วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

LENPENN (เล่นเป็น) ...โรงเรียนดนตรีสำหรับเด็ก

โรงเรียนดนตรีสำหรับเด็กวัย4-7ปี บนถนนหลังสวน ตรงข้ามโรงเรียนมาแตร์ พึ่งเปิดใหม่เลยขอเข้าไปทดลองเรียนดูซักหน่อย
Len Penn music academy อยู่ชั้น3อาคารปิยเพลส ตึกA ถนนหลังสวน เพลินจิต กทม
 เบอร์โทร 090406 3011

ได้ฟังจากคุณครูของโรงเรียนดนตรี "เล่นเป็น" เล่าให้ฟังถึงวิธีการเรียนของที่นี่แล้วชอบไอเดียในการสอนดนตรีสำหรับเด็กวัย5ขวบอย่างน้องจิงจิง  ครูบอกว่าอยากให้เด็กได้สัมผัสบรรยากาศการเรียนดนตรีแบบเป็นกลุ่มไม่ใช่การเรียนดนตรีแบบเข้าห้องกับครูสองคน และเปิดโอกาสให้เด็กๆได้เล่นดนตรีที่หลากหลาย จึงจัดคลาสการเรียนดนตรีแบบกลุ่มสำหรับเด็กเล็ก


ในห้องจะมีอุปกรณ์ดนตรีของเด็กเกือบทุกชนิดให้เด็กได้ทดลองเล่น และได้ซึมซับบรรยาศการเล่นดนตรีเป็นกลุ่มความสนุกของดนตรีที่เล่นด้วยกัน ทุกคนจะได้เล่นเครื่องดนตรีต่างๆมาประกอบกันเป็นเพลงเหมือนเป็นวงดนตรีเดียวกัน เป็นการฝึกความรับผิดชอบและการทำงานเป็นทีมที่ดีทีเดียว แล้วหลังจากนั้นเมื่อเด็กๆรู้ว่าตัวเองชอบเครื่องดนตรีชิ้นไหน ก็ค่อยเลือกเรียนเครื่องดนตรีชนิดนั้นไป

มาดูรูปสถานที่และบรรยากาศการเรียนกันดีกว่า
ชอบภาพกลางห้องภาพนี้มาก ใต้ภาพพระบรมฉายาลักษณ์​เขียนว่า
Our Inspiration


อุปกรณ์ตกแต่งน่ารักไฟเพดานยังใช้กลองมาทำเป็นโคมไฟ

การตกแต่งที่นี่เหมาะกับเด็กมากสีสรรต่างๆกระตุ้นการเรียนรู้ และมีอุปกรณ์ทันสมัย อุปกรณ์ใหม่ๆน่าใช้ทั้งนั้น
เด็กที่มาเรียนกลองมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง
วันนี้จิงจิงมาเจอเพื่อนๆโดยบังเอิญ ทั้ง ฟิน ปั้น พิมพิม

ที่นี่เน้นให้เด็กเข้าใจจังหว่ะ มีห้องเรียนกลองโดยเฉพาะถึงสองห้อง(กลองชุดที่เราอยากตีตั้งแต่เด็ก)

ห้องเรียนกลองชุดมีถึงสองห้อง เล่นด้วยกันทั้งห้องก็ไม่วุ่นวายเพราะใส่หูฟังได้

คุณครูคนนี้รู้สึกจะเป็นเจ้้าของโรงเรียน


บรรยากาศการเรียนวันแรกของน้องจิงจิง 







ความเห็นส่วนตัว
  • บรรยากาศการเรียนเป็นกลุ่มแอบดูวุ่นวายไปนิด 
  • คุณครูสอนแบบการเล่นดนตรีจริงๆ สอนตัวโน๊ตตั้งแต่วันแรกเลย(ไม่รู้เด็กๆจะเข้าใจรึป่าว)
  • คุณครูและครูผู้ช่วยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ความรู้น่าจะแน่น
  • ชอบไอเดียการเรียนที่ให้เด็กได้ลองเล่นหลายๆอย่างและการเรียนอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนเล่นไปเรียนรู้ไป



เล่นเป็น หลังสวน

ที่ตั้ง โรงเรียนเล่นเป็น - Len Penn music academy อยู่ชั้น3อาคารปิยเพลส ตึกA ถนนหลังสวน เพลินจิต กทม เบอร์โทร 090406 3011



ดญ.พรภัทรา เจียรนัยพานิชย์
น้องจิงจิงบอกว่าชอบค่ะ


วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

TPP คืออะไร... Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement

TPP คืออะไร... คำใหม่ที่ต้องรู้(อีกแล้วเหรอ)
นอกจาก AEC หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แล้ว อีก2เรื่องที่ประชาชนควรรู้คือ TPP  หรือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก  และ RCEP Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน ซึ่งจะเป็นเรื่องของการเจรจาการค้าเปิดช่องทางในการขยายตลาดของประเทศต่างๆ แน่นอนจะมีผลกระทบต่อไทยไม่มากก็น้อย วันนี้จึงเก็บข้อมูลของ TPP มาเล่าให้ฟังก่อนว่าคืออะไรและจะกระทบไทยอย่างไร ที่มาของข้อมูลจาก  สำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ โดยคุณชาญชัย โฉลกคงถาวร

ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) เป็นความตกลงการค้าเสรีกรอบพหุภาคีที่มีมาตรฐานสูง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการบูรณาการทางเศรษฐกิจในด้านการเปิดตลาดการค้าสินค้า บริการและการลงทุน การปฏิรูป การสร้างความสอดคล้องในกฎระเบียบทางเศรษฐกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น นโยบายการแข่งขัน การจัดซื้อโดยรัฐ ทรัพย์สินแห่งปัญญา มาตรฐานแรงงาน และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งแต่เดิมนั้น ประเทศสมาชิกประกอบด้วย ชิลี นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และบรูไน หรือที่เรียกว่า The Pacific -4 (P4) ได้มีการลงนามความตกลง TPP ฉบับดั้งเดิม (The original agreement) เรียกว่า ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : Trans – Pacific SEP) ไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2005 โดยมีผลบังคับใช้ใอวันที่ 28 พฤษภาคม 2006 และต่อมา สหรัฐฯ ออสเตรเลีย เปรู เวียดนาม และมาเลเซียได้เข้าร่วมการเจรจาความตกลง TPP ซึ่งประเทศสมาชิก TPP ทั้ง 9 ประเทศต่างเป็นสมาชิก APEC ด้วย ทั้งนี้ ประเทศสมาชิก TPP ยังไม่มีแนวโน้มที่จะรับสมาชิกใหม่จนกว่าการเจรจาจะเสร็จสิ้น




•ประเทศสมาชิกทั้ง 9 ประเทศได้อะไรจากการเข้าร่วม TPP ?



ก่อนที่จะมีความตกลง TPP นั้น กลุ่มประเทศที่ก่อตั้ง TPP (P4) ได้มีการจัดทำความตกลง Trans – Pacific SEP ขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดเสรีการลงทุนระหว่างกัน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในการจัดทำยุทธศาสตร์ความเป็นหุ้นส่วนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และต่อมาสหรัฐฯ ออสเตรเลีย เปรู เวียดนาม และมาเลเซีย ได้เข้าร่วมการเจรจาความตกลง TPP ซึ่งทั้ง 9 ประเทศต่างก็มีเหตุผลในการเข้าร่วม TPP ดังนี้





สิงคโปร์ มองว่า ความตกลง Trans – Pacific SEP ทำให้ผู้ส่งออกสิงคโปร์ส่งสินค้าไปยังชิลีได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ความตกลง Trans – Pacific SEP ยังมีข้อผูกพันทางการค้ามากกว่า FTA ที่สิงคโปร์ได้จัดทำกับนิวซีแลนด์ และบรูไน



นิวซีแลนด์ มองว่า ความตกลง Trans – Pacific SEP ทำให้ผู้ส่งออกนิวซีแลนด์ส่งสินค้าไปยังชิลีและบรูไนได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์นม ที่จะมีภาษีเป็นศูนย์ทันทีที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ



ชิลี มีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางด้านการลงทุน รวมถึงเป็น Hub ของภูมิภาคละตินอเมริกา เพื่อให้บริษัทจากภูมิภาคเอเชียมาจัดตั้ง regional office ในชิลี





บรูไน มองว่า ความตกลง Trans – Pacific SEP นำไปสู่การเปิดตลาดในภาคการส่งออกและภาคบริการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกทางการลงทุนของบรูไนกับประเทศในกลุ่ม P4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชิลีซึ่งเป็นประเทศที่บรูไนยังไม่มีการจัดทำ FTA ด้วย





สหรัฐฯ เห็นว่า TPP เป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการว่างงานของประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมของ Democrat ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา นอกจากนี้ สหรัฐฯยังมองว่า FTA ทวีภาคีที่สหรัฐทำกับประเทศต่างๆจำนวน 17 ประเทศนั้น มีคุณภาพสู้ TPP ไม่ได้ โดยมีข้อจำกัดที่สินค้าบางสาขาได้รับการยกเล้นไม่เปิดเสรี





มาเลเซีย เนื่องจากการจัดทำ FTA กับสหรัฐฯที่มีการเจรจามาตั้งแต่ปี 2006 ยังไม่ได้ข้อสรุป ดังนั้นมาเลเซียเห็นว่า การเข้าร่วมการเจรจา TPP จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าการค้า และการเปิดตลาดกับสหรัฐ





เวียดนาม มองว่า การเข้าร่วม TPP สามารถดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดของประเทศในกลุ่ม TPP ในอัตราภาษีที่ลดลง





เปรู มองว่า การเข้าร่วมการเจรจา TPP จะนำไปสู่การขยายตลาดด้านการค้าและการลงทุนฝในภูภาคเอเชีย เพิ่มมากขึ้น โดยที่นโยบายด้านต่างประเทศของเปรูนั้น ได้ให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียเพิ่มมากขึ้น





ออสเตรเลีย มองว่า การเข้าร่วม TPP ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญของรัฐบาลนาย Kevin Rudd ที่ต้องการให้เกิดการบูรณาการด้านเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งจะทำให้ออสเตรเลียไม่ถูกโดดเดี่ยวจากการรวมกลุ่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งการเข้าร่วมการเจรจา TPP ของออสเตรเลียก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ภาคการศึกษา ภาคแรงงาน ประชาคมต่างๆและหน่วยงานภาครัฐ





อย่างไรก็ดี นอกจากสมาชิกทั้ง 9 ประเทศข้างต้น ยังมีประเทศสมาชิก APEC อื่นๆที่กำลังสนใจเข้าร่วมการเจรจา TPP เพิ่มเติม ได้แก่ ญี่ปุ่น แคนาดา เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย แต่ก็มีปัญหาและอุปสรรคต่างๆดังนี้



1) ญี่ปุ่น จะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างด้านการเกษตร และได้รับฉันทามติภายในประเทศก่อน นอกจากนี้เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบร้อยกว่าปีของญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาน่าจะทำให้กรเข้าร่วมการเจรจา TPP ของญี่ปุ่นต้องชะลอออกไป



2) แคนาดา ยังมีประเด็นที่เป็นปัญหากับประเทศสมาชิก TPP ได้แก่ นิวซีแลนด์เกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของแคนาดา ในสาขาผลิตภัณฑ์นม และสัตว์ปีก และสหรัฐฯเกี่ยวกับเรื่องทรัยพ์สินทางปัญญา ซึ่งแคนาดาถูกจัดอันดับให้เป็น Priority Watch List ในรายงาน Special 301 ของสหรัฐ



3) เกาหลีใต้ ต้องรอให้การเจรจา FTA กับสหรัฐฯผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน จึงจะสามารถเจรจา TPP ได้



4) อินโดนีเซีย รอดูแนวโน้มการเจรจารอบโดฮาก่อนการตัดสินใจ







•สถานะ แนวโน้ม ปัญหา/อุปสรรคของการเจรจา



ปัจจุบัน ได้มีการเจรจาความตกลง TPP ไปแล้ว 7 รอบ โดยรอบแรกได้จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2010 ณ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งครั้งล่าสุดในรอบที่ 7 เมื่อเดือนมิถุนายยน 2011 ณ ประเทศเวียดนาม การเจรจามีความคืบหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการจัดทำ legal text ที่ครอบคลุมทุกประเด็นที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าร่วมกัน การทบทวนข้อเสนอใหม่ๆที่สหรัฐฯ และประเทศสมาชิกอื่นๆเสนอ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ความโปร่งใส โทรคมนาคม ศุลกากร สิ่งแวดล้อม เป็นต้น รวมถึงประเด็นการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดเฉพาะสินค้า รวมถึงได้มีการหารือเกี่ยวประเด็นที่มีความคาบเกี่ยวกัน (cross cutting issues) ประเด็นความสอดคล้องทางกฎระเบียบ (regulatory coherence) และการหาแนวทางในการลดช่องว่างของการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิก TPP หลังจากนั้น จะมีการเจรจาร่วมกันอีก 2 รอบ คือ เดือนกันยายน 2011 ณ ประเทศสหรัฐฯ และเดือนตุลาคม 2011 ณ ประเทศเปรู ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกมีเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาเกี่ยวกับสาระสำคัญในด้านต่างๆ(substantive negotiations) ได้แก่ รูปแบบการจัดทำข้อผูกพันการเปิดตลาด กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนด้านการลงทุน รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา ฝห้สำเร็จก่อนการประชุมเอเปค ในเดือนพฤศจิกายน 2011 ณ ประเทศสหรัฐฯ





อย่างไรก็ดี การเจรจาในรอบต่างๆที่ผ่านมายังมีประเด็นที่ไม่สามารถตกลงหรือหาข้อสรุปร่วมกันได้ คือ 1) รูปแบบการจัดทำข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้า สหรัฐฯสนับสนุนรูปแบบการจัดทำข้อผูกพันการเปิดตลาดในแบบทวิภาคีกับประเทศสหรัฐฯยังไม่ได้มีความตกลง FTA ด้วย ขณะที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์สนับสนุนการเจรจาการจัดทำข้อผูกพันการเปิดตลาดเดียว (Single Market Access) 2) การลงทุน สหรัฐฯสนับสนุนการใช้กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างภาครัฐและเอกชน ขณะที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ไม่เห็นด้วย 3) เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สหรัฐฯต้องการผลักดันข้อบทเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้มีความเข้มข้นมากกว่าความตกลง TRIPs ภายใต้ WTO ขณะที่นิวซีแลนด์ไม่เห็นด้วย ดังนั้น การเจรจาความตกลง TPP อาจไม่สามารถบรรลุผลตามเป้าหมายก่อนการประชุมเอเปคในเดือนพฤศจิกายน 2011 ตามที่ประเทศสมาชิกกำหนดไว้ หรือถ้าหากการเจรจาสามารถสรุปผลได้ทัน สหรัฐฯก็จะต้องนำผลการเจรจาดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อขอรับความเห็นชอบ ซึ่งในชั้นนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐสภาของสหรัฐฯจะพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่





•TPP จะมีผลกระทบอย่างไรต่อ ASEAN



TPP ถือได้ว่าเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอีกรูปแบบหนึ่งที่นอกเหนือไปจาก ASEAN+3 หรือ ASEAN +6 โดยมีข้อเสนอให้นำความตกลง TPP ไปเป็นรูปแบบสำหรับการจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชียและแปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia Pacific: FTAAP) ในอนาคต ซึ่งหากการเจรจา TPP ประสบความสำเร็จอาจจะมีผลทำให้แผนงานต่างๆของ ASEAN ถูกลดความสำคัญลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหารจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) เนื่องจากความตกลง TPP มีสมาชิก ASEAN จำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม และมาเลเซีย เป็นสมาชิก รวมถึงอิโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก็มีความสนใจที่จะเข้าร่วมการเจรจาความตกลง TPP ด้วยเช่นกัน





ดังนั้น ประเทศสมาชิก ASEAN จะให้ความสำคัญกับ ASEAN น้อยลก ซึ่งมีผลทำให้บทบาทความเป็นแกนกลางของ ASEAN (ASEAN Centrality) ในภูมิภาคต้องสูญเสียไป รวมถึงความร่วมมือในกรอบต่างๆที่มี ASEAN เป็นแกนกลาง ได้แก่ ASEAN-CER, ASEAN+3, ASEAN+6 การจัดตั้งประชาคมตะวันออก (East Asian Community : EAC) ไปจนถึงแนวคิดการจัดตั้งเขตการค้าเสรีตะวันออก (East Asia Free Trade Area: EAFTA) ก็ถูกลดบทบาทลงไปด้วย เนื่องจากความตกลง TPP มีประเทศคู่เจรจาของ ASEAN คือ ออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์เป็นสมาชิก รวมถึงญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ก็ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมการเจรจาความตกลง TPP ในอนาคต นอกจากนั้น TPP สามารถที่จะนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมเอเชียและแปซิฟิก (ASIA-Pacific Community – APC) ที่เสนอโดยอดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย Mr.Kevin Rudd ซึ่ง APC จะทำให้บทบาทและความเป็นกลางทางสถาปัตยกรรมภูมิภาค (Regional Architecture) ของ ASEAN ต้องสูญเสียไป โดยเฉพาอย่างยิ่ง TPP จะมีผู้เล่นที่มีบทบาทและอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศสูงอย่าง สหรัฐฯ เข้ามาเป็นแกนกลาง และสามารถกำหนด agenda ต่างๆที่เกิดประโยชน์ต่อสหรัฐฯแต่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อ ASEAN





•TPP เครื่องมือและกลไกกาค้าเสรียุคใหม่ของสหรัฐฯ



ที่ผ่านมาสหรัฐฯให้การสนับสนุนการเจรจา TPP เป็นอย่างมาก โดยฝ่ายบริหารพยายามที่จะผบักดันการเจรจา TPP ให้สำเร็จโดยเร็ว ซึ่งจะมีผลต่อความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ การถ่วงดุลอำนาจจัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น และการเพิ่มบทบาทของการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมทางภูมิภาค (Regional Architecture) ของเอเชียในกรอบต่างๆ เช่น ASEAN+3 ASEAN+6 รวมถึงการจัดตั้งประชาคมเอเชียตะวันออก (EAC) จะไม่มีสหรัฐฯเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งแน่นอนว่าสหรัฐฯจะต้องพยายามหากลไก หรือแนวทางเพื่อให้ตนเองกลับเข้ามามีบทบาทในการดำเนินความสัมพันธ์ และแผ่ขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียได้ต่อไปในระยะยาว ซึ่งก็คือ ความตกลง TPP





ทั้งนี้ แม้ว่าสหรัฐฯจะมีการทำ FTA ทวิภาคีกับประเทศต่างๆถึง 17 ประเทศ แต่ว่าคุณภาพของ FTA ทวิภาคีที่ทำกับประเทศต่างๆไม่สามารถสู้ TPP ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาถึงเรื่องผลประโยชน์ของสหรัฐฯที่ต้องการเปิดเสรีในสาขาต่างๆให้มากที่สุด ซึ่ง FTA ทวิภาคีมีข้อจำกัดที่บางสาขาได้รับการยกเว้นไม่เปิดเสรี ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่าสหรัฐฯจะสามารถผลักดัน TPP ให้เป็น FTA ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หรือกลายเป็น FTA ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในอนาคตได้หรือไม่





•ท่าทีของไทยต่อ TPP



ในส่วนของประเทศไทยนั้น ควรที่จะให้ความสำคัญกับประเทศ ASEA ก่อนเป็นอันดับแรก โดยที่ความร่วมมือต่างๆในกรอบ ASEN นั้น ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักด้านการต่างประเทศของไทย ซึ่งในขณะนี้ ไทยยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมการเจรจาความตกลง TPP โดยมีเหตุผล และประเด็นในการพิจารณา ดังนี้





1. ความสัมพันธ์กับจีน ที่ผ่านมาจีนมีความร่วมมือ รวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยในด้านต่างๆทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์โดยทั่วๆไปมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบัน จีนได้แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นแท่นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองขากสหรัฐฯ และมีอิทธิพลด้านเศรษฐกิจและการเมืองเพิ่มขึ้น (The Rise of China) เป็นอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ความตกลง TPP นั้นเป็นความตกลงที่มีนัยยะทางการเมืองระหว่างประเทศ (International Political Implication) ซึ่งสหรัฐฯใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางหนึ่งในหารถ่วงดุลอำนาจจีนในภูภาค รวมถึงทำให้สหรัญฯสามารถกลับเข้ามามีบทบาท และแผ่ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียได้ต่อไปในระยะยาว ดังนั้น การเข้าร่วมการเจรจาความตกลง TPP ของไทยอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับจีน





2. TPP เป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูง จะเห็นได้ว่า TPP เป็นความตกลงทางการค้ารูปแบบใหม่ที่มีมาตรฐานสูง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 ในด้านต่างๆเช่น การเปิดเสรีทางการค้าบริการ และการลงทุน การปฏิรูปและสร้างความสอดคล้องในกฎระเบียบทางเศรษฐกิจ การจัดซื้อโดยรัฐ (Government Procurement) ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) มาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ต่างๆข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเสรีในภาคบริการ และการลงทุนที่ไทยจะเสียเปรียบประเทศสมาชิก TPP เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ เป็นต้น





3. การดำเนินการตามขั้นตอนในมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 จะต้องมีการศึกษาถึงผลกระทบ/ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ การทำประชาพิจารณ์ รวมถึงต้องมีการเสนอกรอบการเจรจาให้รัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบก่อน



อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรที่จะมีการจัดทำการศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไทยเข้าร่วมการเจรจาความตกลง TPP การเตรียมท่าทีของฝ่ายไทย หากเข้าร่วมการเจรจา รวมถึงมาตรการเยียวยาผลกระทบที่อาจะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับภาครัฐและเอกชนหากไทยต้องการเข้าร่วมการเจรจาความตกลง TPP ในอนาคต



ที่มา : ชาญชัย โฉลกคงถาวร, สำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ





วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

6 มาตรการช่วยเหลือ SME ปัญหาค่าแรง 300 บาท อยากบอกรัฐบาลว่าเลื่อนง่ายกว่ามั๊ย

การประกาศวิสัยทัศน์ และดำเนินการตามเป้าหมายเป็นหน้าที่สำคัญของผู้นำ(ตามตำรา) แต่ในการปฎิบัติจริง หากวิสัยทัศน์นั้นไม่เข้ากับวัฒนธรรมหรือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงผู้นำที่ดีต้องกล้าตัดสินใจปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม หาใช่ดิ้นรนดื้อดึง ดำเนินการไปแก้ไขไป จะเดือดร้อนกันทั้งประเทศ
ล่าสุดกับเรื่อง "ค่าแรง300บาท"  นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ที่จะมีการประกาศขึ้นราคาค่าจ้างขั้นต่ำ วันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป ใน 70 จังหวัดที่เหลือ ภายหลังมีการปรับไปแล้วใน 7 จังหวัดนำร่อง เมื่อเมษายน 2555 พร้อมกันนี้ยังมอบให้คณะกรรมการค่าจ้าง พิจารณาดำเนินการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้ กับภาคเอกชน รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งประกอบด้วย 6 ประเภทมาตรการใหญ่ และ 27 มาตรการย่อย ดังนี้



1.มาตรการลดภาระต้นทุนจากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น เช่น การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของฝ่ายนายจ้าง-ลูกจ้าง, การจัดตั้งกองทุนการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นให้ผู้ประกอบ การ, การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น

2.มาตรการยกระดับผลิตภาพแรงงาน อาทิ การนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตาม พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 มาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า เฉพาะผู้ประกอบการ SMEs, การให้กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 เพื่อใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

3.มาตรการทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง อาทิ สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนในกิจการเสริมสร้างสภาพคล่องสถานประกอบการ และเพิ่มผลผลิตแรงงาน, สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต เป็นต้น

4.มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของ SMEs อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต, การหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร เป็นต้น

5.มาตรการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการผ่านการใช้จ่ายภาครัฐ เช่น การปรับเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมสัมมนาของส่วนราชการ, การหาตลาด/เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการ SMEs เป็นต้น

6.มาตรการช่วยลดค่าครองชีพให้ลูกจ้างและประชาชนทั่วไป เช่น การออกบัตรลดราคาสินค้าให้ลูกจ้าง การลดภาระหนี้สินนอกระบบ และการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น

จากที่สัมผัสเอสเอ็มอีมานาน เชื่อมั่นว่า SME รายใหญ่ได้รับผลกระทบรุนแรงแน่นอนเพียงแต่เค้าจะเลือกจัดการกับปัญหาอย่างไรและมีเวลาเพียงพอหรือไม่
ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารซาบีน่า เค้าบอกต้นทุนค่าแรงเพิ่มเดือนละ 8 ล้าน หากเริ่มใช้ค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ แต่ก็เห็นวิกฤติเป็นโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ไม่ได้ลดคนแต่เพิ่มประสิทธิภาพของคน และพัฒนาตลาด  จากหนึ่งสายการผลิตชุดชั้นในใช้คน 20กว่าคน ลดลงเหลือ 18 คนต่อสายการผลิต แต่ก็ไม่ทิ้งคนแต่สามารถเพิ่มสายการผลิตได้ เมื่อมีกำลังการผลิตที่มากขึ้น ก็สามารถผลิตได้มากขึ้น แต่ด้วยค่าแรงที่สูงซาบีน่าจึงมุ่งเน้นในการพัฒนาตลาดสร้างแบรนด์ทำสินค้าในตลาดที่สร้างมูลค่าได้สูง แทนที่จะเป็น OEM กลับมุ้งเน้นไปที่การสร้างแบรนด์

จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาแบบนี้เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ไม่ใช่การนั่งรอรับมาตรการช่วยเหลือจากรัฐ ซึ่งเป็นมาตรการแบบใส่ท่ออ๊อกซิเจน ถอดเมื่อไหร่ก็ตาย เพราะไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น การนำภาษีประชาชนมาเยียวยาลักษณะนี้อาจไม่ใช่วิธีที่ดีนัก

สู้ยอมกลืนน้ำลาย เลื่อนการใช้ออกไป(ไม่ใช่ให้เลิก) และส่งเสริมการปรับปรุงอย่างจริงจัง ทั้งด้านProductivity และ Marketing หรือปรับปรุงไปถึง BusinessModel ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องกว่า

Update พอดีได้มีโอกาสฟัง ceo vision เห็นว่าเป็นแนวทางเดียวกันเลยขอรวบรวมไว้ในนี้

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

K-Merchant on Mobile "mPOS" แรกของเมืองไทย KBank ร่วมกับ NokairและSamsung เปิดตัวเป็นเจ้าแรก


K-Merchant on Mobile ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank นำมาให้บริการในลักษณะ mPOS เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย โดยพัฒนาอุปกรณ์และซ๊อฟแวร์ที่มีความปลอดภัยสูง มาใช้ร่วมกับ SmartPhone หรือ  Tablet ทั้ง iPhone iPad และ Samsung  มาให้บริการกับร้านค้าที่ต้องการสร้างบริการที่มีความทันสมัย และช่วยเพิ่มโอกาสให้กับ SME ในการขยายช่องทางการชำระเงินให้กับลูกค้า และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ต้องมี  slip ระบบจะส่งรายการที่ชำระเงินไปยัง email / SMS ตามที่เจ้าของบัตรระบุในขั้นตอนการชำระเงินทุกครั้ง
จากการได้ทดลองใช้ ในมุมมองของผู้ซื้อต้องบอกว่า รู้สึกแปลกๆเวลาเซ็นต์ชื่อบนหน้าจอ และแอบกลัวลายเซ็นต์จะถูกเก็บไว้ แถมไม่มีสลิปบัตรมาเก็บไว้ แต่พอพิจารณาจากระบบแล้วข้อมูลจะLinkกับ เจ้าของบัตรและเจ้าของบัตรจะทำการ Confirm กลับมาทั้ง email และ SMS สามารถเช็คได้และยังง่ายต่อการทำบัญชีการเงินส่วนบุคคลด้วย

วิเคราะห์กลยุทธ์ K-Merchant on Mobile ต้องถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ธนาคารนำมาใช้ถูกที่ถูกเวลามาก สิ่งหนึ่งเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิตอลแบงกิ้ง และอีกจุดหนึ่งคือสามารถขยายตลาดเครื่องรูดบัตรได้รวดเร็ว เพราะปัจจุบัน ร้านค้าต่างๆล้วนมีอุปกรณ์เหล่านี้อยู่ประจำร้านอยู่แล้ว
เป็นการนำเอา โอกาส (Opportunity) ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง มาร่วมกับจุดแข็ง (Strange) คือความแข็งแกร่งของความเป็นผู้นำด้านดิจิตอลแบงกิ้ง และ  ปิดจุดอ่อน (Weakness)ในเรื่องข้อจำกัดของการใช้เครื่องMobile EDC ที่ต้นทุนสูง


mPOS (Mobile Point-of-Sale) เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อที่จะนำมาร่วมกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่รองรับการใช้งานเพื่อรูดชำระค่าบริการ/สินค้าด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต Visa / MasterCard ของทุกธนาคารเสมือนเครื่องรูดบัตร (EDC) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อทำรายการรูดบัตรแล้ว ผู้ถือบัตรต้องลงลายมือชื่อบนหน้าจอมือถือพร้อมใส่อีเมล หรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โดยธนาคารจะทำการส่งหลักฐานการใช้บัตรให้ลูกค้าผู้ถือบัตรแทนการพิมพ์สลิปในปัจจุบัน
ซึ่งจะเป็นการช่วยส่งเสริม Cash Less Payment และ Paperless Slip อีกด้วย  สำหรับร้านค้าที่สมัครเป็นสมาชิกของธนาคาร จะได้รับคู่มือการใช้บริการและอุปกรณ์ mPOS แล้ว Down Load Application ที่รองรับ App Store และ Androids บนสมาร์ทโฟน จากนั้นก็นำ mPOS มาต่อเข้ากับที่เสียบหูฟังเพื่อเชื่อมต่อระบบสัญญาณและใส่รหัสที่ได้รับจากธนาคาร เพื่อเปิดใช้บริการร้านค้ารับบัตรบนสมาร์ทโฟน (K-Merchant on Mobile) ดังแผนภาพจำลอง


ขั้นตอนการให้บริการ K-Merchant on Mobile



 เนื้อหาข่าวประชาสัมพันธ์


คุณกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารร่วมกับสายการบินนกแอร์ เปิดตัวนวัตกรรมการชำระเงินรูปแบบใหม่ล่าสุดด้วยบริการ “K-Merchant on Mobile" ให้จองตั๋วและรูดบัตรฯ จ่ายค่าโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนได้ทันทีทุกที่ทุกเวลา ตั้งเป้าปีหน้าเพิ่มเครื่องให้บริการได้กว่า 20,000 เครื่อง พร้อมขยายบริการไปยังร้านค้ารายย่อยประเภทต่าง ๆ ในอนาคต ธนาคารเปิดตัวบริการร้านค้ารับบัตรบนสมาร์ทโฟน(K-Merchant on Mobile)ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการรูดชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตได้ทันทีผ่านแอพพลิเคชั่นที่ธนาคารร่วมกับ SwiffPay บริษัทชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์พัฒนาขึ้นและนำมาใช้บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ควบคู่กับอุปกรณ์เชื่อมต่อ mPOS(Mobile Point-of-Sale) ที่มีมาตรฐานการรับรองความปลอดภัยขั้นสูง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับร้านค้าสมาชิกของธนาคารกสิกรไทยให้สามารถรับชำระค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ด้วยบัตร Visa/MasterCard ของลูกค้าได้ทุกธนาคาร  ปัจจุบัน ธนาคารมีสมาชิกร้านค้ารับบัตรประมาณ 90,000 ร้านค้าทั่วประเทศ และคาดว่าจะมียอดรับบัตรทั้งสิ้น 375,000 ล้านบาท โตเพิ่ม 28% จากปี 2554 เป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาด ด้วยส่วนแบ่งที่ 32%  สำหรับบริการร้านค้ารับบัตรบนสมาร์ทโฟน (K-Merchant on Mobile) จะเริ่มให้บริการช่วงแรกที่ 1,000 เครื่อง โดยนอกจากสายการบินนกแอร์แล้ว ยังใช้ในกลุ่มธุรกิจประกันภัย ร้านอุปกรณ์มือถือ ธุรกิจขายตรง ร้านค้า/ร้านอาหารที่มีบริการจัดส่ง (Delivery) โดยในปีหน้าจะขยายการให้บริการเพิ่มเป็น 20,000 เครื่อง สำหรับร้านค้ารายย่อยทั่วไป เช่น ร้านดอกไม้ ร้านกาแฟ ร้านขายเสื้อผ้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรับบัตรและขายสินค้า/บริการให้กับสมาชิกร้านค้ารับบัตรได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ด้านนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ กล่าวว่า สายการบินนกแอร์มีนโยบายที่จะเพิ่มช่องทางการชำระเงินที่สะดวกสบายให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้เพิ่มบริการใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้อัพเกรดชีวิตที่ง่ายและรวดเร็ว สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน โดยในปีนี้ทางนกแอร์ได้ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยซึ่งมีแนวคิดและการบริการที่ทันสมัย เปิดบริการจองตั๋วและรับชำระค่าตั๋วโดยสารด้วยบัตรเครดิต ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Nok X จองสะดวก บินสบาย ด้วย K-Merchant on Mobile" ซึ่งสายการบินนกแอร์นับเป็นสายการบินแรกในประเทศไทยที่นำเทคโนโลยี mPOS มาใช้ในการจองและชำระเงินตั๋วโดยสารของลูกค้าให้สามารถใช้ได้กับบัตรเครดิตของทุกธนาคารได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป



KBank ร่วมกับพันธมิตร เปิดบริการ K-Merchant on Mobile ผ่านแอพฯ เป็นแห่งแรก


นายชาติชาย พยุหนาวีชัย (ที่ 3 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย พร้อมด้วย นายสมบูรณ์ ครบธีรนนท์ (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย นายวิชัย พรพระตั้ง (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการธุรกิจโทรคมนาคมบริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด และนายทำนุ อมาตยกุล (ที่ 2 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ร่วมเปิดบริการร้านค้ารับบัตรบนสมาร์ทโฟน (K-Merchant on Mobile) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต/บัตรเดบิตผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนเป็นรายแรกในประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับร้านค้าสมาชิกของธนาคารกสิกรไทยที่เข้าร่วมโครงการในเดือนกันยายนนี้

รายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ 02 888 8888


เก็บตก จากงานแถลงข่าว
เซอร์ไพรส์กันสุดๆ ในงานแถลงข่าว "เปิดตัวบริการใหม่ Nok X จองสะดวก บินสบาย ด้วย K-Merchant on Mobile จาก สายการบินนกแอร์" ของสายการบินนกแอร์และธนาคารกสิกรไทยจากคุณพาที สารสิน คุณบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ คุณบอย พีชเมกเกอร์ และทีม flashmob ร่วม 250 คน ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้โดยสารและนักข่าวที่สนามบินดอนเมือง ด้วยเพลง Without You




Link น่าสนใจ
KBank-พันธมิตร พร้อมให้บริการร้านค้ารายย่อยรูดบัตรฯ ผ่านมือถือmPosได้แล้ววันนี้ เป้าหมาย50,000เครื่อง

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เซ็นทรัล-เดอะมอลล์ เตะตาBusiness Model Club21

รูปแบบการค้าปลีก มีการปรับโมเดลกันมาโดยตลอดตามพฤติกรรมผู้บริโภค หากไล่เรียงตามลำดับ ก็ตั้งแต่การเป็น ร้านขายของชำ ห้าง+ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าพลาซ่า แต่โมเดลมาเป็น สเปเชียลตี้สโตร์ (ภาษาโหดร้ายเรียกว่า Catagory Killer ) ดิสเค้าสโตร์ จนมาถึง Community mall
นับว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่ได้เห็นรูปแบบร้านค้าปลีกครบเกือบทุกรูปแบบในโลกนี้และโลกหน้า ผู้เล่นในตลาดของไทยคงเหลือที่แข็งแกร่งแข่งขันกัน ก็คงเห็นเพียง เซ็นทรัล กับ เดอะมอลล์ ที่ยังสู้กันได้ในสมรภูมิเมือง การสร้างความแตกต่างของตัวห้างสรรพสินค้า จึงเริ่มหันมาให้ความสนใจกับแบรนด์ที่จะดึงดูดคนเข้าห้าง คนไหนถือแบรนด์ที่ดึงดูดคนได้มากกว่า ก็สามารถช่วงชิงลูกค้าได้มากกว่า ซึ่งปัจจุบันโลกแคบลงการเข้าถึงแบรนด์มีมากขึ้นจำนวนแบรนด์ก็มากขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาระบบจัดจำหน่ายแบบใหม่ๆ อย่าง Business Model ของ Club 21 ทีไปเตะตาต้องใจจนห้างใหญ่ปรับตัวปรับองค์กร ให้มีหน่วยบริหารจัดการตราสินค้า วิ่งหาแบรนด์อินเตอร์มาอยู่ในครอบครอง


ยักษ์ ค้าปลีกตามรอยความสำเร็จคลับ 21 เดินหน้าผุดร้านมัลติแบรนด์ นำเข้า "แฟชั่น-สินค้าหรู" เปิดตลาดในไทย ล่าสุดเดอะมอลล์ไม่ยอมน้อยหน้าเซ็นทรัล ผุด "คอมเทม ซาลอง" ขน 18 แบรนด์ยุโรปเอาใจนักช็อป มองเป้าหมายต่อยอดธุรกิจ รับกำลังซื้อและพื้นที่ค้าปลีกขยายตัว ด้านคลับ 21 ยังเดินหน้าเปิดช็อปใหม่ไม่ยั้ง




การแข่งขันของร้านมัลติแบรนด์ เริ่มคึกคักและร้อนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่หันมาสนใจธุรกิจรูปแบบนี้อย่าง จริงจัง ด้วยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศจำนวนมากมาจำหน่ายรวมกันภายใต้รูปแบบร้าน "มัลติแบรนด์" เพื่อทดลองตลาด หากแบรนด์ใดได้รับการต้อนรับจะขยายเป็นช็อปของแบรนด์นั้น ๆ โดยเฉพาะ โดยที่ผ่านมา เซ็นทรัลกรุ๊ปส่งไม้ให้ "ซีเอ็มจี" ขนทัพ 60 แบรนด์ จัดเต็มในพื้นที่ร้านเน็กซ์ทูนอร์มอล เซ็นทรัลเวิลด์



ล่าสุดเด อะมอลล์เป็นอีก รายที่หันมาเปิดแนวรบเดียวกัน ยุบรวม "อีแอนด์พี ซีเล็กซ์ทีพ" ที่ได้ทดลองเปิดก่อนหน้านี้แล้วนั้น มาไว้เป็นส่วนหนึ่งในร้าน "คอนเทม ซาลอง" ที่รวมสินค้านำเข้ากว่า 18 แบรนด์ รองรับการเติบโตของพื้นที่ค้าปลีกที่เดอะมอลล์กำลังขยายสาขาเอ็มโพเรียม 2-3, บลูพอร์ท หัวหิน



ปัจจุบันผู้เล่นหลักในตลาดนี้คือคลับ 21 และคลาวไนน์



ปรับร้านใหม่รับเอ็มโพเรียม 2



นาย ชัยโรจน์ ศรีเดชะรินทร์กุล ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้า บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดูแลแผนกธุรกิจแบรนด์แอนด์ ไลฟ์สไตล์ ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ล่าสุดได้เปิดตัวคอนเทม ซาลอง (Contemp Salon) ป๊อบ-อัพสโตร์ รวบรวมแบรนด์แฟชั่นสไตล์โมเดิร์นคอนเทมโพรารี่ ในรูปแบบ Multi Label เปิดเป็นแฟลกชิปสโตร์ 2 แห่ง ที่เอ็มโพเรียมและสยามพารากอน โดยพัฒนาขึ้นมาใหม่ หลังจากเคยทำคอนเซ็ปต์นี้มาก่อนในชื่อ "อีแอนด์พี ซีเล็กซ์ทีฟ"



"แนวคิดของเรา คอนเทม ซาลอง คือห้องทดลองในการนำแบรนด์แฟชั่นเข้ามาทำตลาด ทั้งเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรี่ โดยนำร้านอีแอนด์พี ซีเล็กซ์ทีฟ มารวมไว้ด้วยกัน ซึ่งแบรนด์ใดได้รับการตอบรับจะพัฒนาต่อเป็นโมโนแบรนด์ เปิดเป็นร้านแนวช็อปอินช็อปในพื้นที่ห้าง ที่จะมี 3 แบรนด์ คือโจเซฟ, วาเนสซ่า บรูโน, พอล แอนด์ โจ ซิสเตอร์"



สินค้าภายในพื้นที่คอนเทม ซาลอง ประกอบด้วยกลุ่มเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า สำหรับผู้หญิงกว่า 18 แบรนด์ นำเข้าจากยุโรปเป็นส่วนใหญ่ อาทิ เอ็มม่า คุก, เฮ้าส์ออฟฮอลแลนด์, โจเซฟ, พอลแอนด์โจ, วาเนสซา บรูโน ฯลฯ ราคาสินค้าเน้นจับกลุ่มลูกค้ารายได้ระดับบีบวก ชื่นชอบสินค้าที่เน้นใส่ได้จริง ไม่หรูหรามากเกินไป



การพัฒนาร้านใน รูปแบบดังกล่าว สอดรับกับนโยบายของเดอะมอลล์ ที่กำลังจะเปิดเอ็มควอเทีย (เอ็มโพเรียม 2) มีแบรนด์ดัง ๆ มาเปิดร้าน หรือแฟลกชิปสโตร์อีกมาก ทำให้ร้านค้าในเอ็มโพเรียม 1 ต้องปรับตัวให้เกิดความแตกต่าง



"ต่อไป เอ็มโพเรียม 2 จะมีแบรนด์เข้ามาเปิดร้านมาก จึงต้องมีคอนเทม ซาลอง มาสร้างความแตกต่างให้เอ็มโพเรียม 1 จากที่เคยใช้ชื่ออีแอนด์พี มาจัดหมวดหมู่สินค้าใหม่ ให้อยู่ในพื้นที่ขนาด 200 ตารางเมตร"



แบรนด์นอกหันซบไทย



นาย ชัยโรจน์กล่าวอีกว่า ขณะนี้แบรนด์ดัง ๆ ในต่างประเทศ สนใจเข้ามาทำตลาดในไทย มีทั้งรายเก่าที่เคยเข้ามาแล้ว และรายใหม่ที่สนใจ ส่วนใหญ่แบรนด์เหล่านี้ยังไม่มีตัวแทนจำหน่าย ซึ่งเดิมการติดต่อเป็นไปด้วยความยุ่งยาก แต่ปัจจุบันยอมรับว่าการเจรจาง่ายขึ้น นอกจากนี้ เจ้าของแบรนด์ยังเปิดกว้าง ยอมให้มีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 1 ราย



อาทิ เครื่องประดับชูรูก (SHOUROUK) ของฝรั่งเศส มอบให้ทั้งเดอะมอลล์ กรุ๊ป และคลับ 21 เป็นรีเซลเลอร์ โดยมีการแบ่งกันอย่างชัดเจน



รูป แบบร้านมัลติแบรนด์จึงมีแนวโน้มเติบโต และไปในทิศทางเดียวกับร้านแนวซีเล็กต์สโตร์ ในแถบยุโรป เปิดเป็นร้านเล็ก ๆ ก่อนขยายเป็นดิสทริบิวเตอร์ กลไกสำคัญทำให้ร้านแนวนี้ประสบความสำเร็จ คือต้องเลือกสินค้ามาจำหน่ายให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด



คลับ 21 เน้นโตแล้วแตก



ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันคลับ 21 ใช้โมเดลธุรกิจนี้ทดลองกำลังซื้อแบรนด์ต่าง ๆ ในตลาดอย่างได้ผล ทั้งคลับ 21 วูแมน, คลับ 21 เมน, คลับ 21 แอ็กเซสซอรี่ ก่อนจะนำแบรนด์ดัง ๆ ที่ติดตลาดไปเปิดเป็นช็อปในลักษณะแฟลกชิปสโตร์ คอนเซ็ปต์สโตร์ ตามพื้นที่ค้าปลีกย่านใจกลางเมือง ซึ่งหันมาโฟกัสกลุ่มแฟชั่น และพยายามสร้างภาพสู่การเป็น "ผู้นำ" ในตลาดช็อปที่คลับ 21 เปิดในช่วงที่ผ่านมา มีทั้งช็อปแอ็กเซสซอรี่ของดีเคเอ็นวายและคาลวินไคล์น ที่เซ็นทรัล ชิดลม, อเล็กซานเดอร์ แมคควีน ที่เอราวัณ แบงค็อก ฯลฯ ตลอดจนมีแผนนำอีกหลายแบรนด์ในเครือไปเปิดช็อปที่เอ็มโพเรียม 2



ขณะ ที่คลาวไนน์ นอกจากมีช็อปรวมเสื้อผ้าเก๋ ๆ จากทั่วโลก ยังมีช็อปรองเท้าแบรนด์ดัง ที่เซ็นทรัล ชิดลม รวมถึงจะมีการเพิ่มแบรนด์ร็อคซานดา อิลลินชิค และพรีนเข้ามา พร้อมวางแผนต่อยอดเป็นดิสทริบิวเตอร์แบรนด์ที่ทำอยู่อีก 2-3 ยี่ห้อ ซึ่งนางประนับดา พรประภา กรรมการผู้จัดการ ยอมรับว่า ปัจจุบันมีร้านคอนเซ็ปต์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ตามเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป



"การเดินทางท่องเที่ยว หรือเปิดรับโซเชียลมีเดีย ทำให้เห็นเทรนด์ และสินค้าใหม่ ๆ ที่แตกต่าง สิ่งสำคัญ คือสินค้าที่นำเข้ามาขายในร้านลักษณะนี้ต้องมีบุคลิกที่ชัดเจน"



ส่วน นายศุภกิจ เกิดซ้ำ ผู้จัดการเน็กซ์ทูนอร์มอล ในเครือซีเอ็มจี มองว่า ผู้บริโภคตอบรับร้านรูปแบบนี้มากขึ้น โดยเตรียมต่อยอดแบรนด์ที่นำเข้ามาจำหน่ายกว่า 12 แบรนด์แล้ว และมีแผนจะเปิดร้านรูปแบบเดียวกันนี้ แต่เป็นคอนเซ็ปต์ลักเซอรี่ ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ เป็นโครงการต่อไป

ที่มาของข่าว : ประชาชาติธุรกิจ

กลยุทธ์ร่วมกันสร้างแบรนด์ Sabina Nokair Seasons In Flight: Reveals All @SabinaClick




Sabina ยกระดับธุรกิจจากโรงงานผลิตชุดชั้นในสู่แบรนด์ Sabina จัดแฟชั่นโชว์ เดินแบบชุดชั้นใน กระแต เมย์ คริสหอวัง พิ้งกี้ และหยาดทิพย์ ใน งาน Seasons In Flight: Reveals All ร่วมกับนกแอร์ นับเป็นก้าวย่างสำคัญที่ธุรกิจไทยน่าดูเป็นตัวอย่าง
รวมดารานางแบบในงานนี้

จากธุรกิจครอบครัวโรงงานรับจ้างผลิต สู่กระบวนการพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง สร้างมาตรฐานสินค้า เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ปรับกระบวนการบริหารจากครอบครัวสู่มืออาชีพ สร้างสรรค์แบรนด์ บุกตลาดต่างประเทศ เส้นทางแห่งความสำเร็จการเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลกเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆทั้งที่เจ้าของแบรนด์พยายามบอกว่า
Sabina ขอเป็น ASEAN Brand

สามปีที่ใช้ดารานางแบบคริสหอวัง เข้ามาร่วมสร้างแบรนด์ทำให้ภาพลักษณ์จากชุดชั้นในเด็กสาวปรับเป็นสาวรุ่นวัยทำงานกล้าแสดงออก กับวลีติดหูว่า ดูมดูม คับที่อยู่ได้คัพเออยู่ยาก เป็นความกล้านำเสนอแบบตรงๆ เข้าถึงใจสาวๆ ที่คัพใจอยู่นานแต่ไม่กล้าเปิดเผย เมื่อเจอการเสนอแบบที่โดนกลางใจแป๊ะอย่างที่ไม่เคยมีใครกล้านำเสนอมาก่อนจึงทำให้แบรนด์นี้ติดตลาดอย่างรวดเร็ว และเมื่อสร้างแบรนด์จนประสบความสำเร็จร่วมกันขนานนี้​ Sabina จึงไม่ทิ้งโอกาสจับมือคริสหอวังร่วมสร้างคอลเลคชั่นพิเศษขึ้นมา เพื่อเรียกกระแสต่อเนื่อง 

และปีนี้เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ไลฟ์ ชั้น8 เซ็นทรัลเวิลด์  ซาบีน่าร่วมกับ นกแอร์ จัดงานแฟชั่นโชว์ไลฟ์คอนเสิร์ต Seasons In Flight: Reveals All ซึ่งมี 5 ดาราสาวเซ็กซี่ ‘พิ้งกี้’สาวิกา ไชยเดช ‘เมย์’พิชญ์นาฏ สาขากร ‘หยาดทิพย์ ราชปาล’ ‘กระแต’ศุภักษร ไชยมงคล และ‘คริส หอวัง’ มาร่วมเดินแฟชั่นโชว์ พร้อมด้วย บุรินทร์ กรู๊ฟไรเดอร์, บอย พีซเมคเกอร์, ไทยเทเนียม, สล็อตแมชชีน, จอนนี่ อันวา, เจ-มณฑล จิรา และ พีพี โปรเจ็กต์ มาร้องเพลงประกอบเดินแฟชั่นโชว์ของแต่ละช่วงนางแบบ เรียกได้ว่าเป็นการประกาศตัวเทียบชั้น  แบรนด์ระดับโลกเลยทีเดียว 

ขอเอาใจช่วยแบรนด์ไทยแบรนด์นี้ให้เป็นแบรนด์ไทยที่ปักธงในตลาดโลก

การ์ดเชิญร่วมงาน ส่งถึงผู้บริหารพันธมิตรและนกแฟนคลับ
หน้างาน เชิญชวนเหล่าเซเลปและแขกเข้าร่วมถ่ายภาพ

การเตรียมงานขนาดของเวทีที่ระดับสากลมากๆ
คุณพาที สารสิน เล่นเป็นวงเปิด
บุรินทร์ กรู๊ฟไรเดอร์ เจ้าพ่อดิสโก้เมืองไทยออกมาเรียนเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ
‘เมย์’พิชญ์นาฏ สาขากร กับชุดที่แรงที่สุดเซ็กซี่แต่ดูดีมากๆ

นักร้องระดับแม่เหล็กับเซ็กซี่ตัวแม่


นี้คือการเดินแบบกับคอนเสิร์ตครั้งสำคัญของเมืองไทย



‘หยาดทิพย์ ราชปาล’ กับลุคที่ไม่เคยเห็น


เจ้าพ่อทวิตเตอร์ คัตโต๊ะ 


บอย พีซเมคเกอร์


บอย พีซเมคเกอร์ กับ  ‘กระแต’ศุภักษร ไชยมงคล 

‘กระแต’ศุภักษร ไชยมงคล บอกว่าเป็นการเดินแบบเซ็กซี่ที่สุดในชีวิต




เซ็กซี่แค่ไหนก็ลองพินิจกันดูนะครับ



‘พิ้งกี้’สาวิกา ไชยเดช 

สล็อตแมชชีน ร้องแทบไม่ออก
พิ้งกี้ (โต)เป็นสาวแล้ว





รวมความอลังกาล ซาบีน่า เกือบทุกคอลเลชั่น

คุณพาที สารสิน กับคุณบุญชัย ปัณฑุรอัมพร 

เก๋ ชลดา พิธีกรในงาน นอกจากจะทำหน้าที่พิธีกรแล้วยังถ่ายรูปโพสตลอดงาน

หลักการสร้าง Viral Brand ไปกับ Social Media คือไม่ยัดเยียดออกแบบมุมถ่ายรูปให้สวย
จนน่าถ่ายแล้วแทรกแบรนด์เราลงไป

กระแต-ศุภักษร เปิดใจหลังเดินแฟชั่นสุดเซ็กซี่ว่า “ตื่นเต้นมากตอนที่อยู่บนเวที เลยไม่รู้ว่าเราอยู่บนเวทีนานแค่ไหน เป็นแฟชั่นโชว์ที่เซ็กซี่ที่สุดเท่าที่เคยเดินมา แต่เซฟหมดค่ะ ถามว่ากลัวหลุดไหม คือเราเซฟไว้หลายชั้นมากค่ะ มาลองชุดกันหลายรอบ ด้วยเรื่องชุดตรงนี้มันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มันมีจุดเล็กๆน้อยๆ ต้องแก้ไข บางทีกระแตผอมลงด้วย เราก็ต้องเซฟตัวเองให้มากที่สุดค่ะ


ไม่อยากบรรยายสายตาคุณพาที






คริส หอวัง กับคอลเลคชั่นที่ออกแบบเอง 

ภาพเต็มตัว ชุดชั้นในฝีมืออกแบบของคริสหอวัง Celebrity brand



คริส หอวัง 


เจ มณฑล กับ จอร์นนี่ มาเปิดแผ่นท้ายงานให้ปาร์ตี้กันแบบสุดเหวี่ยง
5 สาวนางเอกของงาน




รวมดารานางแบบในงานนี้ 
หนุ่มๆผู้สร้างสรรจังหว่ะและเสียงดนตรี




เครดิตรูปภาพ และข้อมูลจาก
https://twitter.com/SabinaClick
http://www.facebook.com/sabina.click2

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...