วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

งูเหล็กทะลวงท่อตัน แก้ปัญหาท่อตันด้วยตัวเองง่ายๆ

คำเตือน โปรดใช้ความระมัดระวังและเลือกเวลาในการอ่าน ไม่เหมาะสมกับตอนกินข้าว แต่เหมาะมากหากเกิดปัญหา
ท่อตัน บ่อดักไขมันตัน อ่างล้างจานตัน ส้วมตัน อ่างล้างหน้าตัน 

ปัญหาท่อตันเรื่องนี้เกิดขึ้นได้กับทุกๆบ้าน คนที่เป็นพ่อบ้านก็จำเป็นต้องลงมือจัดการเองก่อนที่จะต้องเรียกช่างมาแก้ปัญหาเป็นการเพิ่มความสามัคคีในบ้านอีกอย่างหนึ่ง  เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อบ้านเริ่มมีกลิ่นเหมือนกลิ่นขยะ ไม่นานเวลาล้างจานก็มีน้ำไหลออกมาจากบ่อดักไขมันใต้ซิงค์ล้างจานนั่นแหละครับแสดงว่ามีการอุดตันเกิดขึ้นแล้ว
ก่อนอื่นเรามารู้จักบ่อดักไขมันก่อนนะครับ cr รูปภาพจาก เวปหมอบ้าน  หลักการของบ่อดักไขมันคือน้ำทิ้งจากที่ล้างจาน ซึ่งมีไขมันปนอยู่จะไหลมาทางท่อน้ำทิ้งเข้า แล้วผ่านตระแกรงดักเศษอาหาร ไขมันที่เบากว่าน้ำจะลอยอยู่เหนือท่อน้ำออกน้ำที่ไม่มีไขมันจะไหลออกไปสู่บ่อพักก่อนลงสู่ท่าสาธารณะ

ดังนั้นหากน้ำล้นออกมาแสดงว่า มีบางสิ่งอุดตันท่อที่ทางออก หรือไม่ก็เศษอาหารเต็มบ่อจนไม่มีทางให้น้ำไหลผ่าน  สำหรับกรณีที่ผมเจอที่บ้านคือตักเศษอาหารออกจนหมดแล้ว ลองฉีดน้ำไปในท่อน้ำออกน้ำก็ไหลย้อนกลับลงมาที่บ่อดักไขมัน จึงต้องไปหาอุปกรณ์ตัวช่วยทะลวงท่อ

จากจุดนี้ไปโปรดใช้ความระมัดระวังในการอ่าน เรื่องจริง ภาพจริง ไม่มีตัดต่อ และ ไม่มีเซนเซอร์​

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ หาให้เจอก่อนว่าบ่อดักไขมันอยู่ตรงไหน เดินทางตามเส้นทางสายน้ำไปก็จะเจอฝาสีดำๆใต้อ่างล้างจาน ดังภาพ

บนฝาจะมีหมุดอยู่สองอัน ลองหมุน แล้วบิดฝาดู ก่อนเปิดทำใจนิดนึงสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวรอท่านอยู่ เพราะไม่ใช่จะมีแต่เศษอาหารที่ลงไปในนั้น บางครั้งอาจมีแมลงสาบ หรือสัตว์เลื้อยคลานลอดผ่านซิ้งค์ล้างจานลงไป ใช้ความระวังนิดนึงครับ

แต่นแต้น...



รอดครับไม่มีสัตว์เลื้อยคลานหรือแมลงสาบบินได้ที่แสนน่ากลัว สิ่งที่เห็นคือก้อนไขมันที่เราปล่อยหมักหมมอยู่ในบ่อพักครับความจริงแล้วควรจะต้องตักออกทุกสัปดาห์ 
อ้อ..จากในภาพปกติบ่อไม่ควรมีน้ำเต็มขนาดนี้ครับ ดังนั้นเราจึงต้องนำน้องน้ำ น้องไขมันเหล่านี้ออกไปก่อนเพื่อให้เห็นท่อน้ำเข้าน้ำออกครับ 

วิธีนำน้ำออกมีสองวิธีครับ คือตักออก กับสูบออก แต่ขอแนะนำให้ตักไขมันที่ลอยอยู่ใส่ถุงดำไปทิ้งก่อนเพื่อเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมครับ...เมื่อทำเสร็จคุณจะรู้สึกตัวเองเป็นพระเอกมากๆ เสร็จแล้วก็นำน้องน้ำออกมา ผมใช้วิธีตักออกครับเพราะไม่มีอุปกรณ์สูบน้ำ

ตักไปซักพักอ่าว!! คิดได้ทำไมไม่ใส่ถุงมือ -_-' วิ่งไปหาอุปกรณ์มาเข้าแถวแสดงตัวก่อน 


อุปกรณ์ทะลวงท่อที่จะใช้ในการทำภาระกิจที่สำคัญมีดังนี้ 
  1. ถุง(มือ)ยาง เอาแบบแขนยาวๆหน่อยก็ดีเผื่อรังเกียจน้ำเน่า
  2. ถุงดำไว้ตักไขมันและใส่เศษอาหาร
  3. แก้วกาแฟเก่าพร้อมทิ้ง
  4. ลวดสปริงทะลวงท่อ หรือ งูเหล็กทะลวงท่อ (หาซื้อได้ตามร้านวัสดุก่อสร้างความยาว5เมตรไม่น่าเกิน400บาท ผมซื้อ 370บาท)

เริ่มตักไขมันออกใส่ถุงดำแล้วตักน้ำไปทิ้งก่อน พอน้ำลดลงจะเห็นตะแกรงกรองเศษอาหาร นำมันไปเททิ้งซะ

จากนั้นนำลวดสปริง หรือเจ้างูเหล็กมาประกอบร่าง โดยเอาปลายด้านเล็กประกอบเข้ากับแกนหมุน ซึ่งมีประโยชน์สองอย่างคือช่วยหมุนทะลวง และอย่างที่สองกันลวดหลุดเข้าไปในท่อ

นำสายลวดด้านที่ไม่มีแกนหมุน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหัวลวดสปริงขนาดใหญ่กว่าสายลวด มีปลายที่คมซักนิดเพื่อเกี่ยวหรือเจาะสิ่งของที่ขวางทางไหลของน้ำอยู่ ดันมันเข้าไปเรื่อยๆหากติดก็หมุนแกนหรือด้ามจับพร้อมดันไปข้างหน้า ส่วนใหญ่ไม่ยากเพราะคงน่าจะเป็นเศษอาหาร เศษผมขนาดไม่ใหญ่ ไม่งั้นคงผ่านท่อไปไม่ได้


ค่อยๆดันเข้าไปเรื่อยๆ จนมั่นใจว่าสิ่งที่อุดตันอยู่หลุดไปแล้ว ค่อยๆลองปล่อยน้ำเข้าไปในท่อดู หากไม่ตันแล้วทิศทางไหนของน้ำน่าจะไปทางท่อน้ำออก หากน้ำไหลไปได้สะดวกมากขึ้น จึงค่อยๆหมุนดึงสายลวดสปริงออกมา

เท่านี้ก็จบภาระกิจ งูเหล็กทะลวงท่อแล้วครับ นำเจ้างูเหล็กมาทำความสะอาดผึ่งให้แห้งก่อนจึงเก็บเข้าซอง

ปกติค่าจ้างช่างมา ราคาประมาณ​800-1000 บาทเพราะเค้าต้องคิดค่าเดินทางด้วย แต่งานนี้ไม่ยากครับทำเองได้ ลวดสปริงทะลวงท่อ นี้ยังเก็บไว้ใช้ทำประโยชน์ได้อีกเยอะ ทั้งส้วมตัน ท่อน้ำ อ่างอาบน้ำตัน อ่อ เจ้างูเหล็กนี้ใช้ได้เฉพาะท่อที่เปิดฝาได้นะครับ 

ใครอ่านมาถึงตรงนี้ขอให้โชคดีและสนุกกับการล้างท่อครับ  


Tax clinic คลีนิคภาษี2556 นวัตกรรมใหม่ให้บริการSME



คลีนิคภาษี นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการให้บริการของภาครัฐที่พยายามตอบสนองความต้องการของประชาชน และเป็นการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่ AEC 
ข้อมูลเพิ่มเติมที่


กระทรวงการคลัง เดินหน้าเปิดให้บริการ โครงการคลินิกภาษีกระทรวงการคลัง ทั่วประเทศ บูรณาการความรู้ด้านภาษีอากรแบบออนไลน์ ผสานความร่วมมือเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านภาษีอากรจาก กรมสรรพากรกรมศุลกากร และ กรมสรรพสามิตแบบ One Stop Service บริการให้ความรู้และคำปรึกษาด้านภาษีแก่ SMEs เพื่อเสริมสร้างศักยภาพธุรกิจไทยสู่ AEC โดยมี นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงาน ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันกฎหมายด้านภาษีของไทยยังมีความสลับซับซ้อน ข้อมูลทางด้านภาษียังจัดไม่เป็นระบบ การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทำได้ยาก ส่งผลให้การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของภาคเอกชนอย่างถูกต้องเป็นไปได้โดยยาก ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องสูญเสียทั้งเวลาและงบประมาณในการค้นคว้าหาข้อมูล การเดินทางไปติดต่อสำนักงานภาษี  การ กรอกเอกสาร และการจ้างที่ปรึกษา ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ได้กลายเป็นภาระที่ส่งผลให้ศักยภาพด้านการแข่งขันของภาคเอกชนลดลง
คลินิกภาษีกระทรวงการคลัง เป็นนวัตกรรมใหม่ของกระทรวงการคลังในการพัฒนารูปแบบการให้บริการด้านภาษีในรูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความสะดวก รวดเร็ว และ การให้บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการให้บริการกับผู้ประกอบรายใหม่ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs และ ประชาชนทั่วไป โดยกรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ได้บูรณาการผสานความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการคลินิกภาษีร่วมกัน โดยรวบรวมองค์ความรู้ด้านภาษีอากรจาก 3 กรมภาษี มาจัดเก็บอยู่ในระบบไอทีและเผยแพร่ทาง Web site, Mobile Application และ Social Media เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้บริการด้านความรู้ภาษีอากร โดยมีวัตถุประสงค์ช่วยลดภาระการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของภาคเอกชนให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเมื่อภาคเอกชนมีต้นทุนลดต่ำลง ก็จะมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น”

นายอารีย์พงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่าโครงการคลินิกภาษีได้รวบรวมองค์ความรู้จาก 3 กรมจัดเก็บภาษี มาไว้ ณ จุดเดียว ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับภาคเอกชนในเข้าถึงองค์ความรู้เรื่องภาษีผ่านทางช่องทางต่างๆ ทันสมัย ที่สำคัญยังช่วยลดโอกาสของความผิดพลาดในการทำระบบภาษีของธุรกิจ ที่อาจจะต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก นอกจากนี้ยังจะมีการอัพเดทข้อมูลด้านภาษีใหม่ๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ส่งตรงถึงผู้ประกอบการผ่านเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ก
ปัจจุบันมีข้อมูลแยก55 ประเภทธุรกิจ และมีการเชิญชวนผู้ชมให้คะแนนด้วย


“ข้อมูลภาษีธุรกิจที่ถูกรวบรวมไว้ในเวบไซต์คลินิกภาษีกระทรวงการคลัง ที่ในปัจจุบันมีจำนวน เพียง 55 ธุรกิจ ถือว่าเป็นแค่การเริ่มต้นในระยะแรก ในอนาคตจะขยายเพิ่มมากขึ้นไปในทุกธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางและฐานความรู้ทางด้านภาษีประเภทต่างๆ ทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน รวบรวมข้อมูลด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพภาคเอกชนไทยในการแข่งขันบนเวทีของ AEC ซึ่งกระทรวงการคลังมุ่งหวังว่าเมื่อผู้ประกอบการเข้าใจในระบบภาษีอย่างแท้จริง จะเห็นประโยชน์ของการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งล้วนแล้วแต่มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ไม่ว่าจะเป็นการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม สิทธิพิเศษด้านภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ เพราะหากต้องกังวลกับการหลบเลี่ยงภาษี ก็คงไม่สามารถที่จะขยายธุรกิจได้อย่างเต็มที่”
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการคณะกรรมการกำกับ ติดตามและประเมินผลโครงการคลินิกภาษีกระทรวงการคลัง กล่าวถึงโครงการคลินิกภาษีกระทรวงการคลังว่า เป็นโครงการสร้างนวัตกรรมการให้บริการด้านภาษีรูปแบบใหม่ ของ 3 กรมภาษี ซึ่งมุ่งเน้นให้บริการแบบบูรณาการ ณ จุดเดียว ที่สามารถตอบสนองผู้ประกอบการและประชาชนให้ตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น
“โครงการคลินิกภาษี มีขอบเขตการดำเนินงานโดยมุ่งเน้นการให้บริการ 2 ด้านคือการให้ความรู้ และการให้คำปรึกษา โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้บูรณาการ 3 กรมภาษีเป็นรายธุรกิจแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความรู้ และทรัพยากรที่จำกัดในการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบภาษี นอกจากจะเข้าไปหาความรู้เรื่องของภาษีธุรกิจในเวบไซต์คลินิกภาษีได้ด้วยตนเองแล้ว ยังมีหมอภาษี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาเรื่องภาษีธุรกิจประจำอยู่ ณ จุดให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ จำนวน 268 จุดทั่วประเทศของทั้ง 3 หน่วยงาน ซึ่งจากการเปิดให้บริการในส่วนของเวบไซต์ อย่างไม่เป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา พบว่ามีจำนวนผู้เข้าชมเวบไซต์คลิกนิภาษีกระทรวงการคลังถึง 36,229 ราย และมี Page Visit จำนวน 117,000 Page Visit แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาก ซึ่งคาดว่าเมื่อเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ มีการประชาสัมพันธ์ออกไปอย่างกว้างขวาง จะทำให้มีผู้เข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก”

ปัจจุบัน “คลินิกภาษีกระทรวงการคลัง” ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาษีสำหรับการประกอบธุรกิจต่างๆ ที่น่าสนใจไว้อย่างละเอียดจำนวน 55 ธุรกิจ และอยู่ในระหว่างการเพิ่มเติมข้อมูลกลุ่มธุรกิจอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง โดยผู้สนใจสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภาษีสำหรับธุรกิจต่างๆ ได้ที่ เวบไซต์คลินิกภาษี http://taxclinic.mof.go.th
รวมทั้งยังเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านภาษีให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นผ่าน Mobile Application สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ต ทั้งในระบบ i-OS และ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลด Application Tax Clinic ได้จาก App Store และ Google Play รวมถึงการเชื่อมโยงกับ Social Network เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้บริการ และยังได้มีการพัฒนาระบบการให้บริการที่เรียกว่า E-appointment หรือ ระบบนัดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถขอนัดรับคำปรึกษาเรื่องภาษีจากผู้เชี่ยวชาญของทั้ง 3 กรมภาษีได้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยจะมี “หมอภาษี” ประจำอยู่ ณ จุดให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ จำนวน 268 จุดทั่วประเทศของทั้ง 3 หน่วยงาน และยังมี Call Center 1689 อีก 10 คู่สาย เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ประกอบการประชาชน ในการติดต่อเจ้าหน้าที่ ที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง



วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เส้นทางการเดินทางครั้งใหม่กับ KSME Phuket

จบการอบรม ​#KSME  Phuket รุ่น19 อย่างเป็นทางการ มีเรื่องราวน่าจดจำมากมาย
อดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ หรือคุณก้อง แห่งเซเป้ บิวติดริ้งค์

- กลับมาทำ #KSMECARE อีกครั้ง
- เดินทางมาภูเก็ตหลายครั้งคุ้นเคยสนามบินมากๆ แต่ยังไม่เคยได้เห็นทะเลภูเก็ตเลย
- อาจารย์ที่มาสอนแต่ละท่าน ไม่ได้สอนตามที่กำหนดเลยซักคน ไม่สอนตรงตามหัวข้อ #แถมตลอด ทุกวิชาความรู้สำหรับผู้ประกอบการมันเป็นเส้นประ ไม่ใช่เป็นเส้นทึบ เก่งด้านเดียวไม่รอด
- ชาวภูเก็ตน่ารักเป็นกันเองมากๆ และเก่งมากๆ

KSME Phuket กับการดูงาน


ดีใจที่ได้ร่วมคิดร่วมต่อยอดตั้งแต่ต้นจนจบโครงการ ทดลองทำอะไรใหม่ๆมากมาย มีทีมทำงานที่เป็นมืออาชีพมากๆ
โกเล็ก แห่งเขาหลักบันดาลี นักสู้ SME ในพื้นที่จริงๆ

โกเล็ก โกหลาย และคุณแพรลูกสาวคนสวย 



- ปริ๊น/พี่ป๊อป วราธัช ตันติวรวงศ์  หัวหน้าทีมวางแผนจัดการเป็นเลิศ
- พี่บอย พิภวัตว์ ภัทรนาวิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ที่ให้โอกาสน้องๆทำงานสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่
- บอย เจ้าพ่อevent ตัวจริงมองทะลุทุกงานevent เห็นป้องกันแก้ปัญหาได้ตลอด
- บอมม์ เป็นเป็นเหมือนเลขาธิการ ประสานสิบทิศจัดคิวให้ทุกคน และแจ้งเกิดกับการเป็นพิธีกรในวันสุดท้าย (งานต่อไปน้องบอมลุยเดี่ยวโลด)
- น้องหน่อย น้องสาวคนเล็กของทีมที่รับหน้าทุกงานทุกปัญหาหากไม่มีน้องหน่อยคงลำบากกันหน้าดู
- น้องป๊อป น้องแมร์​ น้องหน่อย ที่ร่วมแบ่งเบาภาระงานสับเปลี่ยนเวลากันมาร่วมดูแล
ดีใจที่ได้ถกได้เถียงได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับทุกๆคน
วิวภูเก็ตที่ได้ถ่ายรูปคือ ในเมืองกับภูเขา
โจทย์ที่ คุณพิภวัตว์ ภัทรนาวิก ผู้บริหารทิ้งท้ายตอนจบทำให้ต้องคิดต่ออีกเยอะ
 "วันนี้ก็จบไปอีกรุ่นแต่โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรให้ทั้งหมดที่เคยผ่านการอบรมเป็นเครือข่ายหนึ่งเดียวกัน"

ผู้บริหารสนุกกับการคิดโจทย์ และทำให้ลูกน้องสนุกกับการแก้โจทย์ 

 ทำให้องค์กรเคลื่อนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Hao123 คืออะไร

เห็นคนพูดถึง เวปบราวเซอร์ติดเหา ก็งงงงเลยไปลองหาข้อมูลดู ถามผู้รู้ได้ความว่า มันคือ ฮ่าว หนึ่ง สอง สาม หรือ Hao123  จึงลองใช้ Hao123.com ดูซัก1สัปดาห์


Hao ออกเสียงว่า ฮ่าว hǎo แปลได้หลายความหมาย อาจจะแปลว่า "มาก" หรือแปลว่า "ดี" "ชอบ"  Hao123.com เวปนี้เป็นเวปของประเทศจีน ที่ต้องการจะให้คนใช้เวปนี้เป็นหน้าแรก เป็นเวปอำนวยความสะดวกทำให้เปิดหน้าเวปขึ้นมาแล้วเจอของที่ใช้อยู่ประจำ เหมือน ไอคอนบนเดสทอปวินโดว์

ปัญหาของคนที่บ่นๆ หาวิธีเอาออกกัน ก็เพราะว่า เวลาเราลงโปรแกรมบางตัว หรือไปกดติดตั้ง เจ้าเวปตัวนี้จะแก้เอาออกค่อนข้างยาก

คนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาคือโหลดลงเครื่อง ผมลองใช้แค่เลือกให้เป็นหน้าแรก

แต่ด้วยความรู้ว่ามันเอาออกยากบวกกับไม่ใช่เซียน จึงไม่ได้ทำการติดตั้งแต่ลองใช้งานดูเพราะอยากรู้ว่าเวปที่มีคนเข้าอันดับที่4ของประเทศไทยนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง ซึ่งพอสรุปว่ามีข้อดีอย่างไรบ้่างในการใช้ก็ได้มาประมาณ 7 ข้อ
  1. สะดวกเหมือนมี Icon เข้าเวปที่เราเข้าบ่อยๆไม่ต้องพิมพ์ URL หรือล๊อกไว้ที่ไอคอนบาร์
  2. เวลาจะค้นหา วีดีโอใน Youtube หรือไฟล์เพลงไฟล์หนังที่มีคนแชร์ไว้ใน 4Share วีดีโอที่คนสนใจ ก็พิมพ์ค้นหาที่ใต้ไอคอน ค้นหาได้เลย 
    Hao123
     การค้นหาข้อมูลในเวป Youtube ทำได้เลยไม่ต้องเช้าเวปYoutube ก่อน
  3. มีการจัดหมวดหมู่เวปที่สนใจและจัดลำดับไว้ให้เพื่อให้เราเข้าถึงได้เร็ว
  4. การสรุปเนื้อหาข่าวสารที่เราควรรู้ พวกอุณหภูมิประจำวัน พยาการอากาศ
  5. ตั้งหน้าเวปที่เราต้องการเข้าบ่อยๆไว้ได้ โดยจะมี ไอคอนด้านหน้าเวปทำให้จำง่ายๆ 
  6. การค้้นหาข้อมูลผ่าน Google หรือ Yahoo มีรูปแบบการค้นหาที่มากกว่าของเวปเจ้าของเค้าซะอีก จะค้นรูป เวป รูป วีดีโอ wiki
  7. เล่นFacebook ได้ทันที เห็นการUpdate 
หลังจากได้ลองใช้แล้วรู้สึกสะดวกดี เวปนี้เป็นของไปตู๋ http://www.baidu.com/ เวป Search อันดับหนึ่งของจีน จึงเป็นที่น่าจับตามองเรื่องการขยายตลาดด้านไอทีของจีนเริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยแล้ว ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและเป็นทั้งอุปสรรค
หากมองเป็นโอกาส การเข้าร่วมกับเวปของจีนก็จะทำให้สินค้าเราได้รับการค้นหาผ่าน เวปค้นหาข้อมูลได้
แต่หากมองเป็นภัยคุกคาม ก็ได้คือต่างชาติเริ่มเข้ามาลงทุนในไทยมากแล้ว บริษัทบ้านเราอาจโดนซื้อกิจการไปหมดถ้าเราไม่พัฒนาและสนับสนุนเวปของไทยด้วยกัน

ในความเห็นผมคิดว่าน่าลองใช้ http://th.hao123.com/ ดูจะทำให้เราเข้าใจมันมากขึ้นและต่อยอดสู่การทำการตลาดผ่าน Search เพิื่อขายสินค้าให้กับจีนได้

วิธีแก้ไข เมื่อโดน th.hao123.com ยึดหน้าแรกสำหรับ chrome

1. เข้าไปที่ตั้งค่า chrome://chrome/settings/
2. ตรง เริ่มต้น ให้เลือกอันสุดท้าย เปิดหน้าเว็บ หรือชุดของหน้าเว็บเฉพาะ กดตรง ตั้งค่าหน้าเว็บ แล้วตั้งให้กลับมาเป็น homepage เดิม
3. แก้ เครื่องมือค้นหา ให้กลับมาเป็นของ Google กดตรง จัดการเครื่องมือค้นหา ให้ลบ babylon ออก

วิธีแก้ไข เมื่อโดน th.hao123.com ยึดหน้าแรกสำหรับ IE

1. เข้าไปที่ Internet option ที่ tab general
2. ใส่ web site ใหม่ที่ต้องการ ตั้งเป็น home page
3. คลิกตรง tab Settings เลือกตรง when a new tab is oponed ให้ตั้งค่า เป็น blank
4. เข้า ไปที่ tab Program หา babylon แล้ว uninstall ออกซะ

วิธีแก้ไข เมื่อโดน th.hao123.com ยึดหน้าแรกสำหรับ FireFox

1. พิมพ์ about:config ไปที่ adress bar
2. seach คำว่า hao แล้วตั้งค่า

  2.1 ถ้า browser.starup.homepage ให้ใส่หน้า home page ที่คุณต้องการ
  2.2 browser.newtab ให้กดเป็น คืนค่า default หรือ ตั้งเป็นเว็ปไซค์ที่ต้องการ ส่วนนี้เอาไว้เซ็ทค่า เวลาที่ต้องการให้เปิดแทปใหม่แล้วเป็นหน้าอะไร

ตรงนี้ก็เสร็จไปส่วนหนึ่งแล้ว หาก ต้องการ check ต่ออีกหน่อย ให้ตั้งค่า browser.search.defaultenginename เป็น คืนค่าด้วย แล้วจะกลายเป็น Google

ใครโดนไปแล้วก็ลองเล่นกันก่อน...รำคาญเมื่อไรก็สามารถนำวิธีที่ทางทีมงานนำมาฝากกันวันนี้ไปแก้ไขดูครับ!!

ที่มา: thhao123com.blogspot.com

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Chew n Brew จุดบรรจบนักเดินทาง สู่ร้านอร่อยบรรยากาศดี ย่านทองหล่อ13 บรรจบ สุขุมวิท 49

ร้านอาหารแนะนำ Chew n Brew โทร 02 185 3181


ตึ้งตึง เสียงดังทักทายมาจากเพื่อนรักนักกินทางtwitter อย่าง ...( สวยรวยเก่งฉลาด ลองค้นคำนี้ใน Google ดู ) ชวนไปกินร้านเปิดใหม่ของเพื่อนสาวพร้อมกับเหล่านักชิมอาหารระดับนักเขียน รีบตอบรับทันทีเพราะชื่อเสียงคนชวน ไม่มีคำว่าไม่อร่อย
เป้าหมายวันนี้คือ Chew n' Brew ร้านอาหารตกแต่งสวยงามอยู่ในซอยสุขุมวิท 49/11  การเดินทางลงรถไฟฟ้าที่พร้อมพงษ์ เรียกTaxiหรือ มอไซด์ บอกไปร้านChew and Brew ข้่างปั๊มน้ำมัน TPI หรือหากขับรถมาเองแนะนำเข้าซอยสุขุมวิท49วิ่งไปเรื่อยๆผ่าน รพ.สมิติเวช มองทางซ้ายไว้ร้านอยู่ก่อนถึงปั๊ม ที่ร้านมีที่จอดรถ ดูแผนที่ได้ตามภาพนี้เลยครับ

https://www.facebook.com/chewandbrew

เมนูเด็ดของร้านนี้ที่น่าลอง มีหลากหลาย ราคา กลางไม่ถูกไม่แพง แต่รสชาดเด็ดครับ เป็นอาหารแบบอินเตอร์ที่รสถูกปากคนไทย แน่นอน เหมาะกับการพาลูกค้ามาเลี้ยง หรือสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูง งบประมาณหัวละ 400-500 น่าจะทานได้อร่อยครบทั้งอาหารพร้อมเครื่องดื่มรสเยี่ยมครับ




มาพาไปดูบรรยากาสในร้านครับ concept นักเดินทาง มีของสะสมมาตกแต่งร้านได้ลงตัว สมกับที่เจ้าของเป็นนักท่องเที่ยวตัวยง

 ด้วยชั้นวางไวน์ ซึ่งตรงนี้เป็นเวทีเล่นสดในวันศุกร์เสาร์ 


จัดที่นั่งได้มีพื้นที่ไม่อึดอัดจนเกินไป

บาร์น้ำตรงจุดนี้มีคอเทล รสเลิศครับ ลองซักเมนูจะติดใจ



 อาหารที่นี่รสชาติจัดจ้าน เมนูไหนใส่พริกจะมีรสเผ็ดนำมาเลยครับ ภาพอาหารข้างล่างนี้ จำชื่อได้ไม่หมดแต่คือเมนูที่คัดสรรแล้วครับ 4 ดาวขึ้นทุกเมนู

กลุ่มแรก ทานเล่นๆ เพลินๆ เกินห้ามใจ ใช้เรียกน้ำย่อย รออาหารหลัก หรือกินแกล้มไวน์กับค๊อกเทลสำหรับมื้อเบาๆหลังอิ่มท้องแล้วเป็นอาหารเสริมบรรยากาศที่ไม่เลวเลยทีเดียว

ปลาหมึกทอดกรอบกับพริก เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่ดี
ไก่ตระกร้า ไก่ทอดรสแซบ ไม่แพ้ปลาหมึกเมื่อสักครู่ 


ตามด้วยนาโช่หมู​(จำชื่อไม่ได้) ที่โรยมาด้วยพริก

Party Cup cocktail served for 4 persons #แรง

เมนูหลักอิ่มท้อง รสชาติเข้มข้นถึงรสทุกจานเมนูแนะนำ

  • พิซซ่า
  • สปาเก็ตตี้ 
  • สเต็กปลา/หมู
  • แกะจิ้มแจ่ว



เสต็กหมู กับซ๊อสอะไรจำไม่ได้ กินเสร็จนั่งทายกันดูว่าซอสอะไร เมนูนี้แนะนำท้าทายประสาทลิ้นดีครับ
(เฉลย ซ๊อสผสมจากเบคอนบดกับไวน์แดง) 

สปาร์เก็ตตี้ กุ้งแม่น้ำ กับพริกแห้ง ทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยนแบบอาหารอิตาเลี่ยนทั่วไป

สปาเก็ตตี้ทะเล สัตว์ทะเลที่นี่ตัวใหญ่ทุกตัว เจ้าของร้านบอก คัดอาหารทะเลจากตลาด อตก.







ปิดท้าย ล้างปากด้วยของหวาน สองอย่างที่ไม่ควรพลาดครับ








วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

MedicalHub โอกาสทองของธุรกิจ SME ไทย(ตอนที่ 3)


การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ตอบรับกับการเติบโตของ การเป็น Medical Hub ของประเทศไทย



แม้ว่าหลายๆ ฝ่าย จะมองว่าปัจจุบัน ไทยได้ก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์แห่งเอเชีย (Medical Hub of Asia) แล้ว แต่ทั้งนี้ ยังมีคู่แข่งที่สำคัญอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินเดีย ที่มีความพร้อมที่จะขึ้นมาเป็น Medical Hub ได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรมีการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของธุรกิจร่วมกัน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ได้อย่างมั่นคง โดยปัจจัยที่ผู้ประกอบการธุรกิจบริการทางการแพทย์ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจสปาและนวดแผนไทย ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก จะต้องให้ความสำคัญและมีการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับกับตลาด Medical Hub ที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่


1พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการ นับเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความเป็น Medical Hub ของไทย เพราะการที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทย รวมถึงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นทุกปีนั้น เป็นเพราะคุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการของไทยที่มีชื่อเสียง มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล และเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของการให้บริการทางการแพทย์ รวมถึงการมี Service Mind ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่แตกต่างไปจากประเทศคู่แข่ง ซึ่งจุดนี้ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องรักษาระดับมาตรฐานเอาไว้



2 พัฒนาทักษะทางด้านภาษาของบุคลากร การเป็น Medical Hub มีจุดหมายเพื่อรองรับกับคนไข้ชาวต่างชาติที่จะเลือกเดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ในไทย ทำให้ภาษาต่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเร่งพัฒนาทักษะทางด้านภาษาของบุคลากร เพราะหากการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าไม่สามารถสื่อความให้เข้าใจตรงกันได้ ก็นับเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ และอาจจะทำให้สูญเสียลูกค้าไปให้กับคู่แข่งที่มีความพร้อมทางด้านภาษาได้อย่างง่ายดาย



3 การศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า ลูกค้าต่างชาติที่เดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทยมีหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ยุโรป ตะวันออกกลาง หรือเอเชีย ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจมีพฤติกรรม หรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการแต่ละธุรกิจควรศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า ประเภทของกิจกรรมที่ลูกค้าชื่นชอบ เพื่อที่จะได้เตรียมกิจกรรม หรือจัดโปรแกรมต่างๆ ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า



4 การรวมตัวเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแต่ละธุรกิจควรมีการรวมกลุ่มกัน เพื่อให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น เพื่อเตรียมจัดโปรแกรมแพคเกจให้กับลูกค้าต่างชาติ โดยที่แต่ละธุรกิจอาจจะมีตัวแทนคอยประสานงานระหว่างกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับการบริการในไทย ยกตัวอย่างเช่น


5 การทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐและเอกชนควรมีการสนับสนุนและส่งเสริมการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ถึงข้อมูลข่าวสาร และจูงใจให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาใช้บริการในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น การ Road Show ไปตามประเทศต่างๆ ที่ทางภาครัฐจัดขึ้น ซึ่งถือเป็นการใกล้ชิดกับลูกค้าชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี หรือการทำการตลาดผ่าน Social Media Marketing ที่น่าจะเหมาะกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะสามารถลดต้นทุนการทำประชาสัมพันธ์และเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มได้อย่างกว้างขวาง เป็นต้น



กล่าวโดยสรุปแล้ว การผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์แห่งเอเชีย (Medical Hub of Asia) ไม่เพียงแต่ธุรกิจบริการทางการแพทย์ของไทยเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ แต่การเป็น Medical Hub ของไทยยังเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจที่พัก ธุรกิจสปาและนวดแผนไทย รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีก และร้านอาหาร ต่างก็มีโอกาสที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีคู่แข่งอีกหลายประเทศต่างก็หมายชิงตลาด Medical Hub เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสในการดึงรายได้เข้าประเทศที่จะสะพัดไปยังธุรกิจต่างๆ อย่างมหาศาล อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินเดีย ดังนั้น แม้ว่าปัจจุบันไทยจะมีหลายปัจจัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็น Medical Hub ของเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น การบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในระดับสากล การมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย รวมไปถึงเอกลักษณ์ของคนไทยในการให้บริการด้วยใจ แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ได้อย่างมั่นคง คือ นโยบายภาครัฐและแผนรุกตลาดของภาคเอกชนที่ร่วมมือกันผลักดันให้ธุรกิจ Healthcare ของไทยมีอนาคตก้าวไกล ในขณะเดียวกันก็ควรเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการเป็น Medical Hub และความมั่นคงในการให้บริการทางด้านสาธารณสุขพื้นฐานแก่คนในประเทศ เพราะหากธุรกิจ Healthcare ของไทยมีความแข็งแกร่ง ก็ย่อมหมายถึงโอกาสในการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ที่มา KSME Analysis

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

MedicalHub โอกาสทองของธุรกิจ SME ไทย(ตอนที่ 2)

การเป็น Medical Hub ของไทย ... นำมาซึ่งโอกาสของหลากธุรกิจ


จากปัจจัยหนุนข้างต้น นอกจากจะชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตอีกมากของธุรกิจการแพทย์ไทยแล้ว ยังมีธุรกิจอีกจำนวนมากที่มีโอกาสในการขยายตัว หรือได้รับอานิสงส์จากการเป็น Medical Hub ของไทย เพราะไม่เพียงแต่การเข้ามาใช้บริการของคนไข้ต่างชาติเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้ามาใช้บริการของนักท่องเที่ยวที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ญาติหรือผู้ติดตามของคนไข้ชาวต่างชาติที่จะเข้ามาในลักษณะของการเป็นนักท่องเที่ยวด้วย โดยจากสถิติจะพบว่า ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพประมาณร้อยละ 40 เป็นค่าใช้จ่ายด้านบริการทางการแพทย์ และอีกกว่าร้อยละ 60 จะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆ นอกจากนี้ โดยปกติแล้ว คนไข้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทย 1 คน จะมีญาติหรือผู้ติดตามที่เดินทางมาด้วยประมาณ 2-4 คน ดังนั้น การผลักดันให้ไทยเป็น Medical Hub นั้น นับว่าเป็นโอกาสในการทำรายได้ของหลากหลายธุรกิจ ซึ่งธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเป็น Medical Hub มีดังนี้

1 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว อาทิ ธุรกิจนำเที่ยว และธุรกิจที่พัก โดยเฉพาะ Boutique Hotel ซึ่งเป็นรูปแบบที่พักที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้น การขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากขึ้น รวมไปถึงญาติหรือผู้ติดตาม ที่เดินทางมาพร้อมกับคนไข้ชาวต่างชาติ ก็จะเอื้อประโยชน์มากขึ้นต่อธุรกิจดังกล่าวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจประมาณ 2.9 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่าร้อยละ 15-20 ต่อปี และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวในทุกกลุ่มที่เดินทางเข้ามาใช้บริการในไทยมากขึ้น




2 ธุรกิจสุขภาพและความงาม โดยเฉพาะธุรกิจสปาและนวดแผนไทย นับว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพของทย และมีแนวโน้มเติบโตอย่างน่าสนใจ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการเปิดตัวธุรกิจสปาขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ธุรกิจนี้ก็ยังคงโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจุบันที่เน้นปรับตัวในเรื่องเอกลักษณ์และบริการที่แตกต่าง ส่งผลให้ธุรกิจสปาและนวดแผนไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 20 ต่อปี คิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า 50,000 ล้านบาท และเมื่อสอบถามไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย พบว่า สปาและนวดแผนไทยเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยม และมองว่า สปาและนวดแผนไทยมีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนได้รับการขนานนามว่า “ไทยเป็นเมืองหลวงแห่งสปาของเอเชีย” ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ธุรกิจสปาและนวดแผนไทยเท่านั้น ร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สปา โดยเฉพาะสมุนไพรและเครื่องสำอางไทย ก็มีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย



3 ธุรกิจค้าปลีกและจำหน่ายของที่ระลึก ธุรกิจร้านอาหาร ที่อยู่บริเวณสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ หรืออยู่ตามย่านที่พักอาศัยของนักท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีโอกาสขยายตัวจากการเป็น Medical Hub ของไทย โดยในระหว่างที่คนไข้ทำการรักษาอยู่นั้น ญาติหรือผู้ติดตามก็สามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ ซึ่งการ Shopping ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์เนม รวมไปถึงร้านจำหน่ายของที่ระลึก นอกจากนี้ ด้วยความมีชื่อเสียงของอาหารไทยที่ดังไปทั่วโลก ก็นับว่าจูงใจให้ชาวต่างชาติสนใจที่จะมาลิ้มรสอาหารไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้ให้กับธุรกิจค้าปลีกและจำหน่ายของที่ระลึกประมาณ 2.4 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่าร้อยละ 10-15 ต่อปี ในขณะที่สร้างรายได้ให้กับธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 1.8 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่าร้อยละ 20 ต่อปี และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวในทุกกลุ่มที่เดินทางเข้ามาใช้บริการในไทยมากขึ้น





1 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว อาทิ ธุรกิจนำเที่ยว และธุรกิจที่พัก โดยเฉพาะ Boutique Hotel ซึ่งเป็นรูปแบบที่พักที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้น การขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากขึ้น รวมไปถึงญาติหรือผู้ติดตาม ที่เดินทางมาพร้อมกับคนไข้ชาวต่างชาติ ก็จะเอื้อประโยชน์มากขึ้นต่อธุรกิจดังกล่าวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจประมาณ 2.9 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่าร้อยละ 15-20 ต่อปี และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวในทุกกลุ่มที่เดินทางเข้ามาใช้บริการในไทยมากขึ้น

2 ธุรกิจสุขภาพและความงาม โดยเฉพาะธุรกิจสปาและนวดแผนไทย นับว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพของไทย และมีแนวโน้มเติบโตอย่างน่าสนใจ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการเปิดตัวธุรกิจสปาขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ธุรกิจนี้ก็ยังคงโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจุบันที่เน้นปรับตัวในเรื่องเอกลักษณ์และบริการที่แตกต่าง ส่งผลให้ธุรกิจสปาและนวดแผนไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 20 ต่อปี คิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า 50,000 ล้านบาท และเมื่อสอบถามไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย พบว่า สปาและนวดแผนไทยเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยม และมองว่า สปาและนวดแผนไทยมีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนได้รับการขนานนามว่า “ไทยเป็นเมืองหลวงแห่งสปาของเอเชีย” ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ธุรกิจสปาและนวดแผนไทยเท่านั้น ร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สปา โดยเฉพาะสมุนไพรและเครื่องสำอางไทย ก็มีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย

3 ธุรกิจค้าปลีกและจำหน่ายของที่ระลึก ธุรกิจร้านอาหาร ที่อยู่บริเวณสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ หรืออยู่ตามย่านที่พักอาศัยของนักท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีโอกาสขยายตัวจากการเป็น Medical Hub ของไทย โดยในระหว่างที่คนไข้ทำการรักษาอยู่นั้น ญาติหรือผู้ติดตามก็สามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ ซึ่งการ Shopping ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์เนม รวมไปถึงร้านจำหน่ายของที่ระลึก นอกจากนี้ ด้วยความมีชื่อเสียงของอาหารไทยที่ดังไปทั่วโลก ก็นับว่าจูงใจให้ชาวต่างชาติสนใจที่จะมาลิ้มรสอาหารไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้ให้กับธุรกิจค้าปลีกและจำหน่ายของที่ระลึกประมาณ 2.4 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่าร้อยละ 10-15 ต่อปี ในขณะที่สร้างรายได้ให้กับธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 1.8 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่าร้อยละ 20 ต่อปี และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวในทุกกลุ่มที่เดินทางเข้ามาใช้บริการในไทยมากขึ้น

ที่มา KSME Analysis


MedicalHub โอกาสทองของธุรกิจ SME ไทย(ตอนที่ 1)

ไทยชิงตลาดเมดิคัลฮับ ... โอกาสทองของธุรกิจ SME ไทย


ไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ภาครัฐและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ พยายามผลักดันให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์แห่งเอเชีย (Medical Hub of Asia) ด้วยการวางยุทธศาสตร์เชิงรุกผสมผสานกันระหว่างการบริการทางการแพทย์กับการท่องเที่ยวของไทย ส่งผลให้มีจำนวนคนไข้ต่างชาติเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 (YoY) หรือมีคนไข้ต่างชาติเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยประมาณ 2.5 ล้านคนในปี 2555 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.8 ล้านคนในปี 2556

ทั้งนี้ การเร่งเสริมสร้างศักยภาพจนผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ หรือ Medical Hub ในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ แต่หมายรวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ ธุรกิจนำเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความงาม อาทิ สปา นวดแผนไทย หรือแม้แต่ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจค้าปลีก ก็มีโอกาสที่จะได้รับอานิสงส์จากการเป็น Medical Hub ของไทยด้วยเช่นกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรเร่งเตรียมความพร้อม พัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ เพื่อรองรับกับการก้าวไปสู่การเป็นเมดิคัลฮับของไทย

หลากปัจจัยสำคัญชี้ให้เห็นถึงความเป็น ... “Medical Hub of Asiaของไทย

การก้าวไปสู่การเป็น Medical Hub ของไทยในภูมิภาคเอเชีย ถูกผลักดันด้วยหลายปัจจัย ซึ่งถือเป็นจุดเด่น และทำให้ไทยแตกต่างไปจากประเทศคู่แข่งที่สำคัญอื่นๆ โดยแต่ละปัจจัยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้


  1. ความมีชื่อเสียงทางด้านการแพทย์ของไทย ความเชี่ยวชาญของแพทย์ไทย การให้บริการรักษาที่เทียบเท่ากับระดับสากลและราคาต่ำกว่า (World-Class Medicine at Developing-World Prices) เมื่อเทียบกับประเทศที่สำคัญอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และสิงคโปร์ ส่งผลให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนไข้ต่างชาติจำนวนมากที่เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทย ขณะที่แม้ภาพรวมของธุรกิจในประเทศหลักจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหนี้ยูโรโซน แต่ผลที่เกิดขึ้นต่อภาพรวมของธุรกิจ Healthcare ในไทยมีจำกัด โดยจะเห็นได้จาก ตัวเลขคนไข้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางการแพทย์ของไทยที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก
  2. แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ คนไข้ต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับการรักษาในไทย ยังสามารถพ่วงในเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นและมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทะเล ภูเขา หรือแม้แต่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และประเทศไทยก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่รองรับคนไข้เท่านั้น ยังสามารถรองรับกับกลุ่มญาติของคนไข้ หรือผู้ติดตามที่เดินทางเข้ามาในไทยอีกด้วย
  3. การให้บริการ (Service Mind) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนไทย ที่มีใจรักในการให้บริการ มีการบริการที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติ และดึงดูดให้ทั้งนักท่องเที่ยว และคนไข้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว และรับบริการทางการแพทย์ในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี 
  4. การทำการตลาดอย่างต่อเนื่องของทางภาครัฐและเอกชน สิ่งสำคัญที่จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ได้อย่างมั่นคง คือ นโยบายภาครัฐและแผนรุกตลาดของภาคเอกชน ที่ร่วมมือกันผลักดันให้อุตสาหกรรมสุขภาพของไทยมีอนาคตก้าวไกล และยังส่งผลดีต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจสุขภาพและความงาม ธุรกิจค้าปลีกและจำหน่ายของที่ระลึก เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดรัฐบาลได้กำหนด แผนการขับเคลื่อนรายได้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2558 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งรายได้ดังกล่าวจะเกิดจากการผลักดัน 7 โครงการที่ใช้สำหรับเจาะตลาด อาทิ โครงการ Health and Wellness in Thailand ที่จะนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจที่จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น


การเป็น Medical Hub ของไทย ... นำมาซึ่งโอกาสของหลากธุรกิจ
จากปัจจัยหนุนข้างต้น นอกจากจะชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตอีกมากของธุรกิจการแพทย์ไทยแล้ว ยังมีธุรกิจอีกจำนวนมากที่มีโอกาสในการขยายตัว หรือได้รับอานิสงส์จากการเป็น Medical Hub ของไทย เพราะไม่เพียงแต่การเข้ามาใช้บริการของคนไข้ต่างชาติเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้ามาใช้บริการของนักท่องเที่ยวที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ญาติหรือผู้ติดตามของคนไข้ชาวต่างชาติที่จะเข้ามาในลักษณะของการเป็นนักท่องเที่ยวด้วย โดยจากสถิติจะพบว่า ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพประมาณร้อยละ 40 เป็นค่าใช้จ่ายด้านบริการทางการแพทย์ และอีกกว่าร้อยละ 60 จะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆ นอกจากนี้ โดยปกติแล้ว คนไข้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทย 1 คน จะมีญาติหรือผู้ติดตามที่เดินทางมาด้วยประมาณ 2-4 คน ดังนั้น การผลักดันให้ไทยเป็น Medical Hub นั้น นับว่าเป็นโอกาสในการทำรายได้ของหลากหลายธุรกิจ ซึ่งธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเป็น Medical Hub มีดังนี้


1 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว อาทิ ธุรกิจนำเที่ยว และธุรกิจที่พัก โดยเฉพาะ Boutique Hotel ซึ่งเป็นรูปแบบที่พักที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้น การขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากขึ้น รวมไปถึงญาติหรือผู้ติดตาม ที่เดินทางมาพร้อมกับคนไข้ชาวต่างชาติ ก็จะเอื้อประโยชน์มากขึ้นต่อธุรกิจดังกล่าวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจประมาณ 2.9 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่าร้อยละ 15-20 ต่อปี และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวในทุกกลุ่มที่เดินทางเข้ามาใช้บริการในไทยมากขึ้น


2 ธุรกิจสุขภาพและความงาม โดยเฉพาะธุรกิจสปาและนวดแผนไทย นับว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพของไทย และมีแนวโน้มเติบโตอย่างน่าสนใจ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการเปิดตัวธุรกิจสปาขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ธุรกิจนี้ก็ยังคงโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจุบันที่เน้นปรับตัวในเรื่องเอกลักษณ์และบริการที่แตกต่าง ส่งผลให้ธุรกิจสปาและนวดแผนไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 20 ต่อปี คิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า 50,000 ล้านบาท และเมื่อสอบถามไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย พบว่า สปาและนวดแผนไทยเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยม และมองว่า สปาและนวดแผนไทยมีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนได้รับการขนานนามว่า “ไทยเป็นเมืองหลวงแห่งสปาของเอเชีย” ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ธุรกิจสปาและนวดแผนไทยเท่านั้น ร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สปา โดยเฉพาะสมุนไพรและเครื่องสำอางไทย ก็มีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย

3 ธุรกิจค้าปลีกและจำหน่ายของที่ระลึก ธุรกิจร้านอาหาร ที่อยู่บริเวณสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ หรืออยู่ตามย่านที่พักอาศัยของนักท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีโอกาสขยายตัวจากการเป็น Medical Hub ของไทย โดยในระหว่างที่คนไข้ทำการรักษาอยู่นั้น ญาติหรือผู้ติดตามก็สามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ ซึ่งการ Shopping ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์เนม รวมไปถึงร้านจำหน่ายของที่ระลึก นอกจากนี้ ด้วยความมีชื่อเสียงของอาหารไทยที่ดังไปทั่วโลก ก็นับว่าจูงใจให้ชาวต่างชาติสนใจที่จะมาลิ้มรสอาหารไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้ให้กับธุรกิจค้าปลีกและจำหน่ายของที่ระลึกประมาณ 2.4 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่าร้อยละ 10-15 ต่อปี ในขณะที่สร้างรายได้ให้กับธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 1.8 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่าร้อยละ 20 ต่อปี และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวในทุกกลุ่มที่เดินทางเข้ามาใช้บริการในไทยมากขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
มิถุนายน 2556


















LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...