วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กสิกรไทย ยกระดับโมบาย แบงกิ้ง K PLUS ขึ้นแท่นเป็น “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม”




ธนาคารกสิกรไทย พัฒนาศักยภาพของแอปฯ K PLUS ที่ได้รับความนิยมมีคนใช้สูงถึง 7.5 ล้านราย เป็น        “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม” (Lifestyle Platform) ตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต เปิดตัว
4 ฟังก์ชันหมัดเด็ดที่โดนใจทั้งลูกค้ารายย่อยและเจ้าของร้านค้า

  • จ่ายเงินรวดเร็วด้วย Quick Pay QR Code 
  • แถมเลือกช้อปสินค้าหลากหลายประเภทได้บน K PLUS 
  • ซื้อขายได้สะดวกมากยิ่งขึ้นสำหรับเจ้าของร้านค้า K PLUS SHOP ด้วยฟังก์ชันขายและเรียกเก็บเงินผ่านโซเชียลมีเดีย 
  • เสริมศักยภาพธุรกิจด้วยสินเชื่อบุคคล
ตั้งเป้ากวาดลูกค้า K PLUS เพิ่มเป็น 10.8 ล้านรายภายในสิ้นปีนี้ 

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เป้าหมายของ K PLUS คือ การสร้างประสบการณ์การใช้บริการของลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ ทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าที่เป็นเจ้าของร้านค้ารายย่อยต่าง ๆ ธนาคารจึงได้พัฒนาดิจิทัล เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการนำข้อมูลของลูกค้า (Big Data) มาวิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจและปรับใช้กับกระบวนการหลังบ้าน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง การให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจ ทำให้การให้บริการผ่านแอปฯ K PLUS เข้าถึงความต้องการลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น 




แอปฯ K PLUS ซึ่งได้รับความนิยมในการใช้งานมากที่สุด ปัจจุบันมียอดทำธุรกรรม 3 พันล้านรายการต่อปี มีปริมาณธุรกรรม 6.3 ล้านล้านบาท จากฐานลูกค้ามากถึง 7.5 ล้านราย และเป็นผู้เข้าใช้งานเป็นประจำ 80% โดยได้พัฒนา K PLUS ให้เป็น “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม” (Lifestyle Platform) ที่ใคร ๆ ก็ใช้ ตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต รวมทั้งตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายย่อยและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็ก โดยได้เชื่อมโยงบริการของแอปฯ K PLUS SHOP เพื่อต่อยอดการเป็น  “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม” ของ K PLUS ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งไตรมาสแรกของปีนี้ มีบริการใหม่รวม 4 ฟังก์ชัน ได้แก่

1) ฟังก์ชัน Quick Pay ลูกค้าสามารถจ่ายให้เงินกับร้านค้าได้รวดเร็วมากขึ้น  ไม่จำเป็นต้องล็อกอินเข้าระบบ แค่สแกนคิวอาร์โค้ดของร้านค้าที่ใช้ K PLUS SHOP สามารถจ่ายเงินได้ทันที ปัจจุบันมีลูกค้าใช้จ่ายด้วย QR Code ผ่าน K PLUS จำนวน 1.3 ล้านรายการ มีมูลค่าการทำธุรกรรม 811 ล้านบาท

2) ช้อปสินค้าบนแอปฯ K PLUS เปิดให้บริการในเดือนมีนาคมนี้ เป็นตลาดนัดออนไลน์ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าหลากหลายประเภทได้บน K PLUS เป็นครั้งแรก เช่น ร้านค้าสินค้าเกษตรกรคุณภาพจากโครงการพรวนฝันและกลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดต่าง ๆ  สินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยและกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงสินค้าจากพันธมิตรทางธุรกิจของธนาคาร ทั้งบริการข่าวสารในรูปแบบดิจิทัล (Digital Content) และสินค้าอุปโภคบริโภค  ตั้งเป้าหมายส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้ากว่า 30 ล้านรายการภายในปีนี้ และมียอดการซื้อขายผ่านระบบอีมาร์เก็ตเพลสกว่า 600 ล้านบาทในระยะเวลา 1 ปีหลังจากเปิดให้บริการ

3) บริการสินเชื่อบุคคลบน K PLUS ธนาคารใช้ระบบคำนวณอัตราดอกเบี้ย โดยพิจารณาจากความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย ทำให้ธนาคารนำเสนอสินเชื่อส่วนบุคคล (K-Personal Loan) ที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าผ่านแอปฯ K PLUS ในช่วงนี้ได้เริ่มทดลองกับกลุ่มลูกค้าที่ได้ตรวจสอบล่วงหน้า (Pre-Qualify) แล้วว่ามีเครดิตที่ดีในการทำธุรกรรมการเงิน โดยลูกค้าสามารถกดเข้าไปเลือกวงเงินที่ต้องการกู้ ระบบจะแสดงวงเงินกู้สูงสุดที่ลูกค้าสามารถกู้ได้ กดรับสินเชื่อได้ วงเงินกู้จะเข้าในบัญชีทันที



4) ในฝั่งของร้านค้า มีร้านค้าใช้แอปฯ K PLUS SHOP จำนวน 800,000 ร้านค้า มีจำนวนธุรกรรม 1.4 ล้านรายการ และมีมูลค่าการทำธุรกรรมรวม 1,100 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1 ล้านร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ มุ่งเน้นให้ลูกค้าใช้คุ้นเคยกับการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด จึงได้ขยายฐานร้านค้าไปยังกลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ขายสินค้าหรือบริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า การเดินทาง ล่าสุดได้พัฒนาฟังก์ชัน “ขายและเรียกเก็บเงินผ่านโซเชียลมีเดีย” (Social Payment) ให้ผู้ขายรับเงินจากลูกค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊ค เมสเสนเจอร์, อินสตาแกรม, ไลน์, วอทแอพ ได้ทันที เพียงแค่ส่งบิลที่อยู่ในรูปแบบคิวอาร์โค้ดที่เป็นของร้านค้า ให้ลูกค้าสามารถชำระเงินผ่าน K PLUS หรือ  โมบายแบงกิ้งของทุกธนาคาร เพื่อซื้อสินค้าและบริการได้ทันที

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายมีผู้ใช้งานแอปฯ K PLUS เพิ่มเป็น 10.8 ล้านราย และแอปฯ K PLUS SHOP เพิ่มเป็น 1 ล้านร้านค้า ภายในสิ้นปี 2561

วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561

กสิกรไทยเปิดกลยุทธ์มัดใจเอสเอ็มอี ใช้ Data Analytic ปล่อยกู้ ตั้งเป้าสินเชื่อโต 4-6%



กสิกรไทย เปิดแผนธุรกิจเอสเอ็มอีปี 61

  • ใช้ Data Analytic และ Value Chain ปล่อยกู้ ดันยอดโต 4-6% 
  • วางยุทธศาสตร์ “ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอี” ชู 4 กลยุทธ์ 
    1. ครองใจลูกค้าด้วยบริการทางการเงินที่ครบวงจร 
    2. การนำเสนอดิจิทัลแบงกิ้งเพื่อเอสเอ็มอี 
    3. การใช้ Data Analytic เทคโนโลยีวิเคราะห์สินเชื่อ 
    4. การให้บริการที่มากกว่าด้านการเงิน เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ดำเนินธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 
นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะขยายตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยคาดว่าจีดีพีจะเติบโตประมาณ 4 % ภาคธุรกิจก่อสร้างจะได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนของภาครัฐที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท ด้านภาคการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 4.5% จากแรงหนุนภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ขณะเดียวกันภาคธุรกิจท่องเที่ยวคาดว่าจะขยายตัวสูงขึ้น 6.5-7.5% เนื่องจากประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน

อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่มุ่งสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีจะมีความสำคัญในการทำธุรกิจมากขึ้น ทำให้เอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับตัว 3 ด้าน ได้แก่

  1. การพัฒนาช่องทางการขายให้ผสมผสานมากขึ้น (Omni-Channel) 
  2. การนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ 
  3. การวางกลยุทธ์หลังการขายที่สร้างความประทับใจให้ลูกค้า


ด้วยบริบททางเศรษฐกิจและทิศทางการปรับตัวของธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ ในปี 2561 นี้ ธนาคารกสิกรไทยจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ “ธนาคารเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี” ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่

1. การให้บริการทางการเงินที่ครบวงจร (Financial Solution) ประกอบด้วย

1.1 การพิจารณาสินเชื่อด้วยการบริหารห่วงโซ่ทางธุรกิจ (K-Value Chain Solution) ในปี 2560 ธนาคารมีลูกค้าที่เป็นเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางรวมกว่า 2,200 กลุ่ม โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอุปโภคบริโภค กลุ่มฮาร์ดแวร์และอะไหล่ กลุ่มน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจากการดูแลลูกค้าแบบครบวงจรทั้งด้านการเงินและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งผลให้มียอดอนุมัติสินเชื่อใหม่ในปี 2560 รวม 18,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2561 ธนาคารยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อด้วยการบริหารห่วงโซ่ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนคู่ค้าในเครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการให้ได้รับเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

1.2 บริการเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์แบบครบวงจร (K-Franchise Solution) ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารแห่งแรกที่เริ่มทำสินเชื่อแฟรนไชส์ เพื่อสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจ โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ในปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการเริ่มต้นธุรกิจ ธนาคารจึงจัดงาน KBank Franchise Expo 2018 ในวันที่ 9-10 ก.พ.นี้ ณ ชั้น 5 BCC Hall เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว เพื่อสนับสนุนผู้สนใจทำธุรกิจ แฟรนไชส์กับ 50

แบรนด์ดัง พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายธุรกิจด้วยรูปแบบแฟรนไชส์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด

2. นวัตกรรมการเงินดิจิทัลแบงกิ้ง (Digital Banking) ธนาคารมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการเงินดิจิทัล แบงกิ้ง ที่สนับสนุนการทำธุรกรรมของเอสเอ็มอีเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ด้วยบริการ
K PLUS SHOP แอปพลิเคชันสำหรับร้านค้า รับชำระเงินด้วย QR Code ไม่ต้องบอกเลขที่บัญชี และไม่ต้องมีเงินทอน ร้านค้ารับจ่ายเงินคล่องตัว โดยในปัจจุบันมีร้านค้าใช้บริการแล้ว 710,000 ร้าน ทำรายการผ่าน K PLUS SHOP จำนวน 1,300,000 รายการ คิดเป็นเงิน 829 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีของคนไทยในการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดและบริการ
KBank Mini EDC เครื่องรับจ่ายเงินที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการขายของร้านค้าขนาดเล็กด้วยฟังก์ชันชำระเงินแบบ All in One ที่รองรับการใช้งานผ่านบัตรเดบิต บัตรเครดิต QR code ของโมบายแบงกิ้ง ทุกธนาคารในประเทศ รวมทั้ง Alipay กับ WeChat Pay อีกด้วย

3. การใช้ Data Analytic เทคโนโลยีวิเคราะห์สินเชื่อ (Data Analytic Lending) ในปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์และประมวลผลธุรกรรมทางการเงินของผู้ประกอบการทั้งขารับและขาจ่าย ทำให้เข้าใจและรู้ความต้องการสินเชื่อและนำเสนอวงเงินได้ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น จนอนุมัติสินเชื่อใหม่ได้กว่า 22,000 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ ธนาคารจะขยายการใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลในการพิจารณาสินเชื่อต่อไป เพื่อนำเสนอสินเชื่อให้กับลูกค้าที่มีความต้องการได้อย่างตรงใจ โดยไม่ต้องรอให้ลูกค้ายื่นขอ

4. การให้บริการที่มากกว่าด้านการเงิน (Beyond Banking)

4.1 จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและส่งเสริมความรู้ให้ผู้ประกอบการ ด้วยโครงการ K SME Care ที่ดำเนินการมาแล้ว 23 รุ่น มีสมาชิกเครือข่ายกว่า 13,600 ราย เกิดการจับคู่ธุรกิจมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี และในปี 2561 ธนาคารจะเปิดรุ่นที่ 24 ภายใต้แนวคิด ดิจิทัล เรโวลูชั่น มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ Digital Marketing Tools ได้ และเพิ่มช่องทางการขายด้วยเทคโนโลยีใหม่

4.2 จัดโครงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้นวัตกรรมทำธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “เสริมสร้างนวัตกรรมต่อยอดผู้ประกอบการ” เพื่อตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจผลิตอาหาร ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจฮาร์ดแวร์ ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ให้ได้รับองค์ความรู้เชิงลึกในการพัฒนาธุรกิจ ได้รับคำปรึกษาในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมแบบตัวต่อตัว และได้รับเงินทุนสนับสนุนในการทำวิจัยและนวัตกรรม

4.3 เฟ้นหาฟินเทคและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อต่อยอดบริการที่มากกว่าบริการด้านการเงิน ให้เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการได้ทั้งในลักษณะของการนำเสนอคู่กับผลิตภัณฑ์ของธนาคาร ไปจนถึงการเชื่อมต่อกันระหว่างระบบของฟินเทคกับระบบของธนาคาร โดยในปี 2560 ธนาคารกสิกรไทยได้นำเสนอบริการที่เป็น Beyond Banking ได้แก่ Food Solution แพ็คเกจเพื่อการจัดการร้านอาหารที่ครบวงจร ตอบสนองทั้งบริการหน้าร้านและบริการจัดการบัญชีหลังร้านได้อย่างลงตัว และในปีนี้จะเดินหน้าขยายการให้บริการในลักษณะนี้ไปยังกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการอย่างครบวงจร



นายสุรัตน์ กล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารกสิกรไทยมีการทำตลาดกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีมาอย่างต่อเนื่อง และมีฐานข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่และครอบคลุมหลากหลายกลุ่มธุรกิจ จึงช่วยให้ธนาคารสามารถวิเคราะห์และเข้า

ใจความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด จึงเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ที่วางไว้จะตอบสนองธุรกิจของผู้ประกอบการได้ทั้งในด้านการเงินและการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธุรกิจและการแข่งขัน

ทั้งนี้ ในปี 2560 ธนาคารกสิกรไทยมียอดสินเชื่อเอสเอ็มอี 698,000 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 2559 ที่ 6% สำหรับปี 2561 ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น 4-6% และครองส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับหนึ่งที่ 28.5% สำหรับเอ็นพีแอลของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีเริ่มลดลงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่อง และการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลน่าจะเริ่มส่งผลดีถึงกลุ่มเอสเอ็มอีในบางกลุ่ม

วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

อินาโมริ คาซึโอะ กับ หลักการบริหาร 12 ประการ ของ Inamori kazuo

หลักการบริหาร 12 ประการ ของ อินาโมริ คาซึโอะ

1. ทำให้วัตถุประสงค์ของงาน สิ่งที่ตั้งใจสื่อสาร มีความชัดเจน
2. ตั้งเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม
3. รักษาเจตจำนงอันแรงกล้า
4. มุ่งมั่นที่จะไม่แพ้ใคร
5. เพิ่มยอดขายอย่างเต็มที่ ลดรายจ่ายให้น้อยที่สุด
6. การตั้งราคาเป็นการบริหารจัดการ
7. การบริหารจัดการขึ้นกับความตั้งใจที่แน่วแน่
8. วิญญาณนักสู้ที่ลุกโชน
9. สู้งานด้วยความกล้าหาญ
10. ทำงานอย่างสร้างสรรค์อยู่เสมอ
11. คบหากันอย่างซื่อสัตย์ด้วยน้ำใจไมตรี
12. มีฝันและมุ่งหวังด้วยใจใสบริสุทธิ์ ทำงานเชิงรุกอย่างสดใสอยู่เสมอ


หนังสือเล่มนี้นับเป็นหนังสือจุดไฟในตัวมากๆครับ สำหรับช่วงเวลาเศรษฐกิจดิ่งยังไม่รู้ว่าก้นเหวอยู่ไหน ทางที่ดีที่สุดคือจุดพลังนักสู้ในตัวขึ้นมา หนังสือเล่มนี้ไม่มีเทคนิค ตารางวิธีทำงาน หรือ ใช้เป็นคู่มืออ้างอิงอะไรได้นอกจาก หลักการบริหาร 12 ประการนี้ แต่ถ้าอยากเข้าใจลึกซึ้ง แนะนำให้อ่านครับเป็นเหมือนเรื่องราวช่วงต่างๆของชีวิตนักบริหารในตำนานที่ยังมีชีวิต อินาโมริ คาซึโอะ เป็นคนธรรมดาที่สร้างธุรกิจจาก SME จนกลายเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นๆของญี่ปุ่น มูลค่าหุ้นแซง SONY  และขยายไปเปิดที่อเมริกา 
ปรัญชาการบริหารที่เรียบง่าย ที่นักบริหารสามารถทำตามได้ คือ จิตวิญญาณนักสู้ที่ลุกโชน และ ทำสิ่งที่ถูกต้องในฐานะมนุษย์  สองคำนี้จะมีให้เห็นทุกบทตอกย้ำแนวทางการบริหารธุรกิจที่เรียบง่ายและได้ผล
ช่วงที่ 1 ความเจริญรุ่งเรืองและเสือมถอยของญึ่ปุ่น
เนื้อหาเป็นการเล่าเรื่องให้เห็นถึงนิสัยพื้นฐานของคนญี่ปุ่น ชาวตะวันออกอย่างเราควรอ่านแล้วประเมินตนเอง เป็นการมองย้อนอดีตมาถึงปัจจุบัน
ช่วงที่ 2 การบริหารจัดการด้วยจิตวิญญาณนักสู้ที่ลุกโชน  
บทนี้จะสอนเรื่องการบริหารด้วยจิตวิญญาณนักสู้ ตอนที่ประทับใจที่สุดในเรื่องนี้คือ ตอนที่คุณ อินาโมริ คาซึโอะ ไปสมัครเข้าอบรมหลักสูตรนักบริหารหลักสูตรหนึ่ง เพื่อจะได้เจอตำนานธุรกิจอย่าง ฮอนดะ โซอิจิโร่ ผู้ก่อตั้ง HONDA  คุณฮอนดะ โซอิจิโร่ เดินเข้ามาในห้องสัมมนา แล้วตวาดใส่ผู้เข้าร่วมสัมมนา
ทุกคนมาทำอะไรกันที่นี่ ดูเหมือนจะมาศึกษาเรื่องการบริหารสินะ ถ้าว่างทำเรื่องอย่างนั้นล่ะก็ รีบกลับไปทำงานที่บริษัทให้เร็วที่สุดเถอะ คิดว่ามาเข้าออนเซ็นกินดื่มแบบนี้จะศึกษาเรื่องบริหารได้รึไง...
รีบกลับไปบริษัทและทุ่มเททำงานซะ
 นอกจากนี้ยังมีตอนอื่นๆที่จุดไฟได้จริงๆ คนที่ทุ่มเทไม่ยอมแพ้ใคร คือคนที่จะอยู่รอด ส่วนผู้ที่ปราศจากใจนักสู้ ไม่พยายาม สุดท้ายต้องจบ

จิตวิญญาณนักสู้ที่ลุกโชน ต้องส่งไปให้ถึงพนักงานและมีเป้าหมายเดียวกัน  ต้องเปลี่ยนความปรารถณาของผู้บริหารที่เรียกว่าเป้าหมายในการบริหารให้เป็นความปรารถณาของพนักงานทุกคน

การจะได้ใจพนักงานทุกคนที่คือการลงมือทำด้วยกัน และ ปกป้องหมู่คณะด้วยชีวิต ในยามเศรษฐกิจวิกฤติ โรงงานของเค้ายอดขาดเหลือแค่ 10% สิ่งที่เข้าไม่ทำแน่นอนคือจ้างพนักงานออก แต่เค้าเปลี่ยนมุ่งมั่นที่จะทำของที่มีคุณภาพ คนที่ว่างจากงานที่ลดลง ก็ไปทำความสะอาดโรงงาน รดน้ำต้นไม้ เอาวิศวะกรเอาคนผลิตไปเจอลูกค้า เพื่อให้เกิดไอเดียในการทำสินค้า และเข้าใจกันระหว่างคนหางานเข้ามากับคนผลิตของไปขาย

4 ข้อที่นำมาใช้ได้ในยามวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ
ข้อที่1 สร้างสายสัมพันธ์กับพนักงานให้แน่นแฟ้นขึ้น
ข้อที่2 ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการที่ไม่ใช่วัตถุดิบทางตรงและค่าแรงงานทางตรงทั้งหมด
ข้อที่3 เป็นพนักงานขายทุกคน
ข้อที่4 มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าใหม่

ช่วงที่ 3 เพื่อโลก เพื่อมนุษยชาติ
เป็นช่วงที่ทำให้เข้าใจในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับธุรกิจคือการทำเพื่อมนุษย์ ใช้ความเป็นมนุษย์ ระบบทุนนิยมไม่ใช่ปัญหา แต่อยู่ที่จิตใจ หากต้องการมากเกินไปจนทำร้ายคนอื่นสุดท้ายธุรกิจก็จะพัง จงใช้ความคิดแบบมนุษย์ จัดการตัดสินใจด้วยความเป็นมนุษย์

ช่วงที่ 4 ดำเนินการด้วยคุณธรรม
มาตรฐานการตัดสินใจการบริหารทั้งหมดได้ถูกรวบรวมไว้อยู่ในคำถามว่า "อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องในฐานะมนุษย์" แล้วจงถามว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องในฐานะมนุษย์ และนำคำตอบที่ออกมาด้วยตัวของมันเองไปทุ่มเทปฎิบัติให้สำเร็จ

ช่วงที่ 5-6 เป็นช่วงของการพื้นฟู JAL และ การฟื้นฟูญี่ปุ่น อาจไม่เห็นกระบวนการมากมาย นำหลักการเดียวกับที่บริหารบริษัทตัวเองมาใช้ ซึ่งก็ได้ผลสามารถฟื้นฟูกิจการกลับมาสง่าผ่าเผยได้อีกครั้ง  ถือว่าเสียดายที่ไม่ได้ลงรายละเอียด แต่กว่าจะอ่านมาถึงบทนี้ ก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้วสำหรับการได้อ่านแนวคิดการบริหารงานที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที


แนะนำซื้อเลยครับ ถอยก็ตาย วิกฤติยังไงก็ต้องสู้  ราคา 200 บาท

***********************************************
โอ วีระ เจียรนัยพานิชย์
นักการตลาด นักสร้างเครือข่ายธุรกิจ นักสร้างพันธมิตรธุรกิจSME
ติดตามข่าวสารได้ในช่องทางต่างๆดังนี้
Twitter @oweera
LINE@ @oweera อย่าลืมมี @ ด้วยนะครับ http://line.me/ti/p/%40oweera
BLOG http://oweera.blogspot.com
Fanpage https://facebook.com/SMENetworkingThailand

วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ชี้แจงราคา รักษาประสบการณ์ลูกค้า

เห็นขวดสวยดีมีโลโก้
เชื่อสิว่ามีคนอยากได้ เพื่อป้องกันปัญหามนุษย์ป้า ป๋าเห็นแก่ตัวที่คิดว่าจ่ายค่าโรงแรมแล้ว ขอ(ขโมย)ของที่ระลึกไปเก็บที่บ้าน
โรงแรมจึงแจ้งไว้ให้เห็นเด่นชัดทั้งรายการทุกอย่างและป้ายในห้องน้ำเตือนใจ หากอยากได้200บาทนะจ๊ะ #เพราะรักเลยบอกก่อน
การให้คำประกาศที่ชัดเจนนอกจากจะป้องกันปัญหาการทะเลาะกัน ความเข้าใจผิดของลูกค้าที่ทึกทักเอาเองยังรักษาสิทธิลูกค้าคนอื่นด้วย เช่นร้านอาหารฟาสฟู๊ดที่มีที่นั่ง ติดประกาศกำหนดเวลาใช้ที่นั่งไม่เกินXXนาทีเพื่อแบ่งปันที่นั่งให้ลูกค้าท่านอื่น สร้างความสงบสุข บริหารความคาดหวัง ลูกค้าผู้น่ารัก
#รักเลย #ความรู้รอบตัวSME

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

YEC ต้องเป็นคนเก่งและคนดี

นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าจับตาอีกคนหนึ่งบนบทบาทYEC กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่เก่งและดี คุณโอม ชาธิป เป็นหนึ่งตัวอย่างของ คำว่าเก่งและดีี

ธุรกิจส่วนตัวคุณโอมสร้างธุรกิจดิจิตอลแพคเกจจิ้งปรับเปลี่ยนเติบโตไปกับยุคสมัย จนเป็นผู้นำ แต่ยังสละเวลาส่วนหนึ่ง (ซึ่งผมว่าเกือบเป็นส่วนใหญ่ของชีวิต ) มาเรียนรู้กับเพื่อนนักธุรกิจรุ่นใหม่และนำเครือข่ายนักธุรกิจช่วยพัฒนาจังหวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม

แอบติดตามเห็นบุคคลฐานะเจ้าสัว นั่งรถตระเวนเยี่ยมเยียนเพื่อนๆตั้งแต่ธุรกิจในเมืองไปจนถึงเกษตรกร แล้วเอาความรู้บวกประสบการณ์มาสร้างโครงการดีๆให้สมุทรสาคร

อยากให้อ่านข่าวนี้จะเคารพรักผู้ชายคนนี้อย่างผม

วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Food Maker co.,ltd จากพ่อค้าคนกลางสู่ธุรกิจ Social Enterprise

แนวคิดธุรกิจ SE หรือ Social Enterprise นำมาใช้ได้กับทุกธุรกิจ แม้กระทั่ง ธุรกิจที่สังคมชอบมองว่าเป็น คนเอาเปรียบเกษตรกร อย่างพ่อค้าคนกลางรับซื้อผลผลิตการเกษตร




ผมได้มีโอกาสพบกับ  คุณดิ๊ก หรือ คุณชัยนันท์ หาญยุทธ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฟูด เมกเกอร์ จำกัด  เจ้าของ Food Maker Co.,Ltd คนน่านคืนถิ่นกลับออกจากกรุงเทพมาพัฒนาธุรกิจที่บ้าน เอาแนวคิดธุรกิจที่จะสร้างสังคมให้ดีขึ้นกลับมา จากเดิมที่ธุรกิจที่ครอบครัวทำคือซื้อข้าวโพด และลำใย การเป็นพ่อค้าคนกลาง ที่มองเห็นคู่ค้าคนสำคัญอย่างชาวไร่ ชาวสวน ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ จึงอยากหาทางช่วยเหลือ แต่การจะเปลี่ยนแปลงชาวสวนไม่ใช่เรื่องง่าย
.
เพื่อให้รู้จริงจึงเลือกไปช่วยศึกษาชาวสวนลำใยดูต้นทุนการปลูกต้องใช้สารเคมีใช้ปุ๋ยเยอะมาก การทำ Social Enterprise ต้องทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับประโยชน์ และคืนผลประโยชน์สู่ธรรมชาติและสังคม ร่วมกันหากทำให้ต้นทุนต่ำกว่านี้ จึงเลือกแนวทางเกษตรอินทรีย์


เพื่อให้ชาวสวนไม่ต้องใช้สารเคมี ซึ่งเป็นเรื่องยากที่สุดเพราะมันอาจทำให้ผลผลิตหรือรายได้ไม่ได้ตามที่ชาวสวนต้องการ คุณดิ๊กจึงใช้ความเป็นพ่อค้าคนกลางหาตลาดที่เป็นอินทรีย์มารองรับ รับซื้อในราคาที่สูงกว่าลำใยทั่วไป และเป็นตัวกลางจัดหาปุ๋ยและทดลองทำให้ต้นทุนต่ำลงมา ให้ยืมปุ๋ยไปปลูกและหักค่าใช้จ่ายตอนรับซื้อ ชวนชาวสวนทำบัญชีให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น


ในฐานะนักธุรกิจเมื่อได้ผลผลิตที่ดีก็นำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่าจากลำใยอบแห้งสู่น้ำลำใย ผู้บริโภคได้ทางเลือกอาหารปลอดภัยไร้สารเคมี เกษตรกรได้รายได้สูงขึ้น จนตอนนี้ชาวสวนมาร่วมโครงการมากขึ้นจากไม่กี่ไร่ จนขยายไปหลายตำบลในจังหวัดน่าน
นับเป็นการนำกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่และแนวคิดการทำ Social Enterprise มาปรับใช้ในธุรกิจคนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นฝีมือการบริหารของคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาธุรกิจครอบครัวและสังคมท้องถิ่นได้อย่างดีเยี่ยม
Credits.รูปภาพจาก foodmaker Co.,Ltd.
https://www.facebook.com/foodmakerthai

***********************************************
โอ วีระ เจียรนัยพานิชย์
นักการตลาด นักสร้างเครือข่ายธุรกิจ นักสร้างพันธมิตรธุรกิจSME
ติดตามข่าวสารได้ในช่องทางต่างๆดังนี้
Twitter @oweera
LINE@ @oweera อย่าลืมมี @ ด้วยนะครับ http://line.me/ti/p/%40oweera
BLOG http://oweera.blogspot.com
Fanpage https://facebook.com/SMENetworkingThailand

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

YEC คือ เครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่น่าสนใจ

YEC คืออะไร YEC (Young Enterpreneur chamber of commerce) เป็นโครงการรวมกลุ่มของนักธุรกิจรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาเครือข่ายสมาชิกและธุรกิจของนักธุรกิจรุ่นใหม่

ด้วยงานและการดูแลธุรกิจ SME ในส่วนของภูมิภาค ผมได้มีโอกาสเจอนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ทำงานในนามของ YEC หลายท่าน แต่ละที่ก็มีความคิดมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น
YEC คือ คนที่มีใจจิตดีชอบช่วยเหลือสังคม
YEC คือ กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของจังหวัด
YEC คือ กลุ่มลูกหลานนักธุรกิจในจังหวัดที่รวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม
YEC คือ กลุ่มนักธุรกิจที่รวมตัวกันเพื่อสร้างคอนเนคชั่น
แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามผมเชื่อว่า นี่คือกลุ่มนักธุรกิจที่เป็นความหวังของระบบเศรษฐกิจไทย ระบบเศรษฐกิจไม้พุ่ม หรือ ระบบเศรษฐกิจที่มีรายเล็กจำนวนมากๆที่คอยค้ำยันพยุงเศรษฐกิจของประเทศ เจอนักธุรกิจมาหลายท่าน แต่ผมชอบบทสัมภาษณ์ของ กวิน ว่องกุศลกิจ ประธาน YEC BKK จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ 

คุณกวิน ว่องกุศลกิจ ประธาน YEC กรุงเทพฯ ทำให้เห็นความแตกต่างในความเป็น YEC จากภาพที่เคยเจอมากๆ และนี่คือภาพที่ชัดเจนของ การใช้พลังของเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ให้มีพลังต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง (แนะนำอ่านบทสัมภาษณ์)

1.YECเป็นตัวแทนและเป็นจุดเชื่อมต่อของนักธุรกิจไทยและต่างประเทศผ่านเครือข่ายของหอการค้าทั่วโลก

2.เรียนรู้ร่วมกันแบบ Many to Many  การเข้ามาร่วมกันเรียนรู้แบบอองเทอเพรอนัวร์ entrepreneur คือการเรียนรู้จากเพื่อนที่เคยผ่านประสบการณ์ มีคอร์สอบรมที่ไม่ใช่นั่งเรียนตามหลักสูตรแต่เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตามความสนใจของกลุ่มต่างๆ เช่นการเรียน Pitching นวัตกรรม ผมเชื่อมั่นว่าการจัดกลุ่มแบบ CoP (Community of Practice)  เป็นแนวทางการพัฒนาความรู้ตามเรื่องที่สนใจ จะทำให้เครื่อข่ายธุรกิจแข็งแรงมั่นคงได้

3.Co-creation และการเป็นพื้นที่ให้เกิดการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ และ การหาสินค้า ประหยัดต้นทุนธุรกิจได้มาก หรือการร่วมมือกันสร้างบริการใหม่ๆ

Mindset หนึ่งที่ผมชอบคือความชัดเจนว่า YEC เป็นส่วนหนึ่งของหอการค้าจากที่เคยได้ยินมาหลายครั้งว่า YEC กับหอการค้าแยกกัน  และ เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐสู่นักธุรกิจ และประเด็นที่บอกว่าคนเป็น YEC ต้องมีทั้งความสามารถและอาวุโสเพียงพอ มีจิตใจที่จะให้ Mindset หรือวิธีคิดอย่างนี้คือกำลังสำคัญของการพัฒนาธุรกิจของประเทศจริงๆ

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-49469

***********************************************
โอ วีระ เจียรนัยพานิชย์
นักการตลาด นักสร้างเครือข่ายธุรกิจ นักสร้างพันธมิตรธุรกิจSME
ติดตามข่าวสารได้ในช่องทางต่างๆดังนี้
Twitter @oweera
LINE@ @oweera อย่าลืมมี @ ด้วยนะครับ http://line.me/ti/p/%40oweera
BLOG http://oweera.blogspot.com
Fanpage https://facebook.com/SMENetworkingThailand


เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...