วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ชี้แจงราคา รักษาประสบการณ์ลูกค้า

เห็นขวดสวยดีมีโลโก้
เชื่อสิว่ามีคนอยากได้ เพื่อป้องกันปัญหามนุษย์ป้า ป๋าเห็นแก่ตัวที่คิดว่าจ่ายค่าโรงแรมแล้ว ขอ(ขโมย)ของที่ระลึกไปเก็บที่บ้าน
โรงแรมจึงแจ้งไว้ให้เห็นเด่นชัดทั้งรายการทุกอย่างและป้ายในห้องน้ำเตือนใจ หากอยากได้200บาทนะจ๊ะ #เพราะรักเลยบอกก่อน
การให้คำประกาศที่ชัดเจนนอกจากจะป้องกันปัญหาการทะเลาะกัน ความเข้าใจผิดของลูกค้าที่ทึกทักเอาเองยังรักษาสิทธิลูกค้าคนอื่นด้วย เช่นร้านอาหารฟาสฟู๊ดที่มีที่นั่ง ติดประกาศกำหนดเวลาใช้ที่นั่งไม่เกินXXนาทีเพื่อแบ่งปันที่นั่งให้ลูกค้าท่านอื่น สร้างความสงบสุข บริหารความคาดหวัง ลูกค้าผู้น่ารัก
#รักเลย #ความรู้รอบตัวSME

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

YEC ต้องเป็นคนเก่งและคนดี

นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าจับตาอีกคนหนึ่งบนบทบาทYEC กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่เก่งและดี คุณโอม ชาธิป เป็นหนึ่งตัวอย่างของ คำว่าเก่งและดีี

ธุรกิจส่วนตัวคุณโอมสร้างธุรกิจดิจิตอลแพคเกจจิ้งปรับเปลี่ยนเติบโตไปกับยุคสมัย จนเป็นผู้นำ แต่ยังสละเวลาส่วนหนึ่ง (ซึ่งผมว่าเกือบเป็นส่วนใหญ่ของชีวิต ) มาเรียนรู้กับเพื่อนนักธุรกิจรุ่นใหม่และนำเครือข่ายนักธุรกิจช่วยพัฒนาจังหวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม

แอบติดตามเห็นบุคคลฐานะเจ้าสัว นั่งรถตระเวนเยี่ยมเยียนเพื่อนๆตั้งแต่ธุรกิจในเมืองไปจนถึงเกษตรกร แล้วเอาความรู้บวกประสบการณ์มาสร้างโครงการดีๆให้สมุทรสาคร

อยากให้อ่านข่าวนี้จะเคารพรักผู้ชายคนนี้อย่างผม

วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Food Maker co.,ltd จากพ่อค้าคนกลางสู่ธุรกิจ Social Enterprise

แนวคิดธุรกิจ SE หรือ Social Enterprise นำมาใช้ได้กับทุกธุรกิจ แม้กระทั่ง ธุรกิจที่สังคมชอบมองว่าเป็น คนเอาเปรียบเกษตรกร อย่างพ่อค้าคนกลางรับซื้อผลผลิตการเกษตร




ผมได้มีโอกาสพบกับ  คุณดิ๊ก หรือ คุณชัยนันท์ หาญยุทธ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฟูด เมกเกอร์ จำกัด  เจ้าของ Food Maker Co.,Ltd คนน่านคืนถิ่นกลับออกจากกรุงเทพมาพัฒนาธุรกิจที่บ้าน เอาแนวคิดธุรกิจที่จะสร้างสังคมให้ดีขึ้นกลับมา จากเดิมที่ธุรกิจที่ครอบครัวทำคือซื้อข้าวโพด และลำใย การเป็นพ่อค้าคนกลาง ที่มองเห็นคู่ค้าคนสำคัญอย่างชาวไร่ ชาวสวน ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ จึงอยากหาทางช่วยเหลือ แต่การจะเปลี่ยนแปลงชาวสวนไม่ใช่เรื่องง่าย
.
เพื่อให้รู้จริงจึงเลือกไปช่วยศึกษาชาวสวนลำใยดูต้นทุนการปลูกต้องใช้สารเคมีใช้ปุ๋ยเยอะมาก การทำ Social Enterprise ต้องทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับประโยชน์ และคืนผลประโยชน์สู่ธรรมชาติและสังคม ร่วมกันหากทำให้ต้นทุนต่ำกว่านี้ จึงเลือกแนวทางเกษตรอินทรีย์


เพื่อให้ชาวสวนไม่ต้องใช้สารเคมี ซึ่งเป็นเรื่องยากที่สุดเพราะมันอาจทำให้ผลผลิตหรือรายได้ไม่ได้ตามที่ชาวสวนต้องการ คุณดิ๊กจึงใช้ความเป็นพ่อค้าคนกลางหาตลาดที่เป็นอินทรีย์มารองรับ รับซื้อในราคาที่สูงกว่าลำใยทั่วไป และเป็นตัวกลางจัดหาปุ๋ยและทดลองทำให้ต้นทุนต่ำลงมา ให้ยืมปุ๋ยไปปลูกและหักค่าใช้จ่ายตอนรับซื้อ ชวนชาวสวนทำบัญชีให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น


ในฐานะนักธุรกิจเมื่อได้ผลผลิตที่ดีก็นำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่าจากลำใยอบแห้งสู่น้ำลำใย ผู้บริโภคได้ทางเลือกอาหารปลอดภัยไร้สารเคมี เกษตรกรได้รายได้สูงขึ้น จนตอนนี้ชาวสวนมาร่วมโครงการมากขึ้นจากไม่กี่ไร่ จนขยายไปหลายตำบลในจังหวัดน่าน
นับเป็นการนำกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่และแนวคิดการทำ Social Enterprise มาปรับใช้ในธุรกิจคนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นฝีมือการบริหารของคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาธุรกิจครอบครัวและสังคมท้องถิ่นได้อย่างดีเยี่ยม
Credits.รูปภาพจาก foodmaker Co.,Ltd.
https://www.facebook.com/foodmakerthai

***********************************************
โอ วีระ เจียรนัยพานิชย์
นักการตลาด นักสร้างเครือข่ายธุรกิจ นักสร้างพันธมิตรธุรกิจSME
ติดตามข่าวสารได้ในช่องทางต่างๆดังนี้
Twitter @oweera
LINE@ @oweera อย่าลืมมี @ ด้วยนะครับ http://line.me/ti/p/%40oweera
BLOG http://oweera.blogspot.com
Fanpage https://facebook.com/SMENetworkingThailand

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

YEC คือ เครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่น่าสนใจ

YEC คืออะไร YEC (Young Enterpreneur chamber of commerce) เป็นโครงการรวมกลุ่มของนักธุรกิจรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาเครือข่ายสมาชิกและธุรกิจของนักธุรกิจรุ่นใหม่

ด้วยงานและการดูแลธุรกิจ SME ในส่วนของภูมิภาค ผมได้มีโอกาสเจอนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ทำงานในนามของ YEC หลายท่าน แต่ละที่ก็มีความคิดมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น
YEC คือ คนที่มีใจจิตดีชอบช่วยเหลือสังคม
YEC คือ กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของจังหวัด
YEC คือ กลุ่มลูกหลานนักธุรกิจในจังหวัดที่รวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม
YEC คือ กลุ่มนักธุรกิจที่รวมตัวกันเพื่อสร้างคอนเนคชั่น
แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามผมเชื่อว่า นี่คือกลุ่มนักธุรกิจที่เป็นความหวังของระบบเศรษฐกิจไทย ระบบเศรษฐกิจไม้พุ่ม หรือ ระบบเศรษฐกิจที่มีรายเล็กจำนวนมากๆที่คอยค้ำยันพยุงเศรษฐกิจของประเทศ เจอนักธุรกิจมาหลายท่าน แต่ผมชอบบทสัมภาษณ์ของ กวิน ว่องกุศลกิจ ประธาน YEC BKK จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ 

คุณกวิน ว่องกุศลกิจ ประธาน YEC กรุงเทพฯ ทำให้เห็นความแตกต่างในความเป็น YEC จากภาพที่เคยเจอมากๆ และนี่คือภาพที่ชัดเจนของ การใช้พลังของเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ให้มีพลังต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง (แนะนำอ่านบทสัมภาษณ์)

1.YECเป็นตัวแทนและเป็นจุดเชื่อมต่อของนักธุรกิจไทยและต่างประเทศผ่านเครือข่ายของหอการค้าทั่วโลก

2.เรียนรู้ร่วมกันแบบ Many to Many  การเข้ามาร่วมกันเรียนรู้แบบอองเทอเพรอนัวร์ entrepreneur คือการเรียนรู้จากเพื่อนที่เคยผ่านประสบการณ์ มีคอร์สอบรมที่ไม่ใช่นั่งเรียนตามหลักสูตรแต่เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตามความสนใจของกลุ่มต่างๆ เช่นการเรียน Pitching นวัตกรรม ผมเชื่อมั่นว่าการจัดกลุ่มแบบ CoP (Community of Practice)  เป็นแนวทางการพัฒนาความรู้ตามเรื่องที่สนใจ จะทำให้เครื่อข่ายธุรกิจแข็งแรงมั่นคงได้

3.Co-creation และการเป็นพื้นที่ให้เกิดการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ และ การหาสินค้า ประหยัดต้นทุนธุรกิจได้มาก หรือการร่วมมือกันสร้างบริการใหม่ๆ

Mindset หนึ่งที่ผมชอบคือความชัดเจนว่า YEC เป็นส่วนหนึ่งของหอการค้าจากที่เคยได้ยินมาหลายครั้งว่า YEC กับหอการค้าแยกกัน  และ เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐสู่นักธุรกิจ และประเด็นที่บอกว่าคนเป็น YEC ต้องมีทั้งความสามารถและอาวุโสเพียงพอ มีจิตใจที่จะให้ Mindset หรือวิธีคิดอย่างนี้คือกำลังสำคัญของการพัฒนาธุรกิจของประเทศจริงๆ

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-49469

***********************************************
โอ วีระ เจียรนัยพานิชย์
นักการตลาด นักสร้างเครือข่ายธุรกิจ นักสร้างพันธมิตรธุรกิจSME
ติดตามข่าวสารได้ในช่องทางต่างๆดังนี้
Twitter @oweera
LINE@ @oweera อย่าลืมมี @ ด้วยนะครับ http://line.me/ti/p/%40oweera
BLOG http://oweera.blogspot.com
Fanpage https://facebook.com/SMENetworkingThailand


วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

JD.Com จับมือทำ JV Central บุกค้าปลีก online Offline ในไทย SME ควรปรับตัวอย่างไร

วงการค้าปลีกปรับตัวเชื่อมออนไลน์ออฟไลน์ อย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง
Jd.com เค้าบอก "ผมไม่เล็กนะครับ" เบอร์1ค้าปลีกออนไลน์ออฟไลน์จากเมืองจีน มีประสบการณ์และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเอเชียแน่นอน บวกกับ Central ที่เข้าใจนักช๊อปออฟไลน์ไทยอย่างดี

เมื่อก่อนห้างไทย ทำออนไลน์แยกแผนก แยกยอดขายออนไลน์ออฟไลน์ โดนปกติก็แยกออนไลน์เป็นทีมนึงเหมือนสาขาหนึ่งเพื่อบริหารจัดการเอง ประสิทธิภาพของการขายออนไลน์ตั้งแต่ทำให้เห็น-เลือก-ซื้อ-จ่าย-ส่ง-เครม บางทีอาจสู้ค้าปลีกออนไลน์เล็กๆไม่ได้

แนวคิดค้าปลีกออนไลน์ยุคใหม่ ไม่แยกทีมร้าน-ทีมออนไลน์ Omni channal สมบูรณ์ บริหารยอดขายแบบรวม ลูกค้าจะเห็นที่ร้านไปซื้อออนไลน์ หรือซื้อออนไลน์ลองของที่ร้านก็ได้เหมือนกัน

การจัดการห้างจะเปลี่ยนไป
ระบบstock รวม ของกระจายวางตามร้านและคลัง
พนักงานขายเน้นการสาธิต สอนประสบการณ์การใช้งาน
เปิดสาขากระจายมากขึ้นไม่ใหญ่แต่เข้าถึงง่ายไม่ต้องมีพื้นที่เก็บ Stockเยอะ
ซื้อที่ร้านรับของเลยหรือส่งที่บ้านก็ได้จะมีมากขึ้น ไม่ต้องไล่ลูกค้าไปรับของที่สาขาอื่นแล้ว 
Appication จะฉลาดมากขึ้น

คนขายของผ่านห้างทำไง
ต่อไปพนักงานขายของห้างจะลดลง ต้องพัฒนา PC มากขึ้นและทักษะด้านการขายเชิงให้คำปรึกษาและสร้างประสบการณ์
ค่าการตลาดออนไลน์ ต้องเตรียมใจเอาไว้ ออนไลน์ลูกเล่นการตลาดจะเยอะขึ้นมาก
การเชื่อมโยงข้อมูลบริหาร  Stock เรากับห้างต้อง Realtime มากขึ้น ดูบ่อยขึ้น
ต้องบริหารช่องทางการขายให้ดีในรูปแบบใหม่คือขายออนไลน์หลายช่องทาง key account ต้องปรับตัวให้เข้าใจการขายการดิลกับห้างออนไลน์ ตำราแยกทีมขาย MT TT อาจใช้ไม่ได้อีกแล้ว

วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560

บันทึกหมายเหตุอ้างอิง KBank Reengineering ปี 2538

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสดูวีดีโอ งาน BOI Fair 2538 ปีที่คุณบัญชา ล่ำซำ และ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ถวายรายงานแก่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระราชินี เรื่องการทำ รีเอ็นจิเนียริ่ง แล้วรู้สึกอยากค้นคว้าข้อมูลเจอบทความหนึ่งที่ดีมาก ขอนำมาเก็บบันทึกไว้

ธนาคารกสิกรไทย กับ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

" รีเอ็นจิเนียริ่ง ไม่ใช่สูตรสำเร็จ ไม่เรื่องคาถาวิเศษ ซึ่งเป่าลงไปแล้วองค์กรนั้นจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่ไม่ดีเป็นดี จริง ๆ แล้ว เรื่องทั้งหมดคือเรื่องของ Management of Change พอลงมือทำแล้วจึงรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นมันวุ่นวายเหนื่อยยาก และเจ็บปวดขนาดไหน ภาพคนที่ทำการปลี่ยนแปลงคือผู้ร้ายไม่ใช่พระเอกขี่ม้าขาว"
นี่คือคำกล่าวของบัณฑูร ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยักษ์ใหญ่กสิกรไทย ผู้เป็นองค์ปาฐกในรายการ " ไทยแลนด์เลกเซอร์" ซึ่งจัดโดยมูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล เมื่อ 13 มกราคมที่ผ่านมา
50 ปีของธนาคารกสิกรไทย โชคดีที่มีผู้นำที่กล้าหาญทางจริยธรรม อย่างบัญชาและบัญฑูร ล่ำซำ สองพ่อลูกมหาเศรษฐีไทย ผู้มีจินตภาพอันยาวไกลและกล้าลงทุนมหาศาล เพื่อพัฒนานักบริหารไทยและธุรกิจโดยรวมให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก!!
เมื่อ 12 ปีที่แล้ว บัญชา ล่ำซำ ได้สร้างนวัตกรรมทางการศึกษาแบบใหม่ โดยก่อตั้งสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ " ศศินทร์" (เดิมชื่อว่า GIBA) แห่งแรกที่นำคณาจารย์และหลักสูตรเอ็มบีเอชั้นนำจากเคลล็อก และวาร์ตัน ของอเมริกา คุณูปการของการทำงานเพื่อส่วนรวมของบัญชา ล่ำซำ เป็นเรื่องที่ เติมศักดิ์ กฤษณามระ ผู้อำนวยการสถาบันศศินทร์ รำลึกถึงเสมอ ๆ ในฐานะเพื่อเก่า
สิ้นบัญชา บัณฑูรขึ้นมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ตามที่คาดหมายกันไว้ สองปีเต็มที่บัณฑูรคลำหาทิศทางและต้องพบกับความจริงอันน่าตกใจว่า ระบบสารสนเทศซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารแบงก์สมัยใหม่ไม่ได้พัฒนาไปถึงไหน ทั้ง ๆ ที่เขาจับงานมานับ 10 ปี
"นับวันความล้าหลังก็เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็กลัวว่าสักวันหนึ่ง พอเรากดไปที่หน้าจอแล้วไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมาเลย พอมาถึงตอนนั้นก็ให้บริการไม่ได้ เราจะต้องมีปัญหาแน่นอน" เมื่อมองเห็นปัญหา บัญฑูรจึงขอนุมัติคณะกรรมการอำนวยการแบงก์ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษายักษ์ใหญ่ชื่อ บุช-ซาแลน ซึ่งใช้เวลาศึกษาอยู่หลายเดือน จึงบอกว่า " แบงก์กสิกรไทย" ต้องทำรีเอ็นจิเนียริ่ง!!
เพียงคำ ๆ เดียว บัณฑูรต้องค้นหาความหมายอย่างแท้จริง ด้วยการบินไปฟังสัมมนาที่บอสตัน ในปี 2536 และได้พบกับเจ้าตำรับรีเอ็นจิเนียริ่ง "ไมเคิล แฮมเมอร์" อาจารย์ทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ของเอ็มไอที ผู้เขียนเหนังสือ RE-Engineering the corporation ร่วมกับ James Champy จนประสบความสำเร็จมหาศาล
นิยามแท้จริงของรีเอ็นจิเนียริ่ง ที่แฮมเมอร์กล่าวคือ การรื้อระบบแบบถอนรากถอนโคน (Radical) ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหม่มหาศาล (Dramatic) ลงลึกไปถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่าง ๆ (processes) และการรีเอ็นจิเนียริ่ง ไม่จำเป็นต้องอยู่ในภาวะที่บริษัทมีปัญหา แต่อาจเป็นภาวะที่บริษัทเติบโตและต้องการโตต่อไป
แฮมเมอร์ย้ำเสมอถึงเหตุผลที่ธุรกิจต้องทำรีเอ็นจิเนียริ่ง เพราะในยุคโลกานุวัตร โลกทั้งโลกได้กลายเป็นตลาดเดียวกันหมด จุดแข็งของบริษัททุกวันนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นจุดอ่อนในวันพรุ่งนี้ เพราะไม่มีใครที่จะได้เปรียบตลอดกาล และความหลงใหลในความสำเร็จในอดีตคือศัตรูตัวร้ายกาจ จนทำให้ยักษ์ใหญ่อย่างไอบีเอ็ม เยเนอรัล มอเตอร์ หรือเซียร์ ถูกเรียกว่าไดโนเสาร์ไปแล้ว เพราะประมาทคู่แข่งและไม่ยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
หนึ่งวันเต็ม ๆ กับการสัมมนาของแฮมเมอร์ เขาเข้าใจและเกิดเจตคติใหม่ ๆ (Rethink) เกี่ยวกับกสิกรไทย เห็นกระบวนการใหม่ ๆ (redesign) ที่ใช้เทคโนโลยีเหมาะสม (Retool) ภายใต้การอบรมใหม่ (Retrain) ที่ก่อให้เกิดผลงานที่ดีขึ้นกว่าเดิมในเรื่องคุณภาพ ความรวดเร็ว และต้นทุนที่ต่ำกว่า
เพระผลที่จับต้องได้จากการศึกษาของแฮมเมอร์ว่า การรีเอ็นจิเนียริ่งจะส่งผลดีในด้านค่าใช้จ่ายลดลง 56% ขณะที่ความพอใจลูกค้าเพิ่มขึ้น 73% และเวลาทำงานลดลงเฉลี่ย 80%
ฉะนั้น เมื่อบัณฑูรกลับเมืองไทย เขาเริ่มดึงคนหนุ่มสาว 100 กว่าคน มาร่วมกระบวนการโดยตั้งชื่อว่า "หน่วยยุทธศาสตร์และนวัตกรรม" กสิกรไทยทำไป 5 กระบวนการของการรีเอ็นจิเนียริ่ง คือ หนึ่ง-การให้บริการที่สาขา สอง-การให้บริการที่ศูนย์ธุรกิจต่างประเทศ สาม-การขอนุมัติบัตรเครดิต สี่-การแก้ไขหนี้เสียหรือกำลังจะเสีย ห้า-การโอนเงิน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสาระของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ด้วยกันทั้งนั้น
แต่ที่ใดมีการเปลี่ยนแปลงย่อมมีการต่อต้าน บัณฑูรได้เล่าให้ฟังว่า ความวิตกกังวลของคนบางกลุ่มที่เข้าใจว่า การทำรีเอ็นจิเนียริ่งจะทำให้คนตกงาน? กลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่สหภาพแรงงานกลิกรไทยกระโดดเข้ามาประท้วง
"ผมพูดไป 8-9 ครั้ง บอกว่าที่กสิกรไทยจะไม่มีรายการที่จะปลดใครออก ไม่มีความตั้งใจเช่นนั้น และไม่มีความจำเป็นด้วย เพราะว่าเราอยุ่ในธุรกิจที่มีความเจริญเติบโตสูง การที่จะโละคนอออกไม่จำเป็น แต่จะมีการอบรมกันใหม่ และก็มีการเปลี่ยนลักษณะงานนั้น ๆ ซึ่งจะทำให้เรามีความสมารถในการทำธุรกิจมากขึ้น เพราะตัดเรื่องไร้สาระออกไปจากกระบวนการ ซึ่งเต็มไปด้วยขั้นตอนที่อุ้ยอ้ายประสิทธิภาพต่ำ" บัณฑูร เล่าให้ฟัง
เป็นครั้งแรกที่บัณฑูรต้องใช้วิธีอัดวีดีโอเทปยาวสองชั่วโมงที่ตัวเองพูดแจกพนักงานทุกคน เพื่อร้องขอให้เข้าใจว่ารีเอ็นจิเนียริ่งคืออะไร และมีผลกระทบที่จะเกิดอะไรบ้าง รวมทั้งการตอบข้อข้องใจ
นี่คือวิธีการจัดการที่บัณฑูรทุ่มเทอย่างได้ผล เป็นสิ่งที่แฮมเมอร์กล่าวเสมอว่า ปัญหาของการรีเอ็นจิเนียริ่ง ไม่ได้อยู่ที่การต่อต้าน แต่อยู่ที่ผู้นำจะมีวิธีการจัดการกับการต่อต้านอย่างได้ผลอย่างไร
" รีเอ็นจิเนียริ่ง ไม่ใช่การไล่คนออก แต่ต้องการให้คนทำงานให้ดีขึ้น ทั้งนี้อาจต้องยอมรับว่าในระยะสั้น การรีเอ็นจิเนียริ่งอาจทำให้งานของคนบางคนลดลง ซึ่งดูเป็นเรื่องโหดร้ายกับบางคน แต่ถ้าไม่เลือกทำเช่นนี้ องค์กรก็อาจอยู่ไม่ได้" แฮมเมอร์ กล่าว
ระยะ 8 เดือน ในปี 2537 ของการรีเอ็นจิเนียริ่ง ที่ปรากฏในรูปแบบใหม่ของสาขา 40 กว่าแห่ง เป็นที่จับตาของคนในวงการ ยิ่งคนพูดว่าดีขึ้น ๆ คนกสิกรไทยยิ่งยอมรับการเปลี่ยนแปลงแบบใหม่นี้
ปรากฏผลสรุปว่า หลังการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง กสิกรไทยลดขั้นตอนและเวลาได้ถึง 80% จากปกติการบริการแต่ละประเภทโดยเฉลี่ย 15 นาที ก็เหลือแค่ 3 นาทีเท่านั้น เพราะยึดหลักเอาใจ "ลูกค้า" ยิ่งกว่า "เจ้านาย"
ในที่สุด บัณฑูรก็ทำให้ผันเป็นจริง เมื่อต้นปี 2538 ไมเคิล แฮมเมอร์ เจ้าตำรับ "รีเอ็นจิเนียริ่ง" ได้เดินทางมาบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ "Re-engineering : The leadership and implementation perspective" ให้นักบริหารชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ได้ฟัง กล่าวกันว่า เฉพาะค่าตัวของแฮมเมอร์ในงานที่บินมาเมืองไทยครั้งนี้เฉียด 10 ล้านบาทแล้ว ซึ่งกสิกรไทยเป็นสปอนเซอร์หลักก่อให้เกิดงานนี้ สมควรที่ได้รับการปรบมือกึกก้องเมื่อจบงาน
นี่คือสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เกิดขึ้นฉลองวาระครบ 50 ปีกสิกรไทย บัณฑูร ล่ำซำ กล้า "ทุบทิ้ง" ท้าทายกระบวนการดำเนินธุรกิจธนาคารแบบเก่า แล้วสร้างนวัตกรรมชั้นเยี่ยมด้วยการติดอาวุธ "รีเอ็นจิเนียริ่ง" ทางปัญญา ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้เร้าใจ ภายใต้ภาวะผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเปิดเสรีทางการเงินของไทย

อ้างอิง : สยามโกบอล. 2546. บัณฑูร ล่ำซำ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง.

*************************
ในครั้งนั้น กว่าจะทำ Reengineering ต้องใช้เวลาหลายปี นั้นคือเรื่องของยุคก่อนปี2000  สำหรับปัจจุบันนี่ การปรับตัวต้องเร็วกว่านั้นมาก การทำการปรับตัวต้องเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อให้ทันความต้องการของผู้บริโภค

อย่างในวงการ ธนาคารปัจจุบันคุณค่าของใบอนุญาติทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ อาจไม่มีค่าเหมือนเดิมอีกต่อไป การนั่งอยู่บนกองเงินฝากเยอะก็อาจไม่มีโอกาสทำกำไรได้ เท่ากับบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีมาทำให้เงินหมุนไปได้และสะดวกกว่า

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ธนาคารไทยยุค 4.0 อาจไปไม่ถึงไหนถ้าไม่ใส่ใจที่ลูกค้า

ทั้งธุรกิจธนาคารและธุรกิจต่างๆ  กลัว(โดนมอง)ตกเทรนด์วิ่งตามกระแสเทคโนโลยี นำเครื่องมือใหม่ๆเข้ามาใช้ ต่างพากันยกระดับองค์กรสู่ยุคดิจิตอล นำนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาใช้สร้างสรรค์บริการใหม่ๆ ส่งมอบให้กับลูกค้า แน่นอนว่าในองค์กรต่างๆจะเจอการพยายามนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น AI (Artificial intelligence) , Bigdata, Machine learning ,blockchain, eKYC

คำเหล่านี้จะถูกนำมาเสนอในแผนการลงทุนใหม่การทำงานใหม่เพื่อแสดงถึงการใส่ใจในเทคโนโลยี แต่หลายครั้งยังลืมสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับลูกค้าและความพอใจของลูกค้า

การนำเทคโนโลยีมาใช้กับธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธนาคารปัจจัยที่ต้องพิจารณา

เทคโนโลยีที่นำเข้ามาใช้ต้องเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า
ทำให้ลูกค้าใช้บริการและอยู่กับองค์กรให้ยาวนานขึ้น
Data-First ข้อมูลที่มีอยู่กับการนำเข้าข้อมูลใหม่ต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
และพฤติกรรมของลูกค้าที่มาให้บริการกลุ่มต่างๆ พร้อมรับกับบริการแบบไหน

เจอเอกสารหนึ่งน่าสนใจของForrester
เอกสารนี้น่าสนใจสำหรับ คนที่กำลังวางแผนสำหรับการนำระบบใหม่ๆเข้ามาใช้จะเห็นมุมมองต่างๆตอนท้ายมีการขายของนิดหน่อยของเจ้าของเอกสารคือ Forrester

โดยสรุปสิ่งที่จะทำให้องค์กรไปได้ในอนาคต
คือการที่ต้องเลือกเทคโนโลยีที่นำมาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ(ที่ดี)ให้กับลูกค้า โดยการพัฒนาระบบการทำงานภายใน ให้ข้อมูลแต่ละส่วนเชื่อมโยงกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ต้นทุนต่ำลง บริการดีขึ้น










ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในวงการธนาคาร

L/G blockchain KBank

สำหรับ แอลจี บล็อกเชน “พิพิธ อเนกนิธิ” กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ขยายความว่า เป็นครั้งแรกของโลก ที่นำบล็อกเชนมาใช้ในการออกหนังสือคั้าประกัน(L/G) เพื่อตอบโจทย์ทางการตลาดให้กับลูกค้าทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและเพื่อธนาคารกสิกรไทย

ทั้งนี้แต่ละปีจะมี L/G ออกประมาณ 5 แสนฉบับ ซึ่งมี ต้นทุนจัดการที่แพง และยังมีความไม่สมบูรณ์ในแง่การทุจริต
ธปท.ระบุสถิติการออกหนังสือคํ้าประกันของธนาคารไทยทั้งระบบปี 2560 มีมูลค่าประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทเติบโต 8% จากปี 2559 อยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ L/G เป็นกระดาษ 80% อีก 20% เป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่คาดอีก 2 ปีจะเหลือกระดาษ 65% อิเล็กทรอนิกส์ 35% และ 5% เป็นบล็อกเชนประมาณ 2 หมื่นฉบับ คาดว่ากสิกรไทยจะมีแชร์ปีนี้ 25% ซึ่งเป็นความท้าทาย

แอลจีบล็อกเชน” จึงเป็นการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนภาคลูกค้าที่สามารถสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา บล็อกเชนจะช่วยทำให้ข้อมูล เป็นระบบสร้างความน่าเชื่อถือ สามารถติดตามความเคลื่อนไหว และประสิทธิภาพของการทำงานจะดีกว่ามาก ซึ่งเป็นหัวใจหลัก

“สมคิด จิรานันตรัตน์” รอง ประธาน เคบีทีจี กล่าวว่า สิ่งที่กสิกรไทยดำเนินการคือปรับวิธีการออกL/G มาอยู่ในบล็อกเชน ขณะเดียวกันสามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เช่นการจ่ายเงิน หรือแอลจีหมดอายุจะให้ทำอะไรโดยสามารถใช้บล็อกเชนกสิกรไทยผ่าน Origin Cert ซึ่งเป็นตัวเชื่อมและสามารถเห็น L/G ทั้งบล็อกเชนได้ ซึ่งสามารถนำสินค้าหรือบริการอีกมากมาอยู่ในบล็อกเชน

อาทิ กรมการปกครองนำข้อมูลบัตรประชาชนไว้ในบล็อกเชน ทำ ให้พิสูจน์ตัวบุคคลโดยไม่ต้องยื่นเอกสารใหม่ในการสมัครหรือรับบริการต่างๆ หรือกรมที่ดินนำโฉนด ที่ดินอยู่ในบล็อกเชนและข้อมูลเคลมประกันจะง่ายขึ้นหากโรงพยาบาลนำข้อมูลมาอยู่ในบล็อกเชน ขณะที่วอลมาร์ตนำบล็อกเชนมาใช้กับสัตว์หรือสินค้าเกษตร เหล่านี้จะ ทำให้รู้แหล่งผลิตและแหล่งสินค้า-บริการกระจายไปที่ไหนบ้าง กรณีเกิดโรคระบาดจะเห็นว่า บล็อกเชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้

สำหรับธีมของกสิกรไทยต้องการทำให้เป็น Official Paper Less Platform สอดคล้องกับ Digital Economy แต่การเข้าสู่สังคมไร้เงินสดนั้น ทั้งหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน นโยบายรัฐบาล ที่จะผลักดัน และทุกคนเห็นประ โยชน์รวมทั้งประเทศชาติ สังคมไร้เงินสดจะทำให้ประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างแท้จริง
ที่มา : http://www.thansettakij.com/content/183108
เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...