วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Comfort Zone เรื่องราวที่น่าสนใจจากจดหมายฉบับสุดท้ายที่คุณธนา เธียรอัจฉริยะ เขียนถึงเพื่อนร่วมงานก่อนจากDtac

ช่วงนี้มีหลายเรื่องเข้ามาในหัวให้ครุ่นคิดทั้งที่ไม่น่าจะใช่เรื่องที่จะเอามาคิดเลยเรื่องคนอื่นทั้งนั้นและเราคงช่วยตัดสินใจให้ไม่ได้แต่แล้วจู่ๆก็นึกถึงคุณธนาขึ้นมาค้นเจอจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขียนถึงพนักงานDtac เลยอยากหยิบมาอ่านให้ฟัง

สวัสดีครับ พี่ๆเพื่อนๆและน้องๆทุกคนครับ

วันนี้มีข่าวว่าผมลาออกในหนังสือพิมพ์ ซึ่งผิดแผนไปหน่อยเพราะกะว่าจะบอกทุกๆคนภายในก่อนต้นอาทิตย์หน้าแล้วค่อยบอกภายนอก พอมีข่าวออกไปก็เลยต้องเขียนและแจ้งกันฉุกละหุกพอสมควร ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้นะครับ คุณบุญชัยเพิ่งทราบเมื่อวาน ผมเองก็เพิ่งบอกคุณทอเร่วันพุธนี้
ก็ถึงเวลาแล้วน่ะครับ ผมอยู่ดีแทคมาจะสิบห้าปีแล้ว เป็นคนรุ่นเก่าโบราณ (แต่หน้าเด็ก 555) ก็ได้ลองทำอะไรมาหมดแล้วแทบทุกฝ่ายในบริษัท ถึงจุดนึงก็รู้สึกว่าตัวเองทำงานได้น้อยลง รู้สึกสะดวกสบายเกินไป รู้ทุกอย่างไปหมด ทำอะไรคนก็เกรงใจ และไฟก็มอดลงพอสมควร
เมื่อไม่นานมานี้ ผมอ่านประโยคนึงของคุณประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งเป็นขวัญใจทางความคิดของผม คุณประภาสบอกประมาณว่า “รู้อะไรให้รู้ให้กระจ่าง แล้วลืมมันให้หมด” ผมก็มานั่งคิดกับตัวเอง ความยากของการรู้เยอะๆก็คือผมติดกับดักชีวิตของตัวเอง คือคิดว่าตัวเองรู้ไปหมด แล้วก็เริ่มไม่อยากรู้อะไรอีก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
สองเดือนที่แล้ว ผมพาลูกไปเล่นสเก๊ตน้ำแข็งที่ central world เจอ ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน เป็นผู้ชายตัวใหญ่ที่สุด อายุเยอะสุด แถมเล่นๆล้มๆ ร่วมกับเด็กๆที่เล่นกันฉิว ผมก็ถามว่าทำไมต้องมาทรมานตัวเองแบบนี้ ดร วิทย์ บอกว่าอยากจะออกจาก comfort zone บ้าง จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทั้งสองเรื่องนี้ทำให้ผมถามตัวเองว่าผมอยากจะสบายแล้วเลิกเรียนรู้หรืออยากจะออกจาก comfort zone แล้วหาเรื่องที่เราไม่รู้เพื่อเรียนอะไรใหม่ๆ ก็เลยเป็นที่มาของการตัดสินใจว่าอยากจะลองทำอะไรที่ตัวเองไม่รู้บ้าง อยากจะรู้สึกเป็นมวยรอง ไม่ค่อยสบายตัวบ้าง ทำอะไรผิดพลาด ล้มเหลวและโง่เขลาบ้าง จะได้เรียนรู้อะไรอีกมุมนึง ก็เลยเริ่มคิด
ที่ผ่านมา ก็มีคนมาชวนไปทำงานหลายที่ แต่ผมก็ไม่เคยไปแม้แต่สัมภาษณ์งาน จนเมื่อคิดว่าอยากจะออกจาก comfort zone ก็เลยไปพูดคุยกับบริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง และเจ้าของเขาชวนให้ไปทำดู ก็เลยตัดสินใจ อยากทำอะไรที่ตื่นเต้นกับชีวิตอีกครั้ง บริษัทที่ผมไปก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโทรคมนาคม เป็นบริษัทยีนส์ (กางเกงยีนส์) เป็นเรื่องของ retail เรื่องของแฟชั่น เป็นเรื่องที่ผมไม่รู้เลย อาจจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ แต่ก็อยากจะลอง ถ้าคนที่รู้จักผมดีก็จะรู้ว่า ผมไม่ได้ต้องการไปบริษัทใหญ่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง เพราะผมไม่ชอบเรื่องแบบนั้น ที่ไปก็เพราะเป็นความท้าทายกับตัวเอง และผมเป็นคนชอบแข่งขัน ชอบเป็นมวยรองเพื่อล้มแชมป์ ไม่ได้ต้องการไปใหญ่โตมากมายที่ไหน ถ้าคิดจะไปอยู่บริษัทใหญ่โต โก้ๆแบบนั้น อยู่ดีแทคดีกว่าเยอะน่ะครับ

ผมได้บอกคุณทอเร่ คุณทอเร่ก็เข้าใจ และยังให้โอกาสเป็นที่ปรึกษาของบริษัทต่อด้วย ซึ่งคงจะทำให้ผมเป็นคนที่โชคดีที่สุดคนหนึ่งเลย เพราะได้ทั้งไปลองอะไรใหม่ๆแถมยังไม่ต้องลาจากดีแทคไปแบบถาวร ยังได้มีโอกาสทำงาน เดินเข้ามาใน dtac house แล้วพูดคุยกับทุกคนได้แทบเหมือนเดิม ออฟฟิศใหม่ก็ห่างจาก dtac house แค่ห้านาที ก็คงได้เจอกันอีกน่ะครับ

ผมเคยลาออกไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ครั้งนั้นลาออกด้วยความไม่พอใจ ด้วยอีโก้ และได้รับบทเรียนที่ดีหลายอย่าง โชคดีที่ผมได้มีโอกาสกลับมาหลังจากนั้นไม่นาน ทำให้ผมเห็นอะไรต่างออกไปเยอะ ในที่สุดแล้วทุกอย่างเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่ตำแหน่ง ชื่อเสียงหรือ อะไรรอบๆตัว แต่เป็นคนรอบๆตัวต่างหาก ผมเลยรู้สึกว่าตัวเองโชคดีตลอดเวลาที่ได้เจอคนดีๆ เหมือนพี่เหมือนน้องที่ดีแทค เดินเข้ามาในบริษัทก็ไม่เหมือนมาที่ทำงาน แต่เหมือนมาโรงเรียน มามหาวิทยาลัย ตัวบริษัทเองก็ให้อะไรกับผมเยอะมาก มากเกินกว่าเด็กต่างจังหวัดอย่างผมจะเคยคิดไว้
ผมเคยตั้งใจไว้ตั้งแต่กลับมาดีแทครอบที่แล้วว่า ครั้งต่อไปที่จะออกจากดีแทค จะต้องออกแบบเท่ห์ๆ ทำงานได้ดี สะอาดเรียบร้อย ลุกไปก็ไม่อายใคร เก้าอี้ไม่เลอะเทอะ ไปแบบดีๆ ก็คิดว่า ณ จังหวะนี้ เวลานี้ ก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดีที่สุดที่จะได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้
อย่างที่บอกนะครับ ว่าไปแล้วก็ไม่ได้ไปลับ ได้เป็นที่ปรึกษาต่อ แถมการลาออกก็ไม่ได้หมายความเราจะเลิกรู้จักกันด้วยนี่ครับ เรายังเคารพนับถือ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่ว่าอยู่ไหนได้ต่อไป ตอนนี้ก็คงแค่บอกว่าเปลี่ยนสถานะไปมากกว่า ก็ต้องฝากพี่ๆซีเนียร์ทุกคนให้ช่วยดูแลน้องๆกันต่อไปให้ดี ฟังลูกค้าเยอะๆ และพยายามทำในสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับบริษัทด้วยนะครับ

..และอย่าลืมอุดหนุนยีนส์จากผมในอนาคตด้วยนะครับ

ธนา
แสดงความคิดเห็น

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...