วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561

ธุรกิจธนาคารยกเลิกค่าธรรมเนียม แล้วเกี่ยวอะไรจากผู้ประกอบการ SME (2)

ตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคของการใช้  Cashless society  คือการที่ทุกธนาคารใหญ่บุกมาสร้างกระเป๋าเงินออนไลน์ผ่าน Application ของธนาคารและชวนลูกค้ามาใช้บริการ ด้วยการยกเลิกค่าธรรมเนียมที่ทำผ่านช่องทางออนไลน์   ธนาคารก็เข้าสู่ยุค Data Driven อย่างที่เค้าบอกว่า ในยุคใหม่ Data is the new oil เมื่อมีข้อมูลมากก็สร้างประโยชน์ได้มาก โดยเฉพาะประโยชน์จากข้อมูลเพื่อให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น


การยกเลิกค่าธรรมเนียมทางช่องทางดิจิตอลนี้ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศเดินไปสู่สังคมไร้เงินสด ดีต่อประเทศหลายๆด้านแน่นอน แม้จะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่เชื่อว่า ในปีนี้พฤติกรรมลูกค้าก็จะเปลี่ยนไป ใช้ช่องทางดิจิตอลรับชำระเงินมากขึ้นแน่นอน จากเดิม ถอนเงินสดไปจ่ายใช้บริการต่างๆ ตั้งแต่  เติมเงินมือถือ จ่ายค่าโทรศัพท์ จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าบัตรเครดิต ค่าเทอมลูก ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าประกัน ค่าตั๋วหนัง ค่าคาราโอเกะ ค่าตั๋วเครื่องบิน ที่จอดรถ ค่ายา ค่าหมอ ค่าทำฟัน  เปลี่ยนมาใช้การจ่ายด้วย QR Code สำหรับบิลเล็กๆ หรือจ่ายด้วยบัตรเครดิตสำหรับรายการใหญ่ๆ 

สำหรับธุรกิจ SME จะปรับตัวรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคอย่างไรบ้างขอแนะนำแนวทางดังนี้

1.ปรับระบบการรับชำระเงิน ให้หลากหลายตามกลุ่มของลูกค้า
รับชำระด้วย QR Code  อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ไม่พกเงินสด ชำระได้ตรงจากบัญชี และร้านค้าก็ไม่เสียค่าธรรมเนียม การรับชำระด้วย

รับชำระด้วย EDC หรือเครื่องรูดบัตรเครดิต เมื่อก่อนการขอเครื่องรูดบัตรเครดิตยุ่งยากมาก เพราะค่าใช้จ่ายสูงธนาคารต้องมั่นใจว่ารับเครื่องไปจะมีการรับชำระในจำนวนเยอะ แต่เดียวนี้มีเครื่องรุ่นใหม่ๆราคาถูก ที่แต่ละธนาคารนำมาให้บริการ เช่น M POS เป็นตัวรูดบัตรเครดิตอ่านชิปการ์ดเชื่อมกับโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องมีค่ารูดขั้นต่ำต่อเดือน / Mini EDC เป็นเครื่องรูดบัตรที่มีหน้าจอแสดง QR Code ได้รองรับการชำระบัตรเครดิต และ QR Code ในเครื่องเดียว
MINI EDC KBank สร้าง QR CODE ได้

รับชำระเงิน AliPay และ Wechat pay การมาของนักท่องเที่ยวจีนที่คุ้นชินกับการชำระด้วย กระเป๋าเงินออนไลน์  ธนาคารในประเทศหลายแห่งอาทิ KBank สร้าง Application KPlus Shop ให้ร้านค้าสร้าง QR Code รับชำระเงินและยังเชื่อมต่อกับ Alipay และ wechat pay ได้ด้วย ในที่เดียว

2.การตลาดดิจิตอลเชื่อมออนไลน์ออฟไลน์ 
นอกจากการขายผ่านหน้าร้านแล้ว การขายผ่านออนไลน์เป็นอีกเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมาก แต่การรับชำระด้วยบัตรเครดิต ร้านค้ารายย่อยขอใช้บริการยาก และลูกค้าอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีบัตรเครดิต  การที่ธนาคารยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนจะช่วยให้การค้าออนไลน์คล่องขึ้น  และปัจจุบันยังมีวิธีอำนวยความสะดวกลูกค้าไม่ต้องมาพิมพ์เลขบัญชีและจำนวนเงินเอง แต่ละธนาคารมี บริการเรียกเก็บเงิน (Request to Pay) ส่งไปยังลูกค้าได้เลย ลูกค้าไม่ต้องกรอกเลขที่บัญชี ลดการผิดพลาดและความยุ่งยากในการใส่เลขที่บัญชีไปได้

การใช้เครื่องรูดบัตรเครดิต และ QR Code ช่วยรับชำระเงินเมื่อผู้สั่งซื้อของออนไลน์แล้วอยากจ่ายตอนได้รับของหรือที่เรียกว่า บริการ Cash on delivery COD เจ้าของร้านมักกลัวพนักงานส่งของไม่นำเงินมาคืน การใช้ เครื่อง Mobile EDC หรือ QR Code เป็นอีกวิธีที่ป้องกันปัญหาการรับเงินสดได้
และในอนาคต ธนาคารต่างๆจะเริ่มสร้าง Marketplace ให้ร้านค้าที่ใช้ QR Code มาประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลกิจการ หรือ การแสดงตำแหน่งร้านค้าให้ลูกค้าหาได้ง่ายๆจากมือถือ ก็เป็นอีกบริการหนึ่งที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดการตลาดได้

3.การรักษาความสัมพันธ์ลูกค้า
เมื่อมีการซื้อขายกันแล้วการรักษาความสัมพันธ์ลูกค้า การชวนลูกค้าให้มาซื้อซ้ำ การสะสมแต้มเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถทำให้ลูกค้าอยากกลับมาซื้อซ้ำ เหมือนร้านกาแฟ ที่ซื้อ 10 แก้ว ฟรี 1 แก้ว แต่ปัจจุบันลูกค้าคงไม่อยากพกบัตรอะไรมากมายในกระเป๋า ทำบัตรสะสมแต้มใน Application ที่อยู่ในมือถือลูกค้า เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันร้านเล็กๆก็สามารถสร้างบัตรสะสมแต้มได้ ง่ายๆ อาทิ การทำบัตรสะสมแต้มใน Line@ และ KPlus shop ของธนาคารกสิกรไทย

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตาม ดังนั้นธุรกิจต่างๆต้องมองหาโอกาสในการพัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ตกกระแสและรักษาโอกาสในการแข่งขันต่อไป



ธุรกิจธนาคารยกเลิกค่าธรรมเนียม แล้วเกี่ยวอะไรจากผู้ประกอบการ SME (1)


ผ่านไตรมาสแรกไปแล้ว สิ่งที่ผ่านไปทั้งน่าจดจำและน่านำมาคิดต่อสำหรับ อีกสามไตรมาสที่เหลือว่าจะนำมาพัฒนาตัวเองและธุรกิจของเราอย่างไร ปลายเดือนมีนาคม คงไม่มีข่าวไหนสำคัญและแรงไปกว่า การที่ธนาคารใหญ่หลายแห่งออกมาประกาศ ยกเลิกค่าธรรมเนียม ขอเรียงลำดับเหตุการณ์ ให้ฟังดังนี้

Timeline ธนาคารยกเลิกค่าธรรมเนียม

27 มีนาคม 2561 ธนาคารกสิกรไทย ฟรีค่าธรรมเนียม  ให้ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าผู้ประกอบการที่ใช้บริการช่องทางดิจิทัล 4 ช่องทาง ได้แก่ K PLUS, K PLUS SME, K-Cyber, K-Cyber SME ฟรีค่าธรรมเนียมบริการยอดนิยมที่ลูกค้าใช้บริการมากที่สุด ได้แก่ โอนข้ามเขต/โอนต่างธนาคารแบบทันที จ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ เติมเงิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงสิ้นปี
28 มีนาคม 2561 SCBจัดแถลงข่าวใหญ่พร้อมเปิดตัวโฆษณาแก้เกม ประกาศ ยกเลิกค่าธรรมเนียม ย้ำว่าไม่ใช่แค่โปรโมชั่น แต่ "ยกเลิกค่าธรรมเนียม" ไปเลย
16.00 น. 28 มีนาคม 2561 ธนาคารกสิกรไทย ออกประกาศใหม่ เปลี่ยนเป็น “ยกเลิกค่าธรรมเนียมถาวร”
29 มีนาคม 2561 ธนาคารกรุงไทย ไม่คิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขต หรือโอนต่างธนาคาร จ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ บริการเติมเงิน ผ่าน KTB netbank ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. จนถึงสิ้นปีนี้
29 มีนาคม 2561 ช่วงบ่าย ธนาคารกรุงเทพ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล ทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือ บัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง และช่องทางอินเทอร์เน็ต บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง โอนเงินข้ามเขต โอนเงินต่างธนาคารแบบทันที โอนเงินพร้อมเพย์ การชำระบิลสินค้าและบริการ บริการเติมเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป ในช่วง 1-30 เม.ย. ธนาคารกรุงเทพยกเว้นค่าธรรมเนียมเอทีเอ็มถอนเงินข้ามเขต และโอนเงินข้ามเขตจากบัญชีภายในธนาคาร และโอนเงินไปยังบัญชีต่างธนาคาร สำหรับการทำธุรกรรมผ่านตู้บัวหลวงเอทีเอ็ม

สี่ธนาคารใหญ่ร่วมกันออกมาประกาศฟรีค่าธรรมเนียมในเวลาใกล้ๆกันอย่างนี้ เรียกได้ว่าเป็นการทุบหม้อข้าวหม้อแกงครั้งใหญ่  รวมๆกันระดับหมื่นล้านบาท

ธนาคารทำอย่างนี้ทำไม  คงไม่พ้นคำว่า รีบปรับก่อนโดนบังคับให้ปรับ 
ที่มาของค่าธรรมเนียมต่างๆเกิดขึ้นเพราะมีต้นทุนในการดำเนินงาน การเคลื่อนย้ายเงิน การส่งข้อมูล การลงบัญชี การรักษาเงิน และ อื่นๆอีกมากมาย จึงต้องคิดค่าธรรมเนียมการใช้บริการ แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปมีเทคโนลีต่างๆมากขึ้น เริ่มมีผู้ให้บริการที่ไม่ใช้ธนาคารมีศักยภาพในการทำธุรกิจเหมือนกัน เข้ามาให้บริการโดยใช้เทคโลโลยีต่างๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่า  ทำให้แทบจะไม่จำเป็นต้องคิดค่าธรรมเนียม หรือ คิดค่าธรรมเนียมต่ำมากๆ  เช่น  AliPay / WechatPay /TrueWallet/ Line Pay โดยธุรกิจเหล่านี้มีรายได้อื่นๆแต่นำระบบกระเป๋าเงินอิเลคทรอนิคมาทำให้ลูกค้าสะดวกขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องคิดค่าธรรมเนียม 
ในธุรกิจปัจจุบันไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็มีโอกาสที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงหรือโดนทำลายได้ด้วยธุรกิจยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีประกอบ กับข้อมูลที่ทำให้บริหารจัดการได้ดีกว่า  ต้องบอกว่าการสร้างรายได้แบบเดิมอาจไม่สามารถทำได้หากยังมีช่องว่างการให้บริการอยู่   หากยังมีคำว่า แพงกว่า ช้ากว่า บริการแย่กว่า


แล้วธุรกิจธนาคารจะหารายได้จากไหน

หากค่าธรรมเนียม การโอนการชำระเงิน ต่างๆไม่มีค่าธรรมเนียม คนก็จะเริ่มเกิดพฤติกรรม เช่นการจ่ายบิล ผ่านมือถือ แทนที่จะต้องไปต่อคิวที่เคาเตอร์จ่าย เพราะไม่เสียค่าธรรมเนียม  การจองตั๋วหนัง การซื้อของผ่าน แอปมือถือจะสะดวกขึ้น เมื่อธนาคารเห็นข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่าย ก็สามารถคิดค้นบริการต่างๆได้มากขึ้น รู้พฤติกรรมการใช้เงินเมื่อไหร่ต้องการสินเชื่อ เมื่อไหร่ควรเอาเงินมาลงทุนในกองทุนเพื่อได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าต่างจากเมื่อก่อนที่ลูกค้าเบิกเงินสดออกไปใช้จ่ายบริการต่างๆ แต่ตอนนี้ไม่ต้องกดเงินสดจ่ายด้วยการโอนหรือ QR Code ที่ไม่ต้องเสียเวลาหาตู้เบิกเงิน  หากธนาคารมีข้อมูลที่แม่นยำ ก็สามารถช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าหรือเจ้าของธุรกิจต่างๆเสนอบริการให้กับลูกค้าของธนาคารได้มากขึ้น 

ในตอนหน้าจะเสนอแนวทางที่ผู้ประกอบการ SME ควรจะปรับตัวรับกับกระแสนี้

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

KADE: K PLUS AI-Driven Experience เกด การเงินแห่งอนาคต พบคู่หูอัจฉริยะที่ทำให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น

KBTG เปิดตัว'เกด' การเงินแห่งอนาคต พบคู่หูอัจฉริยะที่ทำให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น

เครดิตรูปภาพจาก @Khajochi 


ชูวิชั่นล้ำ “ธนาคารแห่งอนาคตต้องฉลาดรู้ใจและทำให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้น”
KBTG เผยวิสัยทัศน์ล้ำ “ธนาคารแห่งอนาคตต้องฉลาดรู้ใจและทำให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้น” พร้อมเปิดตัว “เกด” นวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการออกแบบที่ยึดถือการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการใช้บริการ K PLUS ที่ง่ายรู้ใจและสามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้ทุกกลุ่ม เสมือนมีคู่หูอัจฉริยะอยู่เคียงข้างตลอดการใช้งาน ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัวของลูกค้าทุกคน เตรียมสัมผัส “เกด” บริการทางการเงินแห่งอนาคตที่ #รู้ใจRightNow ได้ภายในสิ้นปีนี้


นายสมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เปิดเผยว่า “บริการด้านการเงินในประเทศไทยมีความก้าวหน้ามาแล้วระดับหนึ่ง ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลมากกว่า 80% ของธุรกรรมทั้งหมด ขณะที่ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการของธนาคาร (unbanked) เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการรูปแบบเดิม ๆ เราจึงมีความมุ่งมั่นอย่างมากในการนำเทคโนโลยีและความรู้ที่มีอยู่ มาสร้างโอกาสให้กับคนทุกกลุ่ม รวมทั้งกลุ่มที่เป็น unbanked ด้วย เพื่อให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งด้านชีวิตส่วนตัวและด้านธุรกิจ

นายสมคิด กล่าวต่อว่า “ล่าสุด ได้พัฒนา “เกด” (KADE: K PLUS AI-Driven Experience) ประสบการณ์ใหม่ของบริการทางการเงินแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดจากการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไปสู่โลกของบริการทางการเงินอันชาญฉลาดเป็นครั้งแรกของสถาบันการเงินในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “From Digital to Intelligence” ที่เป็นการสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้ลูกค้ารู้สึกเสมือนมีคู่หูอัจฉริยะคอยช่วยคิดและนำเสนอสิ่งดี ๆ ที่ตรงใจอยู่เสมอในทุกที่ทุกเวลา

โดยเกดสามารถเรียนรู้รูปแบบการใช้ชีวิต (Life Style) ของลูกค้า ตลอดจนความต้องการทางการเงินทั้งในด้านธุรกิจและชีวิตส่วนตัว และทำหน้าที่เป็นคู่หูผู้รู้ใจคอยเติมเต็มชีวิตทางการเงินของลูกค้า เช่นเตือนให้ลูกค้าไม่ลืมที่จะทำธุรกรรมที่จำเป็น ช่วยนำเสนอสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละท่าน ที่มีความ “ถูกใจ ทุกที่ ทุกเวลา” นอกจากนั้นยังสามารถแนะนำการใช้จ่ายและการลงทุนที่จะเพิ่มศักยภาพทางการเงินและโอกาสทางธุรกิจให้กับลูกค้าในขั้นสุดได้อีกด้วย

โดยในอนาคตอันใกล้นี้ เกดจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธนาคารสามารถนำเสนอบริการในรูปแบบที่ตรงใจและหลากหลายเป็นรายคน (Segment of One) ช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตและความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างโดนใจ พร้อมทั้งสามารถขยายขอบเขตการให้บริการไปยังลูกค้าทุกกลุ่ม อันรวมไปถึงกลุ่มลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Unbanked) ถือเป็นการสร้างโอกาสและยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนไทยอย่างทัดเทียม”
“เกด” เป็นนวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคตที่เกิดจากการผสมผสานประสบการณ์ทางการเงิน ของธนาคารกสิกรไทย เข้ากับวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีและการออกแบบของ KBTG อันประกอบด้วย Machine Intelligence กลไกอัจฉริยะที่ใช้ AI เป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างความฉลาดให้กับบริการต่าง ๆ ใน K PLUS ให้สามารถเข้าใจและเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในทุกด้าน ทุกระดับ ทุกที่ และทุกเวลา ซึ่งความอัจฉริยะนี้จะเปลี่ยน K PLUS ให้เป็น K PLUS Intelligence Platform ที่รวบรวมการให้บริการอันรู้ใจในรูปแบบต่าง ๆ ไว้ในที่เดียวกันและทำให้ เกด เป็นคู่หูครบวงจรที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าได้อย่างแท้จริง



Design Intelligence การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการอย่างชาญฉลาดที่ยึดแนวคิดในการออกแบบที่ใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Design) โดยเริ่มจากการศึกษาและทำความเข้าใจความต้องการและลักษณะการใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง ทำให้บริการของธนาคารอยู่ในหัวใจลูกค้าตลอดเวลา
ที่สำคัญอีกเรื่องคือ Service Intelligence เป็นการสร้างรูปแบบของการให้บริการที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาตอบโจทย์ของลูกค้าให้มีความสะดวก รวดเร็ว ตรงใจ ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนั้น Service Intelligence ยังใช้เทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยคิดค้นหาบริการที่เหมาะสมตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ นวัตกรรมทางการเงินที่ผ่านมาของ KBTG ได้มีการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้บ้างแล้ว อาทิเช่น K PLUS Beacon ที่นำแนวคิด Design Intelligence มาออกแบบการใช้งานธนาคารบนโทรศัพท์มือถือในรูปแบบใหม่ที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมอง เพื่อให้ผู้บกพร่องทางการเห็นสามารถใช้บริการของธนาคารได้อย่างสะดวกและทัดเทียม ตัวอย่างต่อมาคือ โครงการพรวนฝัน ที่ใช้ Service Intelligence มาทดลองนำเสนอสินค้าเกษตรแบบตรงใจให้กับผู้ซื้อ อันเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าและรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร โดยสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ใน K PLUS วิธีการดังกล่าวนี้จะสามารถเพิ่มรายได้ ให้กับผู้ค้ารายเล็กๆ ให้มีโอกาสในการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ โดยมีต้นทุนการตลาดที่ต่ำมาก

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีโครงการ Machine Lending ที่เป็นการนำ Machine Intelligence มาเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดเล็ก (Micro Finance) ให้กับผู้ค้ารายย่อยโดย KBTG ได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการเฟ้นหาลูกค้าที่น่าจะได้รับประโยชน์จากสินเชื่อส่วนบุคคลขนาดเล็ก และนำเสนอบริการดังกล่าวโดยตรงสู่ลูกค้าผ่านทาง K PLUS ที่หากลูกค้าสนใจรับบริการจะได้รับการอนุมัติและรับเงินเข้าบัญชีทันทีในเวลาไม่เกิน 1 นาที โดยทั้งนี้ได้เริ่มทดลองให้บริการมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 และพบว่าการเสนอสินเชื่อในรูปแบบใหม่ด้วย Machine Intelligence นี้ทำให้มีลูกค้าตอบรับบริการในอัตราที่เพิ่มขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับวิธีการแบบเดิม
นายสมคิด กล่าวปิดท้ายว่า “เกด” จะช่วยพัฒนา K PLUS ให้มีความฉลาดเพิ่มมากขึ้น เข้าใจและตอบโจทย์ลูกค้าได้ในทุกสถานการณ์ และทำให้การเงินเป็นเรื่องง่ายที่สัมผัสได้สำหรับคนไทยทุกคน เพิ่มโอกาสที่จะให้บริการกับกลุ่มคนที่ไม่เคยได้รับบริการจากธนาคารมาก่อน (unbanked) นอกจากนั้น “เกด” ยังสามารถสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทันท่วงที สร้างธุรกิจให้เติบโต มีโอกาสขายสินค้าและบริการให้กับฐานลูกค้าขนาดใหญ่ใน K PLUS ด้วยต้นทุนทางการตลาดที่ต่ำมาก จึงเชื่อว่า “เกด” จะสร้างโอกาสที่ดีและทำให้ชีวิตคนไทยดีขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งนี้เตรียมพบกับ “เกด” ใน K PLUS ได้ภายในสิ้นปีนี้ #เกด #รู้ใจRightNow

เกี่ยวกับ KBTG:
ธนาคารกสิกรไทยจัดตั้งกลุ่มบริษัทจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ (KBTG) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมาทาง KBTG ได้ทำการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาการใช้งานเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ เพื่อตอบรับกับยุคดิจิทัล (Digital Era) ที่เทคโนโลยีได้เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่ง KBTG จะเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับธนาคารในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจและมีชีวิตที่ดีขึ้นตามแนวคิด Technology for Better Life
ติดตามข้อมูลดีๆเพื่อนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงใช้กับชีวิตได้ที่ KBTG Live

วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กสิกรไทย ยกระดับโมบาย แบงกิ้ง K PLUS ขึ้นแท่นเป็น “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม”




ธนาคารกสิกรไทย พัฒนาศักยภาพของแอปฯ K PLUS ที่ได้รับความนิยมมีคนใช้สูงถึง 7.5 ล้านราย เป็น        “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม” (Lifestyle Platform) ตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต เปิดตัว
4 ฟังก์ชันหมัดเด็ดที่โดนใจทั้งลูกค้ารายย่อยและเจ้าของร้านค้า

  • จ่ายเงินรวดเร็วด้วย Quick Pay QR Code 
  • แถมเลือกช้อปสินค้าหลากหลายประเภทได้บน K PLUS 
  • ซื้อขายได้สะดวกมากยิ่งขึ้นสำหรับเจ้าของร้านค้า K PLUS SHOP ด้วยฟังก์ชันขายและเรียกเก็บเงินผ่านโซเชียลมีเดีย 
  • เสริมศักยภาพธุรกิจด้วยสินเชื่อบุคคล
ตั้งเป้ากวาดลูกค้า K PLUS เพิ่มเป็น 10.8 ล้านรายภายในสิ้นปีนี้ 

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เป้าหมายของ K PLUS คือ การสร้างประสบการณ์การใช้บริการของลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ ทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าที่เป็นเจ้าของร้านค้ารายย่อยต่าง ๆ ธนาคารจึงได้พัฒนาดิจิทัล เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการนำข้อมูลของลูกค้า (Big Data) มาวิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจและปรับใช้กับกระบวนการหลังบ้าน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง การให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจ ทำให้การให้บริการผ่านแอปฯ K PLUS เข้าถึงความต้องการลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น 




แอปฯ K PLUS ซึ่งได้รับความนิยมในการใช้งานมากที่สุด ปัจจุบันมียอดทำธุรกรรม 3 พันล้านรายการต่อปี มีปริมาณธุรกรรม 6.3 ล้านล้านบาท จากฐานลูกค้ามากถึง 7.5 ล้านราย และเป็นผู้เข้าใช้งานเป็นประจำ 80% โดยได้พัฒนา K PLUS ให้เป็น “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม” (Lifestyle Platform) ที่ใคร ๆ ก็ใช้ ตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต รวมทั้งตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายย่อยและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็ก โดยได้เชื่อมโยงบริการของแอปฯ K PLUS SHOP เพื่อต่อยอดการเป็น  “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม” ของ K PLUS ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งไตรมาสแรกของปีนี้ มีบริการใหม่รวม 4 ฟังก์ชัน ได้แก่

1) ฟังก์ชัน Quick Pay ลูกค้าสามารถจ่ายให้เงินกับร้านค้าได้รวดเร็วมากขึ้น  ไม่จำเป็นต้องล็อกอินเข้าระบบ แค่สแกนคิวอาร์โค้ดของร้านค้าที่ใช้ K PLUS SHOP สามารถจ่ายเงินได้ทันที ปัจจุบันมีลูกค้าใช้จ่ายด้วย QR Code ผ่าน K PLUS จำนวน 1.3 ล้านรายการ มีมูลค่าการทำธุรกรรม 811 ล้านบาท

2) ช้อปสินค้าบนแอปฯ K PLUS เปิดให้บริการในเดือนมีนาคมนี้ เป็นตลาดนัดออนไลน์ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าหลากหลายประเภทได้บน K PLUS เป็นครั้งแรก เช่น ร้านค้าสินค้าเกษตรกรคุณภาพจากโครงการพรวนฝันและกลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดต่าง ๆ  สินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยและกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงสินค้าจากพันธมิตรทางธุรกิจของธนาคาร ทั้งบริการข่าวสารในรูปแบบดิจิทัล (Digital Content) และสินค้าอุปโภคบริโภค  ตั้งเป้าหมายส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้ากว่า 30 ล้านรายการภายในปีนี้ และมียอดการซื้อขายผ่านระบบอีมาร์เก็ตเพลสกว่า 600 ล้านบาทในระยะเวลา 1 ปีหลังจากเปิดให้บริการ

3) บริการสินเชื่อบุคคลบน K PLUS ธนาคารใช้ระบบคำนวณอัตราดอกเบี้ย โดยพิจารณาจากความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย ทำให้ธนาคารนำเสนอสินเชื่อส่วนบุคคล (K-Personal Loan) ที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าผ่านแอปฯ K PLUS ในช่วงนี้ได้เริ่มทดลองกับกลุ่มลูกค้าที่ได้ตรวจสอบล่วงหน้า (Pre-Qualify) แล้วว่ามีเครดิตที่ดีในการทำธุรกรรมการเงิน โดยลูกค้าสามารถกดเข้าไปเลือกวงเงินที่ต้องการกู้ ระบบจะแสดงวงเงินกู้สูงสุดที่ลูกค้าสามารถกู้ได้ กดรับสินเชื่อได้ วงเงินกู้จะเข้าในบัญชีทันที



4) ในฝั่งของร้านค้า มีร้านค้าใช้แอปฯ K PLUS SHOP จำนวน 800,000 ร้านค้า มีจำนวนธุรกรรม 1.4 ล้านรายการ และมีมูลค่าการทำธุรกรรมรวม 1,100 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1 ล้านร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ มุ่งเน้นให้ลูกค้าใช้คุ้นเคยกับการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด จึงได้ขยายฐานร้านค้าไปยังกลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ขายสินค้าหรือบริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า การเดินทาง ล่าสุดได้พัฒนาฟังก์ชัน “ขายและเรียกเก็บเงินผ่านโซเชียลมีเดีย” (Social Payment) ให้ผู้ขายรับเงินจากลูกค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊ค เมสเสนเจอร์, อินสตาแกรม, ไลน์, วอทแอพ ได้ทันที เพียงแค่ส่งบิลที่อยู่ในรูปแบบคิวอาร์โค้ดที่เป็นของร้านค้า ให้ลูกค้าสามารถชำระเงินผ่าน K PLUS หรือ  โมบายแบงกิ้งของทุกธนาคาร เพื่อซื้อสินค้าและบริการได้ทันที

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายมีผู้ใช้งานแอปฯ K PLUS เพิ่มเป็น 10.8 ล้านราย และแอปฯ K PLUS SHOP เพิ่มเป็น 1 ล้านร้านค้า ภายในสิ้นปี 2561

วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561

กสิกรไทยเปิดกลยุทธ์มัดใจเอสเอ็มอี ใช้ Data Analytic ปล่อยกู้ ตั้งเป้าสินเชื่อโต 4-6%



กสิกรไทย เปิดแผนธุรกิจเอสเอ็มอีปี 61

  • ใช้ Data Analytic และ Value Chain ปล่อยกู้ ดันยอดโต 4-6% 
  • วางยุทธศาสตร์ “ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอี” ชู 4 กลยุทธ์ 
    1. ครองใจลูกค้าด้วยบริการทางการเงินที่ครบวงจร 
    2. การนำเสนอดิจิทัลแบงกิ้งเพื่อเอสเอ็มอี 
    3. การใช้ Data Analytic เทคโนโลยีวิเคราะห์สินเชื่อ 
    4. การให้บริการที่มากกว่าด้านการเงิน เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ดำเนินธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 
นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะขยายตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยคาดว่าจีดีพีจะเติบโตประมาณ 4 % ภาคธุรกิจก่อสร้างจะได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนของภาครัฐที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท ด้านภาคการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 4.5% จากแรงหนุนภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ขณะเดียวกันภาคธุรกิจท่องเที่ยวคาดว่าจะขยายตัวสูงขึ้น 6.5-7.5% เนื่องจากประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน

อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่มุ่งสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีจะมีความสำคัญในการทำธุรกิจมากขึ้น ทำให้เอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับตัว 3 ด้าน ได้แก่

  1. การพัฒนาช่องทางการขายให้ผสมผสานมากขึ้น (Omni-Channel) 
  2. การนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ 
  3. การวางกลยุทธ์หลังการขายที่สร้างความประทับใจให้ลูกค้า


ด้วยบริบททางเศรษฐกิจและทิศทางการปรับตัวของธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ ในปี 2561 นี้ ธนาคารกสิกรไทยจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ “ธนาคารเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี” ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่

1. การให้บริการทางการเงินที่ครบวงจร (Financial Solution) ประกอบด้วย

1.1 การพิจารณาสินเชื่อด้วยการบริหารห่วงโซ่ทางธุรกิจ (K-Value Chain Solution) ในปี 2560 ธนาคารมีลูกค้าที่เป็นเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางรวมกว่า 2,200 กลุ่ม โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอุปโภคบริโภค กลุ่มฮาร์ดแวร์และอะไหล่ กลุ่มน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจากการดูแลลูกค้าแบบครบวงจรทั้งด้านการเงินและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งผลให้มียอดอนุมัติสินเชื่อใหม่ในปี 2560 รวม 18,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2561 ธนาคารยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อด้วยการบริหารห่วงโซ่ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนคู่ค้าในเครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการให้ได้รับเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

1.2 บริการเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์แบบครบวงจร (K-Franchise Solution) ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารแห่งแรกที่เริ่มทำสินเชื่อแฟรนไชส์ เพื่อสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจ โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ในปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการเริ่มต้นธุรกิจ ธนาคารจึงจัดงาน KBank Franchise Expo 2018 ในวันที่ 9-10 ก.พ.นี้ ณ ชั้น 5 BCC Hall เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว เพื่อสนับสนุนผู้สนใจทำธุรกิจ แฟรนไชส์กับ 50

แบรนด์ดัง พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายธุรกิจด้วยรูปแบบแฟรนไชส์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด

2. นวัตกรรมการเงินดิจิทัลแบงกิ้ง (Digital Banking) ธนาคารมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการเงินดิจิทัล แบงกิ้ง ที่สนับสนุนการทำธุรกรรมของเอสเอ็มอีเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ด้วยบริการ
K PLUS SHOP แอปพลิเคชันสำหรับร้านค้า รับชำระเงินด้วย QR Code ไม่ต้องบอกเลขที่บัญชี และไม่ต้องมีเงินทอน ร้านค้ารับจ่ายเงินคล่องตัว โดยในปัจจุบันมีร้านค้าใช้บริการแล้ว 710,000 ร้าน ทำรายการผ่าน K PLUS SHOP จำนวน 1,300,000 รายการ คิดเป็นเงิน 829 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีของคนไทยในการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดและบริการ
KBank Mini EDC เครื่องรับจ่ายเงินที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการขายของร้านค้าขนาดเล็กด้วยฟังก์ชันชำระเงินแบบ All in One ที่รองรับการใช้งานผ่านบัตรเดบิต บัตรเครดิต QR code ของโมบายแบงกิ้ง ทุกธนาคารในประเทศ รวมทั้ง Alipay กับ WeChat Pay อีกด้วย

3. การใช้ Data Analytic เทคโนโลยีวิเคราะห์สินเชื่อ (Data Analytic Lending) ในปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์และประมวลผลธุรกรรมทางการเงินของผู้ประกอบการทั้งขารับและขาจ่าย ทำให้เข้าใจและรู้ความต้องการสินเชื่อและนำเสนอวงเงินได้ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น จนอนุมัติสินเชื่อใหม่ได้กว่า 22,000 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ ธนาคารจะขยายการใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลในการพิจารณาสินเชื่อต่อไป เพื่อนำเสนอสินเชื่อให้กับลูกค้าที่มีความต้องการได้อย่างตรงใจ โดยไม่ต้องรอให้ลูกค้ายื่นขอ

4. การให้บริการที่มากกว่าด้านการเงิน (Beyond Banking)

4.1 จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและส่งเสริมความรู้ให้ผู้ประกอบการ ด้วยโครงการ K SME Care ที่ดำเนินการมาแล้ว 23 รุ่น มีสมาชิกเครือข่ายกว่า 13,600 ราย เกิดการจับคู่ธุรกิจมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี และในปี 2561 ธนาคารจะเปิดรุ่นที่ 24 ภายใต้แนวคิด ดิจิทัล เรโวลูชั่น มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ Digital Marketing Tools ได้ และเพิ่มช่องทางการขายด้วยเทคโนโลยีใหม่

4.2 จัดโครงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้นวัตกรรมทำธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “เสริมสร้างนวัตกรรมต่อยอดผู้ประกอบการ” เพื่อตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจผลิตอาหาร ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจฮาร์ดแวร์ ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ให้ได้รับองค์ความรู้เชิงลึกในการพัฒนาธุรกิจ ได้รับคำปรึกษาในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมแบบตัวต่อตัว และได้รับเงินทุนสนับสนุนในการทำวิจัยและนวัตกรรม

4.3 เฟ้นหาฟินเทคและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อต่อยอดบริการที่มากกว่าบริการด้านการเงิน ให้เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการได้ทั้งในลักษณะของการนำเสนอคู่กับผลิตภัณฑ์ของธนาคาร ไปจนถึงการเชื่อมต่อกันระหว่างระบบของฟินเทคกับระบบของธนาคาร โดยในปี 2560 ธนาคารกสิกรไทยได้นำเสนอบริการที่เป็น Beyond Banking ได้แก่ Food Solution แพ็คเกจเพื่อการจัดการร้านอาหารที่ครบวงจร ตอบสนองทั้งบริการหน้าร้านและบริการจัดการบัญชีหลังร้านได้อย่างลงตัว และในปีนี้จะเดินหน้าขยายการให้บริการในลักษณะนี้ไปยังกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการอย่างครบวงจร



นายสุรัตน์ กล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารกสิกรไทยมีการทำตลาดกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีมาอย่างต่อเนื่อง และมีฐานข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่และครอบคลุมหลากหลายกลุ่มธุรกิจ จึงช่วยให้ธนาคารสามารถวิเคราะห์และเข้า

ใจความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด จึงเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ที่วางไว้จะตอบสนองธุรกิจของผู้ประกอบการได้ทั้งในด้านการเงินและการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธุรกิจและการแข่งขัน

ทั้งนี้ ในปี 2560 ธนาคารกสิกรไทยมียอดสินเชื่อเอสเอ็มอี 698,000 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 2559 ที่ 6% สำหรับปี 2561 ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น 4-6% และครองส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับหนึ่งที่ 28.5% สำหรับเอ็นพีแอลของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีเริ่มลดลงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่อง และการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลน่าจะเริ่มส่งผลดีถึงกลุ่มเอสเอ็มอีในบางกลุ่ม

วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

อินาโมริ คาซึโอะ กับ หลักการบริหาร 12 ประการ ของ Inamori kazuo

หลักการบริหาร 12 ประการ ของ อินาโมริ คาซึโอะ

1. ทำให้วัตถุประสงค์ของงาน สิ่งที่ตั้งใจสื่อสาร มีความชัดเจน
2. ตั้งเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม
3. รักษาเจตจำนงอันแรงกล้า
4. มุ่งมั่นที่จะไม่แพ้ใคร
5. เพิ่มยอดขายอย่างเต็มที่ ลดรายจ่ายให้น้อยที่สุด
6. การตั้งราคาเป็นการบริหารจัดการ
7. การบริหารจัดการขึ้นกับความตั้งใจที่แน่วแน่
8. วิญญาณนักสู้ที่ลุกโชน
9. สู้งานด้วยความกล้าหาญ
10. ทำงานอย่างสร้างสรรค์อยู่เสมอ
11. คบหากันอย่างซื่อสัตย์ด้วยน้ำใจไมตรี
12. มีฝันและมุ่งหวังด้วยใจใสบริสุทธิ์ ทำงานเชิงรุกอย่างสดใสอยู่เสมอ


หนังสือเล่มนี้นับเป็นหนังสือจุดไฟในตัวมากๆครับ สำหรับช่วงเวลาเศรษฐกิจดิ่งยังไม่รู้ว่าก้นเหวอยู่ไหน ทางที่ดีที่สุดคือจุดพลังนักสู้ในตัวขึ้นมา หนังสือเล่มนี้ไม่มีเทคนิค ตารางวิธีทำงาน หรือ ใช้เป็นคู่มืออ้างอิงอะไรได้นอกจาก หลักการบริหาร 12 ประการนี้ แต่ถ้าอยากเข้าใจลึกซึ้ง แนะนำให้อ่านครับเป็นเหมือนเรื่องราวช่วงต่างๆของชีวิตนักบริหารในตำนานที่ยังมีชีวิต อินาโมริ คาซึโอะ เป็นคนธรรมดาที่สร้างธุรกิจจาก SME จนกลายเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นๆของญี่ปุ่น มูลค่าหุ้นแซง SONY  และขยายไปเปิดที่อเมริกา 
ปรัญชาการบริหารที่เรียบง่าย ที่นักบริหารสามารถทำตามได้ คือ จิตวิญญาณนักสู้ที่ลุกโชน และ ทำสิ่งที่ถูกต้องในฐานะมนุษย์  สองคำนี้จะมีให้เห็นทุกบทตอกย้ำแนวทางการบริหารธุรกิจที่เรียบง่ายและได้ผล
ช่วงที่ 1 ความเจริญรุ่งเรืองและเสือมถอยของญึ่ปุ่น
เนื้อหาเป็นการเล่าเรื่องให้เห็นถึงนิสัยพื้นฐานของคนญี่ปุ่น ชาวตะวันออกอย่างเราควรอ่านแล้วประเมินตนเอง เป็นการมองย้อนอดีตมาถึงปัจจุบัน
ช่วงที่ 2 การบริหารจัดการด้วยจิตวิญญาณนักสู้ที่ลุกโชน  
บทนี้จะสอนเรื่องการบริหารด้วยจิตวิญญาณนักสู้ ตอนที่ประทับใจที่สุดในเรื่องนี้คือ ตอนที่คุณ อินาโมริ คาซึโอะ ไปสมัครเข้าอบรมหลักสูตรนักบริหารหลักสูตรหนึ่ง เพื่อจะได้เจอตำนานธุรกิจอย่าง ฮอนดะ โซอิจิโร่ ผู้ก่อตั้ง HONDA  คุณฮอนดะ โซอิจิโร่ เดินเข้ามาในห้องสัมมนา แล้วตวาดใส่ผู้เข้าร่วมสัมมนา
ทุกคนมาทำอะไรกันที่นี่ ดูเหมือนจะมาศึกษาเรื่องการบริหารสินะ ถ้าว่างทำเรื่องอย่างนั้นล่ะก็ รีบกลับไปทำงานที่บริษัทให้เร็วที่สุดเถอะ คิดว่ามาเข้าออนเซ็นกินดื่มแบบนี้จะศึกษาเรื่องบริหารได้รึไง...
รีบกลับไปบริษัทและทุ่มเททำงานซะ
 นอกจากนี้ยังมีตอนอื่นๆที่จุดไฟได้จริงๆ คนที่ทุ่มเทไม่ยอมแพ้ใคร คือคนที่จะอยู่รอด ส่วนผู้ที่ปราศจากใจนักสู้ ไม่พยายาม สุดท้ายต้องจบ

จิตวิญญาณนักสู้ที่ลุกโชน ต้องส่งไปให้ถึงพนักงานและมีเป้าหมายเดียวกัน  ต้องเปลี่ยนความปรารถณาของผู้บริหารที่เรียกว่าเป้าหมายในการบริหารให้เป็นความปรารถณาของพนักงานทุกคน

การจะได้ใจพนักงานทุกคนที่คือการลงมือทำด้วยกัน และ ปกป้องหมู่คณะด้วยชีวิต ในยามเศรษฐกิจวิกฤติ โรงงานของเค้ายอดขาดเหลือแค่ 10% สิ่งที่เข้าไม่ทำแน่นอนคือจ้างพนักงานออก แต่เค้าเปลี่ยนมุ่งมั่นที่จะทำของที่มีคุณภาพ คนที่ว่างจากงานที่ลดลง ก็ไปทำความสะอาดโรงงาน รดน้ำต้นไม้ เอาวิศวะกรเอาคนผลิตไปเจอลูกค้า เพื่อให้เกิดไอเดียในการทำสินค้า และเข้าใจกันระหว่างคนหางานเข้ามากับคนผลิตของไปขาย

4 ข้อที่นำมาใช้ได้ในยามวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ
ข้อที่1 สร้างสายสัมพันธ์กับพนักงานให้แน่นแฟ้นขึ้น
ข้อที่2 ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการที่ไม่ใช่วัตถุดิบทางตรงและค่าแรงงานทางตรงทั้งหมด
ข้อที่3 เป็นพนักงานขายทุกคน
ข้อที่4 มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าใหม่

ช่วงที่ 3 เพื่อโลก เพื่อมนุษยชาติ
เป็นช่วงที่ทำให้เข้าใจในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับธุรกิจคือการทำเพื่อมนุษย์ ใช้ความเป็นมนุษย์ ระบบทุนนิยมไม่ใช่ปัญหา แต่อยู่ที่จิตใจ หากต้องการมากเกินไปจนทำร้ายคนอื่นสุดท้ายธุรกิจก็จะพัง จงใช้ความคิดแบบมนุษย์ จัดการตัดสินใจด้วยความเป็นมนุษย์

ช่วงที่ 4 ดำเนินการด้วยคุณธรรม
มาตรฐานการตัดสินใจการบริหารทั้งหมดได้ถูกรวบรวมไว้อยู่ในคำถามว่า "อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องในฐานะมนุษย์" แล้วจงถามว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องในฐานะมนุษย์ และนำคำตอบที่ออกมาด้วยตัวของมันเองไปทุ่มเทปฎิบัติให้สำเร็จ

ช่วงที่ 5-6 เป็นช่วงของการพื้นฟู JAL และ การฟื้นฟูญี่ปุ่น อาจไม่เห็นกระบวนการมากมาย นำหลักการเดียวกับที่บริหารบริษัทตัวเองมาใช้ ซึ่งก็ได้ผลสามารถฟื้นฟูกิจการกลับมาสง่าผ่าเผยได้อีกครั้ง  ถือว่าเสียดายที่ไม่ได้ลงรายละเอียด แต่กว่าจะอ่านมาถึงบทนี้ ก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้วสำหรับการได้อ่านแนวคิดการบริหารงานที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที


แนะนำซื้อเลยครับ ถอยก็ตาย วิกฤติยังไงก็ต้องสู้  ราคา 200 บาท

***********************************************
โอ วีระ เจียรนัยพานิชย์
นักการตลาด นักสร้างเครือข่ายธุรกิจ นักสร้างพันธมิตรธุรกิจSME
ติดตามข่าวสารได้ในช่องทางต่างๆดังนี้
Twitter @oweera
LINE@ @oweera อย่าลืมมี @ ด้วยนะครับ http://line.me/ti/p/%40oweera
BLOG http://oweera.blogspot.com
Fanpage https://facebook.com/SMENetworkingThailand

วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ชี้แจงราคา รักษาประสบการณ์ลูกค้า

เห็นขวดสวยดีมีโลโก้
เชื่อสิว่ามีคนอยากได้ เพื่อป้องกันปัญหามนุษย์ป้า ป๋าเห็นแก่ตัวที่คิดว่าจ่ายค่าโรงแรมแล้ว ขอ(ขโมย)ของที่ระลึกไปเก็บที่บ้าน
โรงแรมจึงแจ้งไว้ให้เห็นเด่นชัดทั้งรายการทุกอย่างและป้ายในห้องน้ำเตือนใจ หากอยากได้200บาทนะจ๊ะ #เพราะรักเลยบอกก่อน
การให้คำประกาศที่ชัดเจนนอกจากจะป้องกันปัญหาการทะเลาะกัน ความเข้าใจผิดของลูกค้าที่ทึกทักเอาเองยังรักษาสิทธิลูกค้าคนอื่นด้วย เช่นร้านอาหารฟาสฟู๊ดที่มีที่นั่ง ติดประกาศกำหนดเวลาใช้ที่นั่งไม่เกินXXนาทีเพื่อแบ่งปันที่นั่งให้ลูกค้าท่านอื่น สร้างความสงบสุข บริหารความคาดหวัง ลูกค้าผู้น่ารัก
#รักเลย #ความรู้รอบตัวSME
เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...