ร้ายของพวกเขาเองจากของจริงเป้นรายประเทศ

ตั้งแต่อินโดนีเซียยันอเมริกาใต้ รวมไปถึง

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

ไร้กรอบ

ไร้กรอบ

***เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหมครับ??
เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา
ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 20 กว่าปีก่อน
เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลก
เกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น

ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ
1.อยากดูแลพ่อแม่
2.ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3.อยากเที่ยว และ
4.ชอบกินอาหารอร่อย

เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง
ผมประทับใจบทสัม ภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน 'เสาร์สวัสดี'
ของ 'กรุงเทพธุรกิจ ' มาก

คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้า
ความคิดก็กวนเหลือหลาย
ตอนที่เขาเป็นอาจารย์
วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น

'ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา'
เขาบอก

เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ
เรียนไปและดูนิสิตสาว ๆ ว่ายน้ำไป
ด้วยคาดว่าคงไปเรียนเรื่อง 'คลื่น'
ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ
คลื่นที่เกิ ดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากัน
ระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ
แรงเสียด ทานกับน้ำ ชุดไหนมากกว่ากัน
แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้
แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ
ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก

'จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย'
โหย...เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง
คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ
เช่น ปั้นจั่นมีกี่ชนิด

ผลปรากฎว่าได้ศูนย์กันทั้งห้อง

เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้ง

สมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ดร.วรภัทรออกข้อสอบ
ด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเอง
เป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก

'ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้
ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ
ถ้าผิดแล้วอาจารย์จะปรับให้'

เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา
รอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ไม่รู้จักคิดเอง

'ถ้ารอและตั้งรับ
คุณก็เป็นพวกอีแร้ง
แต่พวกคุณแย่กว่า
เพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง
คือ รออาหารที่คนอื่นป้อนให้'

โหย...เจ็บ

ผมเชื่อมานานแล้วว่า

ชีวิตของคนเรา
เป็นข้อสอบอัตนัย
ที่ต้องตั้งโจทย์เอง และตอบเอง
ไม่ใช่ข้อสอบปรนัย

ที่มีคนตั้งโจทย์ และมีคำตอบ
เป็นทางเลือก ก-ข-ค-ง
ถ้าใครที่คุ้นกับ 'ชีวิตปรนัย'
ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก
1-2- 3-4 คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้า

เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาติดกับ

'กรอบ'

ที่คนอื่นสร้างให้
ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิด และตั้งคำถามเอง

เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิต เป็นเรื่องสำคัญมาก
อย่าลืมว่า

เพราะมี 'คำถาม' จึงมี 'คำตอบ'

เมื่อมี 'คำตอบ' เราจึงเลือกเดิน
พูดถึงเรื่องการตั้งคำถาม
ผมนึกถึง 'โสเครติส' เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก
ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา
ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ
สร้างองค์ความรู้จาก 'คำถาม'
กลยุทธ์ของ 'โสเครติส' ในการสอน คือ
ไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน
และทำลายความมั่นใจของ นักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้

'โสเครติส' เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน
'ความไม่รู้' ของตนเอง
เขาจะเริ่มต้นแสวงหา 'ความรู้'

แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี 'ความรู้' เขาก็จะไม่แสวงหา 'ความรู้ '
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมาย
โจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท 'น้ำ' ให้หมดจากแก้ว
เมื่อแก้วไม่มีน้ำแล้ว จึงเริ่มให้เขาเท 'น้ำ' ใหม่ ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
'น้ำ' ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก
'คำตอบ' ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง
'คำตอบ' จาก 'คำถาม' ของ 'โสเครติส'
'โสเครติส' นิยามศัพท์คำว่า 'คนฉลาด' และ 'คนโง่' ได้อย่างน่าสนใจ
'คนฉลาด' ในมุมมองของ
'โสเครติส' นั้นไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่องแต่

'คนฉลาด' คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้

ส่วน

'คนโง่' นั้น คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้
แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้

***ไม่น่าเชื่อว่าก่อนหน้านี้
ผมยังมีความภาคภูมิใจใน 'ความรู้'
ของตนเอง แต่พออ่านถึงบรรทัดนี้

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

เข้าทำงานเพราะองค์กร...แต่ลาออกเพราะหัวหน้า

เข้าทำงานเพราะองค์กร...แต่ลาออกเพราะหัวหน้า

เห็นว่ากำลังหาวิธีที่จะทำให้พนักงานไม่ลาออก พอดีได้รับบทความนี้จากเพื่อนคนหนึ่งในกสิกรไทย จึงขอส่งมาให้ทุกท่านได้อ่าน โดยเฉพาะท่านที่เป็นผู้บังคับบัญชาทั้งหลาย หลาย ๆ ท่าน คงคงเคยได้ยินสำนวน ฝรั่งที่ว่า "People Organization But Leave their boss." ที่มาของสำนวนนี้เกิดจากหลายๆ องค์กรที่พยายามสรรหาบุคลากรเก่งๆ เข้ามาสู่องค์กร แต่ไม่สามารรักษาคนเหล่านั้นไว้ได้

ส่วนใหญ่เรามักเข้าใจว่าการดึงดูดและรักษาคนให้อยู่ทำงานกับองค์กรนั้นขึ้นอยู่กับเงินหรือค่าตอบแทนที่น่าพึงพอใจแต่หากถามว่าเงินคือตัวแปรสำคัญอย่างเดียวหรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่ เพราะการจากไปของพนักงานมาจากหลายสาเหตุ การที่จะค้นหาตำตอบที่แท้จริงว่าพนักงานลาออกจากองค์กรเพราะเหตุใด ต้องอาศัยระยะเวลาตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพราะแค่การสัมภาษณ์ตอนลาออก (Exit Interview) และเหตุผลที่เขียนในใบลาออกเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เพราะคำตอบที่พนักงานส่วนใหญ่ตอบ คือ "ไปเรียนต่อ? ?ไปช่วยงานที่บ้าน? ?ได้งานใหม่? ล้วนแต่เป็นคำตอบเดิมๆ ที่อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้...........อยากรู้คำตอบไหม?

การหาโอกาสค้นหาต้นตอของการลาออกนั้น ด้วยการโทรศัพท์ไปสอบถามพนักงานที่ลาออกจากองค์กรแล้วสักระยะเวลาหนึ่งดูจะได้ผลมากกว่า เพราะคนที่โบยบินไปแล้วมักจะยินดีให้ข้อมูลที่ถูกต้อง พบว่ากว่า 80% ของพนักงานที่ลาออกไปแล้ว ส่วนใหญ่จะกลับคำให้การของตัวเอง และค้นพบด้วยว่า สาเหตุหลักของการลาออกนั้น มักมาจากปัญหาที่เกิดจากหัวหน้างาน สอดคล้องกันกับงานวิจัยของสถาบันด้านการพัฒนาบุคลากรทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ว่า ?คนเข้าทำงานเพราะองค์กร แต่จากไปเพราะหัวหน้า? ได้เป็นอย่างดี
จากการพูดคุยกับผู้จัดการหรือหัวหน้างานในหลากหลายองค์กร พบว่าไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้างานเท่าที่ควรนัก ส่วนใหญ่มักเลื่อนจากตำแหน่งพนักงานให้มาเป็นหัวหน้าโดยอาศัยเกณฑ์ ?Technical Skill? มากกว่า ?People Skill? หรือมักเลื่อนตำแหน่งจากชิ้นงานมากกว่าการบริหารจัดการคน

ความเชื่อเหล่านี้ไม่ถูกต้องจริง เพราะหัวหน้าที่ดีต้องมี People Skill ประกอบด้วย แต่องค์กรมักมองข้ามข้อนี้ไป มีเพียงไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่มีการพัฒนาเรื่อง People Skill ให้กับคนที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้า บางองค์กรเลวร้ายกว่านั้น คือไม่มีการพัฒนา People Skill ให้กับคนที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าเลย จนทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง และส่งผลให้คนดี คนเก่งในองค์กรต้องหลีกหนีหัวหน้างานเหล่านั้นไปเอง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีปรมาจารย์ด้าน Executive Coaching ท่านหนึ่ง ชื่อ Marshall Goldsmith ได้บรรยายหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะผู้นำ
และทิ้งข้อคิดไว้เตือนสติหัวหน้าหลายๆ คนที่นั่งฟังวันนั้นว่า ?What got you here, won't get you there"
หมายความว่า "วิธีการที่ท่านให้ในอดีตและทำให้ท่านประสบความสำเร็จในวันนี้ อาจไม่ใช่วิธีการที่ท่านจะนำไปใช้เพื่อสร้างความสำเร็จในอนาคต"

Peter Drucker ปรมาจารย์ด้านภาวะผู้นำ กล่าวไว้ว่า
"พวก เราใช้เวลามากมายในการสอนหัวหน้าว่าพวกเขาควรต้องทำอะไรเพิ่มเติมที่จะเป็น หัวหน้าที่ดี แต่เราไม่ได้ให้เวลามากพอที่จะบอกหัวหน้าว่า
พวก เขาควรหยุดทำอะไรเพื่อที่เป็นหัวหน้าที่ดี หัวหน้าจำนวนกว่าครึ่งที่ผมเคยเจอไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม ถ้าเพียงพวกเขารู้จักที่จะหยุดทำ
อะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่ควรทำ พวกเขาจะเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นได้ในทันที?
ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่หัวหน้าควรหยุดทำสัก 5 อย่างมาให้ดูกันนะ

1. รับปากแล้วไม่ทำ หรือรับปากในสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ด้วยอำนาจหรือหน้าที่ของตนคนเดียว เช่นรับปากจะขั้นเงินเดือนให้ หรือจะให้โบนัสต้นปี หรือ ปรับเลื่อนตำแหน่งให้เพื่อรั้งให้ลูกน้องทำงานให้ต่อไป เป็นต้น เพราะจะทำให้ลูกน้องเสียความรู้สึกเสื่อมศรัทธานับถือในเรื่องที่รับปากแล้วทำไม่ได้ อาจทำให้ลูกน้องหมดกำลังในการทำงาน

2. รับชอบแต่ไม่รับผิด ไม่กางปีกปกป้องลูกน้อง ดร. เสรี วงษ์มณฑา เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าการเป็นหัวหน้าที่ดีคือการรู้จักใช้มือ ใช้หัว และใช้หน้า หมายถึงการเป็นหัวหน้าต้องรู้จักที่จะใช้มือในการลงมือทำให้ลูกน้องได้เห็น ใช้หัวเพื่อสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ไม่ใช่คอยจับผิดลูกน้อง และที่สำคัญใช้หน้าเพื่อใช้เอาไว้ยืดหน้ารับความผิดแทนลูกน้อง อย่างคำโบราณว่า "รับหน้า" ไม่ใช่ทุกอย่างโบ้ยว่าไม่รู้ มอบหมายให้ลูกน้องทำแล้วลูกน้องเป็นคนทำแล้วจะเรียกว่าหัวหน้าได้อย่างไร

3. ตัดสินโดยไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น หรือไม่อธิบายเหตุผลใด ๆ เป็นการตัดสินใจโดยยึดความคิดของตนเองเป็นหลัก อย่าบังคับลูกน้องทำในสิ่งที่เขาลำบากใจ ควรฟังเหตุผลส่วนตัวของลูกน้องบ้างหรือเมื่อตัดสินใจออกมาเบื้องต้นแล้วบอกว่ามันเป็น "นโยบาย" ซึ่งการอธิบายแค่นี้ไม่สามารถให้ลูกน้องเข้าใจได้กลับยิ่งจะทำให้เข่ารู้สึกไม่ดีต่อองค์กรมากขึ้นไปอีก

4. พูดจาไม่ให้เกียรติลูกน้อง หัวหน้างานจำนวนหนึ่งมักมีความคิดว่าตัวเองมีความสนิทสนมกับลูกน้องเป็นอย่างดี จึงไม่จำเป็นต้องระวังคำพูดมากนักยิ่งลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมานานยิ่งสนิทคิดไปเองว่าลูกน้องคงรู้จักนิสัยของตนดีอยู่แล้ว ทำให้หัวหน้าหลายๆ คนไม่ระวังคำพูดและปฏิบัติกับลูกน้องไม่ค่อยให้เกียรติกับลูกน้องอยู่บ่อย

5. ตำหนิลูกน้องต่อหน้าธารกำนัล หัวหน้าจำนวนมากไม่ไว้หน้าลูกน้อง ถ้าทำพลาดก็ซัดกันตรงนั้นเลย พูดเสียงดังในสิ่งที่เป็นปมด้อยและความผิดพลาดของลูกน้องต่อหน้าพนักงานแผนกอื่น ทำให้ลูกน้องรู้สึกอายและไม่อยากทำให้งาน ที่สำคัญไม่เคยชม นัยว่ากลัวเหลิงอะไรทำนองนั้น อย่างหนึ่งสำคัญคือความเสมอภาคเท่าเทียม ความยุติธรรมและความเป็นกลาง การให้สิทธิพิเศษกับลูกน้องคนใดคนหนี่งจนทำให้เห็นความแตกต่าง คือลูกน้องบางคนทำดีและทำหน้าที่ของตัวเองไม่มีข้อบกพร่อง แต่อีกคนทำผิดระเบียบบ่อยครั้ง แต่ได้รับผลงานและผลตอบแทนเท่ากันหรือดีกว่า ทำให้ลูกน้องอีกคนที่ทำดีอยู่แล้วไม่มีกำลังใจในการทำงานและเสียความรู้สึกได้ คุณควรจะเป็นหัวหน้าที่มีความยุติธรรมมากกว่านี้ไม่ควรเอาความรู้สึกส่วนตัว ตัดสินมากเกินไป

นี่คือพฤติกรรม 5 อย่างที่หัวหน้าหลาย ๆ คน สั่งสมไว้ ถ้าคนเป็นหัวหน้าลองย้อนมองดูตัวเอง ด้วยใจเป็นกลาง แล้วลองประเมินว่า
"คุณมีสักกี่ข้อแล้ว"

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คิดอะไรให้วุ่นวาย

.........คิดอะไรให้วุ่นวาย.........
...ทำตัวสบายๆมีความสุขกว่ากันเยอะ...
30 บาทรักษาทุกโรค
ในขณะที่ในหลวงท่านทรงประชวรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ข้าพเจ้าศึกษาอยู่เมื่อต้นปีนี้
มีข้าราชบริพารเข้าเยี่ยมจำนวนมาก
ทุกคนคงจำได้ที่เป็นข่าวใหญ่โตที่นายกฯท่านหนึ่ง
บังอาจถวายบัตร 30 บาท ให้พระองค์ เพื่อใช้สิทธิ์
สร้างความแค้นเคืองใจให้พสกนิกรชาวไทยทุกคน
แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าพระองค์ทรงตอบว่าอย่างไร
ในหลวงทรงตรัสว่า
"ไม่เป็นไรหรอกหากข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้
แต่คงสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุได้หรือจะใช้สิทธิข้าราชการของบุตรี (ฟ้าหญิง) ก็ได้"
ท่านพูดเสียงเรียบๆ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกลบหลู่เลยพูดเสร็จก็ยื่นบัตรทองใบนั้น
ให้นายกที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ว่าท่านตอบได้น่ารักมาก
เคยมีคนถามผมว่านับถือใครมากที่สุด คิดถึงคนแรกและคนเดียวเลยคือ ในหลวงท่านเหนือกว่ากษัตริย์ใดในโลกหล้ายิ่งใหญ่กว่าวีรบุรุษคนใดในตำนาน
มีคุณธรรมประเสริฐล้ำเทียบพระโพธิสัตว์
ขอถวายความจงรักภักดีจนกว่าชีวีจะหาไม่
**********************
เชื้อโรคตายหมด
หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี
ผู้อำนวยการโครงการหลวง
....... เหตุการณ์ในปี ๒๔๑๓ ที่ควรจะนำมากล่าว
เพราะมีผลต่อจิตใจของชาวเขา
และควรที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้ทราบเพื่อพยายามเดินตาม
"เบื้องยุคลบาท"วันนั้นเสด็จฯ ไปหมู่บ้านดอยจอมหด พร้าว เชียงใหม่
ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ "ไปแอ่วบ้านเฮา" ก็เสด็จฯ
ตามเขาเข้าไปบ้านซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ และมุงหญ้าแห้งเขาเอาที่นอนมาปูสำหรับประทับ แล้วรินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะได้ล้างจนมีคราบดำ ๆ จับ
ผู้เขียนรู้สึกเป็นห่วงเพราะตามปกติ ไม่ทรงใช้ถ้วยมีคราบ
จึงกระซิบทูลว่าควรจะทรงทำท่าเสวยแล้วส่งถ้วยมา พระราชทานให้ผู้เขียนจัดการ แต่ก็ทรงดวดเองกร้อบเดียวเกลี้ยง
ตอนหลังรับสั่งว่า.."ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด"
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ
ข้าวผัดไข่ดาว โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
วันหนึ่งเสด็จฯเขาค้อเปิดอนุสาวรีย์
พอเปิดอนุสาวรีย์เสร็จพระองค์ท่านก็ขอกลับไปที่พระตำหนักเฟื่อจะทรงเปลี่ยน
ฉลองพระบาทเพราะเดี๋ยวจะไปดูงานในป่าในดง.........เราก็ไม่ได้ทานข้าวไม่มีใครทานข้าว
ตอนนั้นบ่ายสองโมงแล้วก่อนจะเปลี่ยนฉลองพระบาทสักยี่สิบนาทีน่าจะพุ้ยข้าวทันก็รีบวิ่งไปห้องอาหารที่เตรียมไว้ปรากฏว่าพวกที่ไม่ได้
ตามเสด็จเขาทานกันหมดแล้วในนั้นจึงเหลือข้าวผัดติด
ก้นกระบะกับมีไข่ดาวทิ้งแห้งไว้ 3-4 ใบ
เราก็ตักเห็นมีข้าวอยู่จานหนึ่งวางไว้มีข้าวผัดเหมือนอย่างเราไข่ดาวโปะใบหนึ่งมีน้ำปลาถ้วยหนึ่งวางอยู่เพื่อนผมก็จะไปหยิบมามหาดเล็กบอกว่า "ไม่ได้ๆ ของพระเจ้าอยู่หัว
ท่านรับสั่งให้มาตัก"
ดูสิครับตักมาจากก้นกระบะเลยผมนี่น้ำตาแทบไหลเลยท่านเสวยเหมือนๆกันกับเรา......
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ
พับเพียบ
รองศาสตราจารย์ ดร.สุธี อักษรกิตติ์ผู้สนองพระราชดำริ ในโครงการระบบสื่อสารสายอากาศ
และอิเล็กทรอนิกส์
... ในครั้งแรก ผมทำงานตามพระราชดำริ
โดยไม่ทราบว่าเป็นงานของพระองค์จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนบอกว่า ให้เข้าไปในวังด้วยกัน
และให้นำระบบสายอากาศชนิดใหม่ขึ้นไปติดตั้ง ก็ไม่ได้คิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ มาแต่ว่าแปลกใจทำไมอยู่ดี ๆเจ้าหน้าที่ที่กำลังติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆอย่บนดาดฟ้าของพระตำหนักถึงปีนลงมาทั้ง ๆ ที่งานยังไม่เสร็จ แท้ที่จริงพระองค์ท่านเสด็จฯ มายืนอยู่ข้างหลัง
ผมเหลียวหลังไปมองนิดหนึ่ง ครั้นพอเห็นพระองค์ท่านก็ตกใจ
เป็นอาการวูบขึ้นมาทันที นึกอยู่ในใจว่าใช่แล้ว ใช่แน่ ๆ
เพราะคิดว่าเหมือนในรูปผมก็รีบทำความเคารพ แล้วก็ทำอะไรไม่ถูก
สิ่งที่ผมจำได้คือเราต้องอยู่ต่ำกว่าจึงรีบคุกเข่าให้ต่ำลงมาเป็นเหมือนชันเข่า
เพราะว่าตอนนั้นพระองค์ท่านประทับยืนอยู่
ถ้านั่งพับเพียบเลยก็จะต่ำเกินไปเพราะว่าผมต้องพูดอธิบายด้วย
ปรากฏว่าพระองค์ท่านก็คุกเข่าลงไปด้วยผมก็เลยนั่งพับเพียบให้ต่ำลงไปอีก
พระองค์ท่านก็ประทับพับเพียบเหมือนกันเลยกลายเป็นว่าวันนั้น นั่งพับเพียบสนทนากัน ๒-๓ ชั่วโมงบนดาดฟ้าพระตำหนักในเวลาช่วง บ่ายที่ร้อนเปรี้ยง .......
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ
ไม่ต้องกั้น
โดยดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
มีอยู่ครั้งหนึ่งเสด็จฯไปที่เซ็นทรัลวันที่มีประชุมรัฐสภาโลก
วันนั้นผมจำได้ผมติดอยู่บนท้องถนนฝนตกผมก็มีวิทยุเลยได้ยินรับสั่งมากับตำรวจมาเลย
"วันนี้ไม่ต้องกั้นรถ"ทรงเข้าใจความทุกข์ของราษฎรอยู่ตลอดเวลา
วันนี้เป็นวันฝนตกรถติดกันอย่างมหาศาลถ้าขืนต้องไปติดขบวนอีกสร้างความทุกข์ให้กับประชาชนทรงวิทยุบอกตำรวจว่า
"ขบวนจะแล่นไปพร้อมกับรถของประชาชนไม่ต้องกั้นเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน"
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ
กส. ๙
พลตำรวจตรี สุชาติ เผือนสกนธ์อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข
..พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้เครื่องวิทยุที่ทรงมีอยู่
เฝ้าฟังและติดต่อกับ "ปทุมวัน" และ "ผ่านฟ้า" เป็นครั้งคราวเมื่อทรงว่างพระราชภารกิจอื่น
การติดต่อทางวิทยุได้ทรงมีพระบรมราชานุญาต
ให้ผู้ที่ติดต่อกับพระองค์ท่านไม่ต้องใช้ราชาศัพท์พระองค์ท่านทรงจดจำสัญญาณเรียกขาน, ประมวลคำย่อ (โค๊ด "ว")ได้อย่างแม่นยำ
และใช้ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยยังปฏิบัติไม่ได้
โดยการรับฟังการติดต่อในข่ายวิทยุของตำรวจนี้เองจึงทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบข่าวรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่นข่าวโจรกรรม ,อัคคีภัย ,การจราจรได้ทุกระยะ
ในการเสด็จจากที่ประทับของพระองค์ท่านเพื่อปฏิบัติพระราชภารกิจ
... จึงทรงพระกรุณารับสั่งให้สมุหราชองครักษ์ติดต่อประสานงานกับพรมตำรวจ
ให้สั่งการสถานีตำรวจท้องที่ติดต่อสื่อสารทางวิทยุกับแผนกรักษาความปลอดภัย
บุคคลสำคัญ กรมราชองครักษ์ เพื่อจะได้ทราบกำหนดเวลาเสด็จออกจากพระตำหนักที่ใกล้เคียง
และปิดการจราจรในเส้นทางผ่านเพียงช่วงเวลาสั้น ๆประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อน
... มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้รับสั่งทางวิทยุ กับพนักงานวิทยุ
สถานีวิทยุกองกำกับการตำรวจนนทบุรี เพื่อจะพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติ การสื่อสารบางประการโดยทรงใช้สัญญาณเรียกขานว่า "กส. ๙" ติดต่อเข้าไป
พนักงานวิทยุผู้นั้นจำพระสุรเสียง ไม่ได้จึงได้สอบถามว่า "เป็น กส.๙" จริงหรือปลอม
ทั้งดูเหมือนจะใช้คำพูดไม่สู้จะเรียบร้อยเรื่องนี้จึงเดือดร้อน มาถึงผู้เขียน
เนื่องจากได้รับสั่งเล่าเหตุการณ์มาให้ทราบเพื่อให้ช่วยยืนยันว่าเป็น "กส.๙ จริง"
...ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ท่าน ยังทรงห่วงใยว่าพนักงานวิทยุผู้นั้น จะถูกลงโทษทางวินัย จึงได้รับสั่งทางวิทยุให้ผู้เขียนติดต่อประสานงานกับผู้บังคับบัญชาของพนักงานวิทยุ
ขออย่าให้มีการลงโทษเลย
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ
ตัวยึกยือ
มนูญ มุกข์ประดิษฐ์
รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อดีตเลขาธิการ สำนักงานกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
...... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จะพระราชดำเนินด้วยพระบาท
เข้าไปในป่ายางท่ามกลางฝนตกหนักโดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตามรอยพระยุคลบาทไปไม่ห่างเป็นระยะทางถึง ๒ กม. เศษ
.... นี่คือสิ่งที่มิใช่สามัญธรรมดาในความรู้สึก ของผู้คนและความไม่สามัญธรรมดานี้ ก็ยิ่งไม่ธรรมดามากยิ่งขึ้น เป็นทวีคูณเนื่องเพราะบริเวณนี้คือ "ดงทาก" หรือ "รังทาก"อันมีทากชุกชุม ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้
...กว่าจะถึงจุดหมาย คือบริเวณพื้นที่ที่จะพิจารณาสร้าง อ่างเก็บน้ำเพื่อใหม่มีน้ำไว้ใช้ สำหรับพื้นที่
๕,๐๐๐ ไร่ใน ๓ เขตตำบลคือ เชิงคีรี มะยูง และรือเสาะ เกือบทุกคนก็โชกฝน และโชกเลือด
แม้ทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์ ก็มิได้รับยกเว้น
..... ค่ำวันนั้น ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์
อากาศปลายฤดูฝน กำลังสบาย ดวงดาวบนท้องฟ้า เริ่มจะปรายแสงขบวนรถยนต์พระที่นั่ง ได้หยุดลงอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุบนทางหลวงที่มืดสงัด เป็นเวลาหลายนาทีถามไถ่ได้ความภายหลังว่ายังมีทากหลงเหลือ กัดติดพระวรกายอยู่อีก เมื่อรู้สึกพระองค์จึงได้ทรงหยุดรถยนต์พระที่นั่งและรับสั่งให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯช่วยจับทากที่ตัวเป่งด้วยพระโลหิตออกจากพระวรกาย
... ทรงเรียกการทรงงานวิบาก ที่เชิงคีรีครั้งนี้ในภายหลังว่าสงครามกับตัวยึกยือ ที่เชิงคีรี "
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คมวาทะเจ้าสัว

******** คมวาทะเจ้าสัว ********
เมื่อคุณจะทำธุรกิจใดๆ ก็ตามหากคุณชอบและรัก และพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับมันคุณจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนแต่คุณต้องลงมือศึกษาอย่างเป็นจริงเป็นจังด้วย

' ชัยยุทธ กรรณสูต'

---------------------------------------------------------
อย่าลืมว่าในการประกอบธุรกิจ เก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเฮงด้วยและเก่งกับเฮงก็ใช้ไม่ได้แล้วในสมัยนี้ต้องมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วยและเรื่องนี้ผมก็สอนลูก ๆ ผมอยู่เสมอ

' อุเทน เตชะไพบูลย์ '

---------------------------------------------------------
ผมบอกพนักงานอยู่เสมอคือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาลวันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณเพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่งจงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้วความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว

' ธนินท์ เจียรวนนท์ '

-----------------------------------------------------------
ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้าแต่ถ้าวันใด ที่เขื่อนนั้นเปราะบางและโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึงผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากโหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้นแม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม

' เจริญ สิริวัฒนภักดี '

-----------------------------------------------------------
ผมจะก้าวหน้าไปสักก้าว ก็ต้องเจออะไรมากระทบแต่เราก็พยายามที่จะก้าวใหม่ อีกอย่างหนึ่งแบงค์กรุงเทพฯเคยถูกกระทบตลอดเวลา และไม่เคยท้อถอย

' ชาตรี โสภณพนิช '

-----------------------------------------------------------
" เจี้ย ยู่ เล้ง ... โจ้ว ซื่อ ยู่ โฮ้ว"แปลเป็นไทยได้ความว่ากินข้าวต้องเร็วเหมือนมังกร ทำงานต้องทำให้เหมือนเสือและก็ไม่แต่ผมคนเดียวเท่านั้นลูกๆ ทุกคนก็ปฏิบัติอย่างนี้

' บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา '

-----------------------------------------------------------
ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จคุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจังแต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน

' อนันต์ กาญจนพาสน์ '

-----------------------------------------------------------
จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเราเพราะผมคิดว่า ปกติผู้บริหารทั่วไปมักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรามันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเราแต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขาผมบอกลูกน้องของผมว่าเราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา

' พรเทพ พรประภา '

-----------------------------------------------------------
ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่าลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้วลูกค้าพอใจแค่ไหนอย่างไร ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียวเพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้องอาจเกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้'ประกิต อภิสารธนรักษ์ ' -----------------------------------------------------------
ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่ามนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด ดีที่สุดหรือแม้แต่เลวที่สุดเพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุดได้ตายจากโลกนี้นานแล้วคนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว

' ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ '

-----------------------------------------------------------
ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามคุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำและเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆจังๆให้มันรู้ไปเลยว่า เราทำไม่ไหวแล้ว

' ชวน ตั้งมติธรรม '

-----------------------------------------------------------
มีหลักในการบริหารงาน ไม่กี่ประการ1. ต้องลับคมอยู่เสมอ2. ไม่กลัวงาน เมื่อคิดจะทำอะไรต้องทำทันที และ3. ต้องรักษาคำพูด

'คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย '

-----------------------------------------------------------
เวลามีปัญหาในองค์กร ปัญหาชีวิตและสุขภาพจะมีทางแก้ไขปัญหาให้คลี่คลายหลายรูปแบบแต่ที่สำคัญต้องมีสติ และมีความรักเป็นพื้นฐานสำคัญจากนั้นจึงค่อยใช้ปัญญา เพราะปัญญาช่วยให้มองเห็นหนทางของการแก้ปัญหาอย่างชัดเจนที่สุด' ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ' -----------------------------------------------------------
1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ มิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น

2. จริงใจกับทุกคน

3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ

4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน

5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา

6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน

' ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ '

-----------------------------------------------------------
ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือนายจ้างควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นคือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่นไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง

' โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ '

-----------------------------------------------------------
ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันทีและเข้าใจว่า คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร มักอยากเป็นแบบนั้นตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก แต่ที่ได้รับคำแนะนำว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้ก่อนเป็นอันดับแรก

' อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ '

-----------------------------------------------------------
ก่อนจะขึ้นปีใหม่ขอฝากเรื่องให้อ่านเล่นๆ อีก 1 เรื่องเคยอ่านเจอในหนังสืออยู่เล่มนึงมีอยู่ว่า...ชาวนาจีนแก่ ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนน บนบ่ามีมีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกงจืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ขณะที่เดินไปเขาเกิดสะดุดก้อนหินและหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหาแล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า 'นี่ ๆ พ่อเฒ่าท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น'ชายชราหันไปตอบว่า 'ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่'ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น 'อ้าว แล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ'สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า'ก็หม้อดินมันแตกแล้ว แกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ'พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วทุก ๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่

หาแรงบันดาลใจกับไอเดียในการทำงานหาเงินเพิ่มจากงานประจำ

http://www.pantown.com/board.php?id=7268&area=1&name=board24&topic=71&action=view


จุดเริ่มต้นของกิจการส่วนตัว เริ่มแรกกันยังไงบ้างลองมาแบ่งปันประสบการณ์กันบ้างดีมั๊ยครับ
เห็น ทุกๆคนคุยกันแต่เรื่องทำงานบริษัทเป็นส่วนใหญ่ วันนี้อยากจะทราบถึงคนที่ทำกิจการส่วนตัว ที่เริ่มด้วยตัวเองกันบ้างว่า เราๆท่านๆผ่านอะไรมาบ้างจนมาถึงวันนี้ อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิต อะไรที่เป็นปัญหาเริ่มแรกที่หนักสุด และอะไรที่ทำให้เรากล้าที่จะสู้ในการทำธุรกิจส่วนตัว ผมอยากได้เป็นแนวทางบ้าง จะให้ชีวิตมารอโอกาศที่ผู้อื่นยื่นให้ไม่ได้อีกแล้ว เล่าให้ฟังบ้างนะครับ ผมอยากสู้เหมือนพวกคุณ

จากคุณ : Jewpatong - [ 22 มิ.ย. 49 18:40:32 >


--------------------------------------------------------------------------------










--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 1

สนุก สะใจ มัน เร้าใจ เหนื่อย เครียด กังวล ท้อแท้ สิ้นหวัง ผิดหวัง เริ่มใหม่ ลองใหม่ ครบทุกรสชาติ เเละรสชาติจะเเซปขึ้นถ้ากิจการนั้นต้องมีลูกน้อง หรือต้องกู้ยืมเงินมาลงทุน มันไม่ได้ดังใจไปเสียหมด

จากคุณ : รัตน์ (lanna_rice) - [ 22 มิ.ย. 49 21:06:43 >






ความคิดเห็นที่ 2

ต้องมีเงินสำรองเป็นทุนอย่างน้อย3เดือน เพราะทำกิจการใหม่3เดือนขึ้นไปถึงจะพอรู้ผลจะคืนทุนหรือมีแววจะขาดทุน









จากคุณ : เนเวอร์แลนด์ (เนเวอร์แลนด์) - [ 22 มิ.ย. 49 21:25:53 >






ความคิดเห็นที่ 3

จุด เริ่มของผม เรียนไม่จบปริญญา อยู่มาวันหนึ่งผมไปของานเค้าทำงานร้านอินเตอร์เน็ต เค้าไม่ให้ผมทำเค้าบอกว่า ผมทำได้มากกว่านี้ ผมก็มานั่งคิดว่า ผมต้องการอะไรเนี่ย ชีวิตผมมีแค่นี้ขี่สามล้อส่งของไปวัน ๆ เวลาทุกคนมีเท่ากัน ผมไม่อยากลำบากไปจนแก่ เป็นคนขี้เกียจมาก ตอนนั้นผมก็ 21 ทำไงผมจะได้มันมาล่ะ ผมไปขอพ่อซึ่งผมรู้คำตอบดีว่า ไม่ได้ เพราะเค้าไม่เคยให้อะไรง่ายๆ ตามความเคยชิน ผมก็ไปเก็บหนังสือไปนั่งขายหน้าบ้าน ได้เงินมาพันบาทขายหนังสือได้พันยากมากครับ เพราะว่า ผมขายลด 60% ตัดสินใจลา พ่อ บอกว่า "ขอไปฝึกวิชา ถ้าไม่รอดจะกลับมา" เออน่าจะไปนานแล้ว ตัดสินใจไปอยู่กับน้องที่กำลังเรียนอยู่ ทำทุกอย่างที่ได้เงิน ก่อนจะไปสมัครเป็นพนักงานขายคอมนั่งรถ 3ต่อ เงินเดือน+คอมได้ 10k เงินไม่ใช้นอกจำเป็น เลิกงาน2ทุ่มก็ไปซ่อมคอมที่รับงานเค้าไว้กลับบ้านเที่ยงคืน วันหยุดวันเดียวก็ไปหาของตามร้านรับซื้อแล้วเอาไปขาย จับนั้นชนนี่แบบไม่หยุด
กลับมาบ้านคอมคอมพิวเตอร์ 10 เครื่องเปิดร้านทันที 13 เม.ย.44 เปิดวันแรก ดันมาทำถนนหน้าบ้าน ห้ามรถวิ่งเวรจริงๆ มีลูกค้ามาเล่น2คนเครียดสุดๆ เพราะตลอดเวลาที่หาเงินมาเปิด กินไม่เคยอิ่ม นอนไม่เต็มตื่น เวลาว่าง ๆ ก็ขายคอมแบบby orderตามโบชัว เวลาผ่านไป วันที่ 2 สิงหาคม 2548 ผมเอากำไรทั้งหมดที่ได้มาจากร้านเกมส์ 30เครื่องกับร้านอุปกรณ์คอมเล็ก ๆ มาเปิด มินิมาร์ทวันแรกแทบคลานเลยครับ เพราะซื้อของทุก ๆ 100 ผมจะแจกของใช้ทุน 10 บาทเป็นของแถม ปัจจุบันผมประสบปัญหา สินค้าหมดอายุ เพราะว่าเดาทางลูกค้าไม่ถูก ไม่มีก็ไม่ได้ สต๊อคมากเกินไปเพราะโลภ สินค้าขาดบ้าง ก็พยายามแก้ไปเรื่อย ๆ ครับ ร้านเดิมทั้งสองร้าน ผมตัดสินใจขาย หลังจากจ้างคนดูมาเป็นเวลา 1 ปี เพราะคอมมันหมดอายุ
ร้านนี้มีแรงบันดาลใจมากจาก ตอนปี 40 41 ห้างทุกชั้นเงียบหมดเลย ยกเว้น ซุปเปอร์มาเก็ตชื่อว่า top

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน คนที่นอนน้อยกว่า ย่อมทำอะไรกับที่เวลาที่ตื่นได้มากกว่า
แต่ว่า ไม่มีความสุขเลย ได้เงินมาให้เมียหมด ไม่รู้จะใช้จะใช้อะไร หยิบเหรียญมาเห็นแต่เหงื่อ กับน้ำตาติดเหรียญ
ผมไม่มีใบผ่านทางที่เรียกว่า ปริญญา ทำให้ผมต้องปืนเขา เผื่อให้ทันหรือเร็วกว่า คนที่มีใบผ่านทาง
คนที่มีแล้วอย่าอยู่เฉย ๆ นะครับ คุณมีเครื่องหัวคิดและความรู้ที่มากกว่าผม โปรดนำมันเป็นแรงขับเคลื่อน ไปสู้จุดหมายของท่านนะครับ โชคดีสำหรับก้าวแรกนะครับ
แก้ไขเมื่อ 22 มิ.ย. 49 23:23:37

แก้ไขเมื่อ 22 มิ.ย. 49 23:15:56

จากคุณ : famer (famer) - [ 22 มิ.ย. 49 22:53:16 >







ความคิดเห็นที่ 4

สุดยอดเลยค่ะคุณ famer ขอเป็นกำลังใจให้สู้ต่อไปน่ะค่ะ นายแน่มาก

จากคุณ : Laulen - [ 23 มิ.ย. 49 02:41:33 >






ความคิดเห็นที่ 5

สู้ต่อไปครับ คุณ famer (famer) เป็นกำลังใจให้อีกเสียงครับ

จากคุณ : MASTERSMITH - [ 23 มิ.ย. 49 07:09:59 >






ความคิดเห็นที่ 6

พออ่านหัวข้อกระทู้ของคุณแล้วก็พาลนึกถึงอดีตขอ
โดย: [0 3] ( IP )

ความคิดเห็นที่ 1
งตัวเองขึ้นมาทันที...

จำ ได้ว่าตอนอยู่ ม.ต้น เริ่มธุรกิจแรกของชีวิตคือ ธุรกิจรูปสติ๊กเกอร์ ที่บูมมาก ๆ แต่ผมไม่ได้ทำเป็นตู้สติ๊กเกอร์นะ ทำที่บ้านแบบเอารูปถ่ายมาสแกน แล้วเอาไปใส่กรอบในโประแกรมสติ๊กเกอร์ ทำไปได้ปีนึงได้ก็หยุด เพราะเริ่มเป็นขาลง ก็ถือว่าได้มาพอสมควร ได้เครื่องแสกน เครื่องปริ้น เงินสดอีก 1 หมื่น เห็นจะได้

หลังจาก นั้นก็พยายามคิด ๆ เรื่อยมาว่าจะทำธุรกิจอะไรดี แต่ก็น่าแปลกถ้าตั้งใจคิดมันจะคิดไม่ออก ไม่รู้ทำไม แต่พอไม่คิดมันก็ดันเกิดไอเดีย แต่ธุรกิจที่ 2 ของผมไม่ค่อยอยากจะสะอาดเท่าไหร่ นั่นก็คือ ไร้แผ่นซีดีเพลงขาย ตอนนั้นบูมมาก แต่ก็ทำได้ปีกว่า ๆ เท่านั้นเพราะเริ่มจะเข้ามหาลัยแล้วไม่ค่อยมีเวลา และธุรกินี้เหนื่อยมาก ๆ ทำคนเดียวเพลงมีเป็นพัน ๆ เพลง และต้องตามเพลงตลอดทุกอาทิตย์ เลิกมาก็ได้ CD Writer มา

-------------------------

ธุรกิจต่อมามาทำใน ช่วงเข้ามหาลัยไปแล้ว ธุรกิจนี้ก็คือขายโทรศัพท์มือถือที่นำเข้ามาถูก ๆ ตอนนั้นเป็นช่วงจอขาว-ดำรุ่นสุดท้ายมั้งที่ รุ่นผีเสื้อ 8250 กับ 8310 บูมมาก ๆ อันนี้ตอนแรกโดนคนที่เอาเครื่องมาขายหลอกซะเละ เพราะเราดูเครื่องไม่เป็น โดนย้อมแมว ที่จริงเป็นมือ 2 แต่บอกเราว่ามือ 1 เจ็บใจมากเงินก็เสียไป แต่ไม่ยอม ก็เลยศึกษาว่าเขาดูอีมี่ยังไง ดูเครื่องยังไงว่ามือ 1 จริง ๆ จนรู้แจ้ง (ตอนนี้ลืมหมดแล้ว) ธุรกิจนี้ได้เงินเร็วมาก ซื้อมาขายไป ซื้อที 20-30 เครื่อง เอาไปขานร้านโทรศัพท์ ได้น้อยกว่าขายปลีก แต่ปล่อยได้เร็วกว่า ทำได้แค่ 6 เดือน พอมีจอสีออกมาก็เลิกทำไป แต่มาเยอะพอสมควรประมาณ 5 หมื่น

---------------------------------

ธุรกิจ อีกอันนี่มาจากความอยากอย่างเดียวเลย เชื่อว่าใครหลายคนในนี้ก็อยากทำ คือธุรกิจร้านเกมส์ เวลาที่เราอยากอะไรมาก ๆ แล้ว เรามักจะคิดด้านเดียวเสมอ และส่วนใหญ่จะคิดแต่ด้านดี ๆ เหมือนความอยากมันมาบังสติและความรอบคอบเราไว้ (ธุรกิจที่คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า" เปิดร้านเกมส์นี้ใช้ทุนที่สะสมมาจากธุรกิจก่อน ๆ และเงินเก็บ ลงไปกับมัน ทำได้ไม่ถึงปีก็ต้องปิดเพราะคู่แข่งมีมากขึ้น ทุนหนากว่าเรา ตัดราคา โชคดีที่เซ้งร้านได้ กำไรจากการเซ้งร้านได้มาเกือบแสน อันนี้ยอมรับว่าเป็นโชคจริง ๆ อีกใจก็สงสารคนที่มาเซ้งต่อเรา ก็อย่างที่บอกว่าธุรกิจนี้ "คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า" ลองทำแล้วก็จะรู้เอง

-----------------------------------

ธุรกิจ ของตัวเองในปัจจุบัน อันนี้ไม่ได้ตั้งใจคิดจะทำเลย แต่ไปอ่านหนังสือพิมพ์แล้วเจอหัวข้อ "ยอดการใช้...ของคนไทยพุ่ง" ก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม และเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลงทุนทำ ขายทางอินเตอร์เนต ก็สบายตัวดี เพราะต้องทำงานประจำไปด้วย ขายของทางเนตไม่ต้องรบกวนงานประจำ โชคดีไป ตอนนี้ธุรกิจตัวนี้ก็ดำเนินอยู่ แต่ขอไม่บอกละกันนะครับว่าสินค้าคืออะไร เพราะตัวเองทำมา 8 เดือนก็ยังเขิน ๆ อยู่เหมือนกันกับสินค้านี้ แต่ธุรกิจนี้ก็ไปได้ด้วยดีครับ

พิมพ์ไปพิมพ์มา ดูยาวจังเลย ทำกระจิกกระจ๊อกมาตลอด แต่ก็ได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่างว่า

"สิ่งที่เราคิดจะทำ เวลาทำมันไม่ได้ง่ายเหมือนที่เราคิด"
"เงินแต่ละบาท มันหายากจริง ๆ"
"ถ้าตั้งใจคิดจะทำธุรกิจอะไร มักจะคิดไม่ค่อยออก แต่พอไม่ตั้งใจมันจะปิ๊งขึ้นมาเอง"
"เริ่มทำมันไม่ยาก แต่จะให้มันคงอยู่น่ะยากกว่า"
แก้ไขเมื่อ 23 มิ.ย. 49 09:07:27

แก้ไขเมื่อ 23 มิ.ย. 49 09:05:42

จากคุณ : GTO@Dummy - [ 23 มิ.ย. 49 09:02:15 >







ความคิดเห็นที่ 7

ไม่มีอะไรมากครับ มักจะมีบริษัทขอให้ไปเป็นที่ปรึกษาด้านไอที
และ Business Process Review แต่งานประจำมันเยอะ
เลยไปยืมตัวน้องๆ ป โท ที่เพิ่งจบมา 5-6 คนมาช่วยงาน ทำไปทำมา
เลยตั้งบริษัทมันซะเลย แบ่งหุ้นให้น้องๆเท่าๆกัน ง่ายๆแค่นี้เองครับ

จากคุณ : ดาวสุริยะ - [ 23 มิ.ย. 49 09:40:34 >






ความคิดเห็นที่ 8

"หยิบเหรียญมาเห็นแต่เหงื่อ กับน้ำตาติดเหรียญ"
เป็นคำประทับใจประจำวัน จะเก็บไว้บอกตัวเอง

จากคุณ : thaisub - [ 23 มิ.ย. 49 11:32:04 >






ความคิดเห็นที่ 9

so cool!!! เจ๋งมากครับคุณ famer ขอบคุณข้อคิดดีๆที่ช่วยเตือนสติผมด้วย

จากคุณ : robopon - [ 23 มิ.ย. 49 13:19:20 A:124.121.30.195 X: >






ความคิดเห็นที่ 10

อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจให้กับตัวเองอย่างมาก รู้สึกว่าคนเราต้องสู้ และอดทน จะพยายามอดทน และสู้ต่อไปค่ะ

จากคุณ : beautiful_sky - [ 23 มิ.ย. 49 14:38:47 >






ความคิดเห็นที่ 11

โดย: [0 3] ( IP )

ความคิดเห็นที่ 2
โดนไล่ออกจากที่ทำงานเก่าแบบไร้เหตุผล

ประมาณว่าเป็นสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง
ที่คิดค่าเทอมแพงแสนแพง
แต่กดค่าแรงเงินเดือน

ก้อหลายคนถูกไล่ออก หรือพูดให้สวยๆ คือลาออก
(ไม่ใช่เราคนเดียว และไม่ใช่รายแรก)
หลายๆ คนก้อเจออย่างนี้
ด้วยเหตุผลที่แสนจะกิ๊บเก๋ ว่า
คุณทำให้มหาลัยเสียชื่อ

เราก้องงเป็นไก่ตาแตก
ถามว่าแล้วทำไมไม่ตั้งคณะกรรมการ
และสืบข้อเท็จจริง
ถ้าผลออกมาเป็นยังไง เราก้อขอให้ตามมติ
ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก้อตาม
เรายินดีทำตามมติของคณะกรรมการ

ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก้อมาให้เราออก
พอไม่ยอมลาออก
เอาดื้อๆ เลย ส่งจดหมายลงไปรษณีย์มาที่บ้านเลย
ประมาณว่าไล่ออก
เจ็บที่สุด คือ ในจดหมายไม่ระบุเหตุผลที่ให้ออก
(เพราะไม่มีสาเหตุ และไม่กล้าเขียนลงไปเป็นลายลักษณ์อักษร)
และไม่มีค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น

จึงเป็นที่มาของการเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว

ในความคิดส่วนตัว
จะไล่ออก ก้อน่าจะทำให้โปร่งใสกว่านี้
ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหน้าเป็นการส่วนตัว
แล้วพอมีโอกาสก้อหาเรื่องไล่ออก

แต่เขาก้อไม่กล้าตั้งคณะกรรมการ
หรือระบุสาเหตุเป็นลายลักษณ์อักษร
น่าขันสิ้นดี
กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ อิอิอิ

จากคุณ : Interlaken - [ 23 มิ.ย. 49 22:14:01 A:61.47.101.151 X: >






ความคิดเห็นที่ 12

อยาก ทำอะไรง่าย ๆ แบบคุณสุริยะจัง พ่อแม่ น้องและเมียผมคงจะได้สบาย คงจะมีความสุขด้วย มีวันหยุด ได้ไปเที่ยวไหนด้วยกัน ผมเกิดมายังไม่เคยได้ไปเที่ยวกับครอบครัวผมสักครั้ง

ถ้า จุดเริ่มต้น ของคุณเริ่มจากคำว่า ไม่มี

ถ้า คุณอยากได้คุณจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา ตอนเด็ก ๆ ผมอยากได้ว่าวตัวใหญ่สักตัวแต่มันแพง ผมไปเดินดูว่าวที่ร้านแล้วจำมาทำเอง ต้องไปตัดไม้ไผ่ แล้วมาเหลา หากระดาษหนังสือพิมพ์แปะ ทำไป5ตัวกว่าจะขึ้น ผมเรียกมันว่าว่าวตับแตก ผมอยากได้ เครื่องเล่นเกมส์ fr202 ผมก็ไปเก็บของเก่า พวกตาปู เศษเหล็ก ตามงานก่อสร้าง ขายเรียงเบอร์ ใจมันคอยจะไปดูของเล่นชิ้นอื่นก่อนเพราะมันสามารถซื้อได้เลยในเวลานั้น

ธุรกิจ ก็เหมือนเราอยากได้ของอะไรซักอย่าง ที่เราไม่เคยมี แต่มันต้องอดทนและใช้เวลามากกว่า

จากคุณ : famer (famer) - [ 23 มิ.ย. 49 23:08:27 >






ความคิดเห็นที่ 13

ช่ายค่ะอย่างบนคน หยิบโน้นจับนี่ แล้วก้อสำเร็จง่ายดาย โอกาส มาถึงคนบางคนเท่านั้น
ของเรา
เริ่ม ต้นด้วยการยืมเงินแม่มาลงทุน 2 หมื่น เมื่อสักปี 30 ทำธุรกิจ จำหน่าย เทป เฟื่องมาก ๆ เพราะยังไม่มี เทปผี ซีดีเถื่อน ขายตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ จนวันนึงมีรายรับ 2หมื่นกว่า บาท ขยายกิจการ พร้อม ๆ กันทีเดียว 6 สาขา กะโตเลยว่างั้นเหอะ ตอนปี 40 โดนหุ้นส่วน โลภ โกงเอาร้านไป เสีย 5 สาขาอ่ะ อยากได้ให้ไป
เราเหลือเพียงร้านที่ทำอยู่ทุกวันนี้ เพียงที่เดียวและเป็นร้านที่มียอดน้อยที่สุด กัดฟันลุยต่อไปด้วยความพากเพียร เปิดร้าน ตีห้า ปิด 3 ทุ่ม ทุกวัน หาสินค้ามาเพิ่มเป็นหนังสือ กิจการอยู่ได้ดี มาเรื่อย ๆ จนปี 44 โดนไล่ที่ กว่าที่จะลงตัวกินเวลาเกือบ 2 ปี
พอมาตั้งหลักได้ใหม่ ทำมาได้ อีก 4 ปีเจอทำถนน ซะงั้น
ตอนนี้ ในทำเลร้านเพียงทีเดียว เราทำธุรกิจหลาย ๆ อย่าง ในเวลาเดียว สินค้าอย่างแรก ขายไม่ดี ยังมี อีกสองสามอย่างที่ขายดี
ตอน นี้เริ่มลงตัวแล้ว เหลือแต่ต้องใช้เวลาที่มีเริ่มเก็บ เงินสะสม รอรับ เรื่องที่จะเกิดขึ้นอีก ตัวเราเอง พยายามเรียนรู้เทคโนโลยีทุกอย่าง ส่วนธุรกิจ เทป ซีดี ตอนนี้ ก้อลดทุก ๆ อย่าง ลงแล้ว เพราะสู้ เถื่อนไม่ไหว จนใจจริง ๆ

จากคุณ : น้องชวน(ป๋วย) - [ 24 มิ.ย. 49 08:51:09 >

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...