วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ธุรกิจไม้สับ ไม้ชิพ เชื้อเพลิง พลังงานทดแทน wood chips thailand

ไม้สับ เชื้อเพลิง หรือ ไม้ชิพ เชื้อเพลิง กากอ้อย ธุรกิจพลังงานทดแทนที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง 

Wood chips are a medium-sized solid material made by cutting, or chipping, larger pieces of wood. Wood chips used as a biomass solid fuel.

They may also be used as an organic mulch in gardening,landscaping, restoration ecology and mushroom cultivation.

Traditional use of woodchips is as a solid fuel for heating in buildings or in energy plants for generating electric power from renewable energy.
The newer fuel systems for heating use either woodchips or wood pellets. The advantage of woodchips is cost, the advantage of wood pellets is the controlled fuel value. The use of woodchips in automated heating systems, is based on a robust technology.
In a number of cases, coal power plants have been converted to run on woodchips. This is fairly straightforward to do, since they both use an identical steam turbine heat engine, and the cost of woodchip fuel is comparable to coal.
Solid biomass is an attractive fuel for addressing the concerns of the energy crisis and climate change, since the fuel is affordable, widely available, and is carbon neutral and sustainable as long as the crops are allowed to regrow. In most cases, biomass is not carbon neutral as wood is not regrown and the efficiency of biomass operations produce more pollutants than the processes they replace. Compared to coal and nuclear fuels, woodchip biomass does not have waste disposal issues, since wood ash can be used directly as a mineral-rich plant fertilizer.
Certain techniques for burning woodchips result in the production of biochar - effectively charcoal - which can be either utilised as charcoal, or returned to the soil. This latter method can result in an effectively carbon-negative system, as well as acting as a very effective soil conditioner, enhancing water and nutrient retention in poor soils.


โรงย่อยไม้ 

ไม้ยูคาสับผสมเปลือก สำหรับเป็นเชื้อเพลิง

ไม้ชิพ เชื้อเพลิง
ไม้สับ ไม้ชิพ สำหรับเป็นเชื้อเพลิง

ไม้สับ เชื้อเพลิง หรือ ไม้ชิพ เชื้อเพลิง หมายถึง ไม้เบญจพรรณ ที่เหลือจากการตัดแต่งต้นไม้ใหญ่จากสวนไร่นา หรือสวนผลไม้  หรือ  ไม้ท่อนยูคาลิปตัส ที่่นำมาผ่านกระบวนการสับย่อยให้กลายเป็นชิ้นเล็กนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนน้ำมันในอุตสาหกรรมต่างๆทั้งโรงงานน้ำตาล โรงงานย้อมผ้า หรือโรงงานที่ต้องการใช้พลังงานความร้อนอย่างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ปัจจุบันมีการนำไม้ยูคาสับมีเปลือกมาเป็นไม้สับเชื้อเพลิง เพื่อจำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวะมวล
ในบางพื้นที่อย่างเช่น อำเภอ ฐาตุทอง จังหวัดชัยภูมิ ได้มีการส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว อาทิ ต้นกระถินยักษ์ เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับโรงงาน


ก่อนหน้านี้มีการใช้พลังงานเชื้อเพลิงแข็งอาทิ ถ่านหิน ในการสร้างความร้อนให้กับหมอต้ม บอยเลอร์เชื้อเพลิงแข็ง(buildings) หรือใช้พืชพลังงานอื่นๆ เช่น กากมะพร้าว กะลามะพร้าว เป็นเชื้อเพลิงแข็งสำหรับการทำความร้อนซึ่งก็ถือเป็นการใช้พลังงานหมุนเวียน แต่มักมีปัญหาเรื่องมลพิษ
ระบบใหม่เพื่อให้ความร้อนเชื้อเพลิงใช้ woodchips หรือเกล็ดไม้ หรือ ไม้ชิพ หรือ ไม้สับ ข้อได้เปรียบของ woodchips คือค่าใช้จ่าย การใช้ woodchips ในระบบทำความร้อนให้มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ
ในหลายกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินได้รับการดัดแปลงเพื่อให้ ใช้พลังงานจาก ไม้สับ ผสมกับพืชพลังงานอื่นๆ เพื่อสร้างความร้อนให้ไปหมุนกังหันไอน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยสามารถประหยัดต้นทุนได้มากกว่าการใช้ถ่านหิน
พลังงานชีวมวลนี้กำลังเป็นที่สนใจเพราะความกังวลในวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทำให้เกิดมลภาวะ การใช้พลังงานชีวมวลนี้มีความยั่งยืนตราบเท่าที่พืชนั้นยังสามารถปลูกได้อยู่ และของเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ยังสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยเสริมฐาตุในดินได้ดีอีกด้วย


ธุรกิจโรงงานย่อยไม้จึงเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีศักยภาพในการเติบโต โดยทำหน้าที่ผลิตและจัดหา ไม้สับ หรือ ไม้ชิพ เพื่อเป็นพลังงานทดแทนป้อนให้กับโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งธุรกิจนี้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์จากไม้เบญจพรรณ พลังงานทดแทนได้ดังนี้
  1. ไม้เบญจพรรณสับ ไม้สับเชื้อเพลิง สำหรับเป็นพลังงานทดแทน 
  2. ไม้ยูคาสับมีเปลือก สำหรับเป็นพลังงานทดแทน
  3. ไม้ท่อน ไม้ซุง สำหรับนำมาผลิตไม้อัด ไม้พาเลท 






Wood chips supply and alternative energy supply ไม้เบญจพรรณ ไม้สับ ไม้ฟืน พลังงานทดแทนน้ำมัน ฟืนความร้อนสูง ไม้ชิป ไม้ยูคาสับ ไม้ท่อน ไม้ซุง

ขอบคุณข้อมูลจาก
ฐาตุทองย่อยไม้ TATTHONG WOOD CHIPS (Thailand) Co.,Ltd อ.ฐาตุทอง จ.ชัยภูมิ 
ผู้ผลิตและจัดจำหน่่าย ไม้สับ ไม้ชิพ เปลือกยูคาลิปตัส ไม้พาเลท ชั้นนำของประเทศไทย 
ติดต่อคุณ จิตรปราณี 0814703039

และอีกหนึ่งธุรกิจที่ขยายต่อได้คือ ธุรกิจไม้แพลเลท https://www.facebook.com/Tattong-Pallet-1212514055431760/timeline

13 marketing trend 2013 โดย ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ

กลยุทธ์สินค้ายุคผู้บริโภคทรงอำนาจ โดย ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ
การขยายตัวของ "สมาร์ทโฟน" และเทคโนโลยีการสื่อสารกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคเข้าสู่ "ยุคดิจิทัล" ด้วยช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็วในสังคมออนไลน์ ทำให้วันนี้บทบาทของ "ผู้กำหนดเทรนด์" การตลาด เปลี่ยนมือจากสินค้าและนักการตลาด มาเป็น "ผู้บริโภค" อย่างเต็มตัว

เมื่อ "ผู้บริโภค" กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในการกำหนดเทรนด์ตลาด ส่งผลให้กลยุทธ์ที่เจ้าของสินค้าต่าง ๆ นำมาใช้จากนี้ ต้องวิ่งไปตามพฤติกรรมที่ซับซ้อนของผู้บริโภค


ศาสตราจารย์ ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธรู เดอะ ไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า พฤติกรรมของผู้บริโภควันนี้ซับซ้อนมากขึ้น ตามสังคมที่เปลี่ยนไป สื่อใหม่ ๆ ที่เข้ามามีอิทธิพล ส่งผลให้เทรนด์การตลาดจากนี้ นักการตลาดต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง แล้วจึงนำกลยุทธ์ต่าง ๆ เข้าไปจับตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

"ดร.ธีรพันธ์" ได้แบ่งเทรนด์การตลาดปี 2556 ออกเป็น 13 กลยุทธ์ที่มาแรงและเชื่อมโยงกันและกัน

1.ซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility) จะเป็นเทรนด์ที่มาแรงและจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะกระแสรักษ์โลกที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่



โดยซีเอสอาร์จากนี้จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมองค์กรต่าง ๆ ขายสินค้าได้กำไรแล้วค่อยคืนกำไรสู่สังคม แต่จากนี้ต้องคำนึงว่าการทำซีเอสอาร์เกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับแบรนด์หรือไม่ อย่างไร



"จากนี้นักการตลาดต้องสร้างกิจกรรมซีเอสอาร์ให้สัมพันธ์และสามารถเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้ทั้งระบบ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ หรือแม้แต่กระบวนการผลิตที่ไม่ปล่อยน้ำเสียต่อชุมชน ก็เป็นการทำกิจกรรมเพื่อสังคมด้วยเช่นกัน โจทย์คือทำอย่างไรให้โลกน่าอยู่ขึ้น"



2.การตลาดส่วนบุคคล (Personalization Marketing) ด้วยไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ต้องการความเป็นส่วนตัว



สูงขึ้น นักการตลาดจึงต้องทำตลาดผ่านความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค บนช่องทางการสื่อสารออนไลน์ ทั้งโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ให้สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค เพื่อให้นักการตลาดสามารถวางแผนกลยุทธ์รองรับพฤติกรรมอย่างลึกซึ้ง



3.การตลาดสังคมเครือข่าย (Social Networking Marketing) เป็นเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีสังคมกลุ่มเพื่อนอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งเทรนด์ที่จะมาแรงในปี 2555คือการแชร์รูปภาพระหว่างเพื่อน (Photo Sharing) อาทิ ถ่ายรูปอาหารการกิน แสดงความคิดเห็นเรื่องของเพื่อน ฯลฯ



"ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ ทำให้เกิดสิ่งที่น่ากลัวสำหรับนักการตลาด คือลูกค้ามีอำนาจมากขึ้น และมีพลังมากขึ้น ควบคุมยาก ทำให้เทรนด์การตลาดต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ไปจับตามพฤติกรรมของผู้บริโภค จนเป็นที่มาของกลยุทธ์ที่ 4"



4.ปากต่อปากบนโลกออนไลน์ (Word-of-mouse Marketing) โดยเทรนด์นี้ไม่ได้หมายถึงการบอกต่อปากต่อปากเหมือนเมื่อก่อน แต่หมายถึงการบอกต่อด้วยการคลิกเมาส์ เพื่อบอกเรื่องราวต่าง ๆ ให้เพื่อนได้รับรู้ผ่านโลกออนไลน์ และเมื่อผู้บริโภครู้สึกดีหรือไม่ดีกับแบรนด์ใด ก็พร้อมที่จะคลิกเมาส์เพื่อบอกต่อทันทีอย่างรวดเร็ว ดังนั้นนักการตลาดต้องรู้จักเรียนรู้และสร้างกระแสผ่านช่องทางนี้ด้วยกระแสปากต่อปากบนโลกออนไลน์



5.กลยุทธ์การสื่อสารผ่านแบรนด์ (Branding Strategy) จะเกิดขึ้นแน่นอน ตลอดปี 2556 "แบรนดิ้ง" ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจากนี้ไป สินค้าหรือบริการจะไม่ต่างกัน ทำให้นักการตลาดต้องเร่งสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์เฉพาะตัว



6.การสร้างประสบการณ์กับแบรนด์ (Brand Experience) นักการตลาดต้องเพิ่มดีกรีการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ แรลลี่ การเชิญผู้บริโภคมาทำอาหาร ฯลฯ เพื่อสะท้อนความเป็นตัวตนของแบรนด์



7.การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ (Brand Engagement) วันนี้แบรนด์สามารถสร้างกิจกรรมขึ้นมาแล้วดึงให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม โดยสร้างสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกของแบรนด์นั้น ๆ หรือสร้างแบรนด์คอมมิว นิตี้ (Brand Community) ยกตัวอย่าง เอไอเอสให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนด อาทิ มีห้องรับรองสำหรับลูกค้า

เซเรเนดโดยเฉพาะ รวมถึงการให้สิทธิพิเศษหรือส่วนลดในการซื้อสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ที่ร่วมรายการ



8.แบรนด์อินโนเวชั่น (Brand Innovation) คือการสร้างหรือพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ให้ผู้บริโภคสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง และเหนือกว่าแบรนด์อื่น ๆ หรือเรียกว่า "Hero Design" ที่ต้องติดตรึงใจผู้บริโภคและไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความเหนือกว่าในแง่ "ฟังก์ชั่น" เท่านั้น แต่อาจจะเป็น "ความแตกต่าง" ในแง่อารมณ์ ความรู้สึกของผู้บริโภค



9. Right-time of Real-time Marketing ต่อไปนี้ผู้บริโภคสามารถสื่อสารได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านออนไลน์ ดังนั้นแนวโน้มการซื้อของออนไลน์จะเติบโตขึ้น สังเกตได้จากค้าปลีกต่าง ๆ มีการพัฒนาช่องทางขายผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้น



"ผู้บริโภคอาจจะไม่ต้องใช้เวลากับการซื้อสินค้าในช็อปอีกต่อไป เมื่อมีออนไลน์ลูกค้าสามารถทำทุกอย่างได้บนเครื่องมือการสื่อสาร เกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า "In-line Shopping"



10.การตลาดที่เน้นเนื้อหาสาระ (Content Marketing) สิ่งนี้เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น คนที่มี "คอนเทนต์" ถือว่ามี "ขุมทรัพย์" อยู่ในมือ เพราะสามารถนำคอนเทนต์เข้าไปอยู่ในทุกช่องทางการสื่อสารเพื่อสร้างมูลค่า



เพิ่มได้ สังเกตได้ว่าวันนี้สินค้าบางตัวเริ่มสร้างคอนเทนต์ของตัวเองขึ้นมา อาทิ บริษัทที่ขายสินค้าสุขภาพสร้างเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับสุขภาพขึ้นมาบนออนไลน์ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่กลุ่มเป้าหมายมากขึ้น



"วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เสพคอนเทนต์ที่เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์เพียงอย่างเดียว แต่เสพคอนเทนต์ที่เป็นการผสมผสานสาระและบันเทิงควบคู่กันไป (edutainment) สะท้อนจากละครที่ได้รับความนิยมอย่างแรงเงา ก็ต้องมีสอดแทรกสาระเข้าไปด้วย ทำให้วันนี้รายการที่อยู่ในตลาดได้ ต้องเริ่มจากการมีคอนเทนต์ที่ดี แล้วค่อยใส่รายละเอียดต่าง ๆ ลงไป"



11.การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management) หรือกลยุทธ์ CRM ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ซึ่งต่อเนื่องไปถึงเทรนด์ต่อไป



12. Convergence Marketing คือการสร้างกลุ่มก้อนทางธุรกิจ ซึ่งเป็นการพัฒนามาจากกลยุทธ์ "โคแบรนดิ้ง"

(cobranding) แตกต่างตรงที่ convergence เป็นการผนึกกำลังกันทางธุรกิจที่หลากหลาย ยกตัวอย่างอีเวนต์ หรือรายการสักรายการหนึ่ง ต้องมีการดึงพันธมิตรรายต่าง ๆ เข้ามานำเสนอผู้บริโภคเป็นแพ็กเกจ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน



"ความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อนในวันนี้ หมดยุคข้ามาคนเดียว แบรนด์แบรนด์หนึ่งไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกจุดได้อีกต่อไป"



13.การบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้า (Partner Relationship Management) จากเทรนด์ของ Convergence ที่จะรุนแรงขึ้นในปี 2556นี้ ทำให้ธุรกิจต้องเน้นบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้ากับคู่ค้ามากขึ้น




"ดร.ธีรพันธ์" สรุปทิ้งท้ายว่า กลุ่มสินค้าที่จะเป็นไฮไลต์ในปี 2556เชื่อว่าจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง ทั้งเครื่องสำอาง ความงาม แฟชั่น รวมถึงอาหารเสริมและสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวเนื่องที่สามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกหนุ่มสาวอยู่ตลอดเวลา ด้วยจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการในด้านนี้สูงขึ้นตามไปด้วย


ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

หลักแห่งความสำเร็จ

ขยันและประหยัด ยืนหยัดอดทน ทำตนเชื่อถือได้
อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักประมาณตน รู้ผิดแลรู้ชอบ
ตั้งปณิธาน เข้าจิตใจผู้อื่น ไม่โลภรู้สันโดษ
เด็ดเดี่ยวมั่นคง เป็นคนใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย


คติพจน์จีน เพื่อการดำเนินชีวิต ของ กว๋อฉาง

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทดลองเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก ทีPingu English ชั้น6 centralworld

เคยพาลูกไปเล่นที่สนามเด็กเล่นของCentral World หลายครั้งผมว่าที่น่ีเป็นสนามรบของเหล่าแฟรนไชส์พัฒนาการเด็ก เพราะมีทุกประเภท หลากหลายให้เลือก อยู่ในห้างที่คนมาเยอะแต่ทำเลการตั้งอยู่ในที่ปิดคนไม่ผ่านเข้าออกถ้าไม่จำเป็น (วันหลังจะเขียนเรื่องการเลือกทำเลในห้าง)
แต่เห็นโรงเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กข้างสนามเด็กเล่นที่ชื่อ Pingu's Enlish เปิดมาได้นานมากคนอื่นปิดไปเกือบหมดแล้วน่าจะมีอะไรดีจึงไปลงชื่อทดลองเรียน
ที่ Pingu  สาขา Central world ชั้น6
เป็นการเรียนภาษาอังกฤษแบบประยุกต์เข้ากับยุคสมัย โดยการเรียนแบบ interactive กับครูและ VDO โดยมีพิงกุ(นกเพนกวิ้น)เป็นสื่อการเรียนจะเป็นรูปแบบกิจกรรมประกอบด้วย
ดูการ์ตูน Pingu ทั้งแบบมีเสียงและไม่มีเสียง เพื่อให้เด็กมีจินตนาการ และจำสำนวน
ทำแบบฝึกหัด เรียนและลงมือทำเน้นการเขียนตัวอักษรและคำศัพท์
เล่นกิจกรรม เป็นกิจกรรมสนุกๆให้เด็กชินกับภาษาอังกฤษ


PINGU มีทั้งหมด 3 ระดับ ดูเพิ่มเติมได้ที่
http://www.pingusenglish.ac.th/overview.htm

แต่ละระดับมี 12 บท เป็นเรื่องราวของเจ้าเพนกวิ้น PINGU เพื่อนๆและครอบครัวในสถานการณ์ต่างๆ
น้องจิงจิงได้ทดสอบแล้วครูบอกว่าอยู่ระดับ3 ^_^
แต่ระดับสามจะเปิดเดือนกุมภาพันธ์เลยให้ทดลองเรียนระดับสองก่อน
ลูกไปเรียนแล้วชอบแหะ ถามค่าเรียน 30,000 บาท เอ่อ คงจบแต่เพียงเท่านี่หล่ะจ้า










น้องผิงผิงกับการสำรวจของเล่น กล่องอุปกรณ์ชุดนี้น่าสนใจมาก




แอบเจอหนังสือสอนเล่นทราย ดีมากๆ


อุปกรณ์เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กมีหูฟังเฉพาะคน


กิจกรรมเข้าจังหว่ะให้คุ้นเคยกับเสียงดนตรีจังหว่ะ ตัวละครพิงคุ

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การลงทุนธุรกิจวัสดุก่อสร้างในสปป.ลาว #AECGEEK

ขอบคุณข้อมูลจาก www.ksmecare.com

การลงทุนธุรกิจวัสดุก่อสร้างในสปป.ลาว



สปป.ลาว ต้องเตรียมประเทศให้พร้อมรองรับ AEC ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ เนื่องด้วยโครงข่ายคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน รางรถไฟ ระบบประปา และไฟฟ้า ยังมีไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเมือง เพื่อรองรับการหลั่งไหลของการค้าและการลงทุนจากต่างชาติที่จะมีมากขึ้นในอนาคต และด้วยสภาพภูมิประเทศโอบล้อมด้วยภูเขาและทรัพยากรน้ำ ทำให้สปป.ลาวพยายามผลักดันให้ประเทศนี้กลายเป็น “Battery of Asia” จึงยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สปป.ลาวให้ความสำคัญกับภาคก่อสร้างมากขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสแก่ธุรกิจวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างของไทยที่จะบุกตลาดสปป.ลาว พร้อมกับการเติบโตของการก่อสร้างในพื้นที่

สำหรับการลงทุนจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในสปป.ลาว ผู้ประกอบการ SMEs ควรศึกษาถึงสภาพตลาด จำนวน คู่แข่งขัน ทำเลที่ตั้ง และลักษณะความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ ปัจจุบันสปป.ลาวกำลังมีความต้องการทั้งสินค้าวัตถุดิบ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ยกตัวอย่างเช่น โครงสร้างเหล็กรูปพรรรณ อิฐ กระเบื้อง ประตู และหน้าต่าง เนื่องด้วยอยู่ในช่วงพัฒนาประเทศ เพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ในปี 2558 ทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งสปป.ลาวเตรียมเป็นผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขายในอาเซียน

การเข้าไปก่อสร้างโรงงานเพื่อผลิตวัสดุก่อสร้าง ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน และพื้นที่เพื่อก่อสร้างโรงงาน อีกทั้งผังเมืองของสปป.ลาว ยังมีการจำกัดพื้นที่เขตรักษาผืนป่า นอกจากนี้ยังต้องใช้เงินลงทุนสูงสำหรับค่าเช่าที่ดินและค่าก่อสร้าง ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงแนะนำการลงทุนธุรกิจวัสดุก่อสร้างในเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ในรูปแบบจำหน่ายสินค้าหรือส่งออก มากกว่าเข้าไปลงทุนผลิตเพื่อจำหน่าย ซึ่งเริ่มต้นจากหาพันธมิตรทั้งก่อนและระหว่างช่วงเวลาที่เข้าไปประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้างบริเวณชายแดนไทย-สปป.ลาว น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบทางด้านความชำนาญพื้นที่ และมีข้อมูลความต้องการซื้อขายสินค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งด่านที่เหมาะสมสำหรับขนส่งสินค้าวัสดุก่อสร้างมากที่สุดคือ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่จังหวัดหนองคาย เข้าสู่เวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นจุดศูนย์กลางทางการค้าของประเทศ ส่วนด่านที่น่าสนใจที่ไม่ควรมองข้ามคือ ด่านช่องเม็ก ที่จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องด้วยด่านนี้ใกล้กับแขวงปากเซ และเชื่อมโยงกับแขวงอัตตะปือของสปป.ลาว ซึ่งภายใน 3-4 ปีข้างหน้า มีโครงการก่อสร้างสำคัญ คือ การขยายสนามบินปากเซ และสนามบินอัตตะปือ รวมถึงการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า Xe Pian Xe Nam Noy และ Xe Kong ทั้งนี้จะส่งผลให้เกิดความต้องการวัสดุก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างของไทยในการขยายตลาดไปยังสปป.ลาว ประเทศเพื่อนบ้านอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าตลอดทั้งปี 2555 และ2556 มูลค่าส่งออกปูนซีเมนต์ และผลิตภัณฑ์เหล็กอาจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9 และ 15 ต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,350 และ 6,100 ล้านบาท ในปี 2555 ส่วนในปี 2556 คิดเป็นมูลค่า 1,470 และ 7,050 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจที่สปป.ลาว คือ การสร้างพันธมิตรในท้องถิ่น เพื่อร่วมมือเจาะตลาดและหาช่องทางการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในสปป.ลาว ซึ่งแหล่งจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่สำคัญจะอยู่ตามเมืองหลักที่มีโครงการก่อสร้างเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น เวียงจันทน์ ปากเซ สะหวันนะเขต และอัตตะปือ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธันวาคม 2555


แหล่งที่มาของข้อมูล

สถิติมูลค่าการส่งออก-นำเข้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ 2555

Trade Map, 2012

The 22nd Survey of Investment Related Costs in Asia and Oceania, JETRO, 2012



วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2555 (ใหม่)

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ *

- เงินได้สุทธิ 0-300,000 บาท อัตราภาษี 5%
- เงินได้สุทธิ 300,001 ถึง 500,000 บาท อัตราภาษี 10%
- เงินได้สุทธิ 500,001 ถึง 750,000 บาท อัตราภาษี 15%
- เงินได้สุทธิ 750,001 ถึง 1,000,000 บาท อัตราภาษี 20%
- เงินได้สุทธิ 1,000,001 ถึง 2,000,000 บาท อัตราภาษี 25%
- เงินได้สุทธิ 2,000,001 ถึง 4,000,000 บาท อัตราภาษี 30%
- เงินได้สุทธิ 4,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%
- ผู้มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท กระทรวงการคลังจะออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีไว้เช่นเดิม

อัตรภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(เก่า) 2551
http://www.rd.go.th/publish/1780.0.html

ภาพจาก Facebook https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151491789830740&set=a.10150226992495740.318412.625165739&type=1&theater 


*ข้อมูลจาก http://www.facebook.com/photo.php?fbid=239212859542570&set=a.101672099963314.1120.101367553327102&type=1&theater
ขณะนี้ยังไม่มีประกาศใช้อย่างเป็นทางการคาดว่าจะใช้อัตราภาษีนี้ปี 2557

ข้อมูลการลดหย่อนภาษี ดูได้ที่ http://oweera.blogspot.com/2012/12/2555-family-tax-saving.html

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เงินเดือนเริ่มต้นสำหรับนักศึกษาจบใหม่ Thai salary 2013

จบใหม่เขียนเงินเดือนเท่าไหร่ดี?
คำถามยอดฮิตของคนจบใหม่

เลยอยากเก็บข้อมูลตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติมาเก็บไว้ดู
สถิติ อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุดและต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่ จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยข้อมูล 4 อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุด และ 5 อาชีพที่ได้เงินเดือนต่ำสุด ของ นักศึกษาจบใหม่






อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุดและต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่



5 อันดับ อาชีพที่ได้เงินเดือนต่ำสุด ของ ” กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ ” ได้แก่



อันดับที่ 5 นักโภชนาการ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 11,361 บาท

อันดับที่ 4 นักบัญชี การเงิน เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 10,174 บาท

อันดับที่ 3 นักทรัพยากรบุคคล เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 10,115 บาท

อันดับที่ 2 นักประชาสัมพันธ์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 9,719 บาท

อันดับที่ 1 เจ้าหน้าที่ธุรการ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 9,311 บาท



4 อันดับ อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุด ของ ” กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ ” ได่แก่



อันดับที่ 4 สถาปนิก เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 15,756 บาท

อันดับที่ 3 เภสัชกร เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 17,389 บาท

อันดับที่ 2 ทันตแพทย์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 48,359 บาท

อันดับที่ 1 แพทย์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 51,285 บาท



ข้อมูล : สำนักสถิติแห่งชาติ



เรียบเรียง : http://www.facebook.com/infographic.thailand

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

KBankตั้งเป้าเป็นเอเชียนแบงก์หนุนผู้ประกอบการบุกเออีซี AECplus

ข่าวประชาสัมพันธ
กสิกรไทยเล็งรุกตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้าเป็นเอเชียนแบงก์ที่เชี่ยวชาญด้านการค้าการ ลงทุนในภูมิภาค หนุนจับคู่ธุรกิจดันผู้ประกอบการสู่เวทีโลก ปี 56 คาดจีดีพีกลุ่มเออีซี พลัส โต 5.1% การส่งออกไทยโต 10-15% ส่งผลรายได้เทรดไฟแนนช์โต 26%




นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่ภาวะเศรษกิจถดถอย ในขณะที่ยุโรปต้องเผชิญกับปัญหาเสถียรภาพทางการเงิน แต่สภาพเศรษฐกิจการค้าการลงทุนในเอเชียยังคงเติบโตจากการประเมินคาดว่าแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มเออีซีพลัส (อาเซียนและจีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ปี 56 มีจีดีพีอยู่ที่ 5.1% ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเพื่อรับมือกับเออีซีอย่างเต็มรูปแบบ ในปี 2558



ดังนั้นธนาคารกสิกรไทย จึงตั้งเป้าหมายรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจังด้วยการเป็นเอเชียน แบงก์ (Asian Bank) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้าการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย และพร้อมจะเป็นพันธมิตร ดูแลลูกค้า ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการไทยที่ต้องการไปลงทุนต่างประเทศ และผู้ประกอบการต่างประเทศ ที่ต้องการมาลงทุนในประเทศไทย โดยอาศัยความแข็งแกร่งของธนาคารที่มีธนาคารพันธมิตรอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และ สหรัฐอเมริกา ที่ผู้ประกอบการต้องการเข้าไปลงทุน ซึ่งธนาคารท้องถิ่นเหล่านั้นมีข้อดีคือมีสาขาและความเชี่ยวชาญและมีความเข้าใจในการทำธุรกิจของประเทศนั้นๆ ซึ่งจะสามารถช่วยผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี



ทั้งนี้ ธนาคารมีโมเดลในการขยายเครือข่ายธนาคารพันธมิตร ยึดตามรูปแบบของ Inbound Japanese Model ที่ธนาคารใช้เป็นกลยุทธ์ดูแลลูกค้าญี่ปุ่นที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย นอกจากนี้ ยังเข้าไปตั้งสำนักงานตัวแทนในประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนสูง เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีธนาคารพันธมิตร ทั้งสิ้น 35 ธนาคารใน 9 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ลาว อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา พม่า สหรัฐอเมริกาและอียู รวมทั้งมีสำนักงานตัวแทน 2 แห่งในญี่ปุ่นและพม่า เพื่อดูแล ผู้ประกอบการไทยและต่างชาติที่ต้องการเข้าไปลงทุนในประเทศดังกล่าว โดยได้ประสานงานร่วมกับธนาคารพันธมิตร หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น และเครือข่ายธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ในปี 2556 เตรียมขยายพันธมิตรเพิ่มใน 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน ซึ่งจะทำให้ธนาคารกสิกรไทยมีธนาคารพันธมิตรในกลุ่มเออีซีครบทุกประเทศ



นอกจากนี้ ธนาคารได้วางกลยุทธ์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านการทำธุรกิจต่างประเทศในปี 2556 เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขัน ด้วยการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมธุรกิจต่างประเทศ (K Global Business Center) เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้ข้อมูลคำแนะนำด้านการค้าการลงทุนในประเทศไทยและกลุ่มเออีซี ให้แก่ลูกค้าผู้ประกอบการ โดยตั้งอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย อาคารพหลโยธิน ชั้น 16 ผู้ประกอบการที่สนใจ ด้านการค้าการลงทุน ติดต่อได้ที่ K-BIZ Contact Center โทร 0 2888 8822



นายทรงพล กล่าวว่า การให้บริการของธนาคาร ฯ จะครอบคลุมการให้บริการทางการเงินที่ครบ วงจร รวมไปถึงการสนับสนุนข้อมูลอันเป็นประโยชน์เพื่อการติดต่อค้าขายระหว่างประเทศ อาทิ ข้อมูลทางเศรฐกิจที่สำคัญ อุตสาหกรรมของแต่ละประเทศ รวมไปถึงกฎระเบียบต่างๆ ในการทำธุรกิจและการขยายเครือข่ายพันธมิตรในแต่ละประเทศ ด้วยการเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมจับคู่พันธมิตร ทางธุรกิจ (Global Business Matching) ที่น่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบการไทยกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน อาเซียน ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และนักธุรกิจไทยที่ต้องการไปลงทุนในกลุ่มเออีซี ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจสำคัญระหว่างไทย-ญี่ปุ่นจะเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ไทย-พม่าในกลุ่มการเกษตร ไทย-อินโดนีเซียในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ไทย-เวียดนามในกลุ่มธุรกิจที่เป็นเฟรนไชส์ต่าง ๆ และจัดจับคู่ธุรกิจระหว่าง 4 ชาติ ญี่ปุ่น เวียดนาม พม่า ไทย ในกลุ่มอาหาร อุตสาหกรรมการเกษตร อิเล็กทรอนิกส์



สำหรับภาพรวมการส่งออกในปี 2556 จากการที่เศรษฐกิจของจีนเริ่มฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อประเทศอาเซียนและไทย ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของจีน ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น และช่วยให้การส่งออกของไทยเติบโต 10-15% ซึ่งธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้ายอดธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ไว้ที่ 2.7 ล้านล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2555 ประมาณ 31% และมีรายได้ค่าธรรรมเนียมจากธุรกิจการค้าระหว่างประเทศประมาณ 1,910 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26%

************************************************************
KBank moves to become the Asian bank for SMEs throughout the AEC




KASIKORNBANK is moving quickly into the international market, aiming at becoming the Asian bank with the most expertise in regional trade and investment in 2013, helping SMEs to step onto the world stage. The total GDP of AEC Plus (ASEAN and China, Japan and South Korea) is expected to grow 5.1 percent in 2013, with Thai exports increasing 10-15 percent. That, in turn, should boost trade finance revenues by 26 percent.

According to Mr. Songpol Chevapanyaroj, KASIKORNBANK Executive Vice President, in spite of economic slowdown in the US and financial instability in the eurozone, trade and investment in Asia continue to grow, with an economic expansion of 5.1 percent expected for AEC plus in 2013. SMEs need to be fully prepared to compete before the AEC arrives in 2015.

KBank is moving to penetrate markets abroad with the aim of becoming the Asian bank with expertise in the regional market, helping Thai SMEs to invest in markets abroad and helping SMEs abroad who wish to invest in Thailand. Given our partner banks in Asia, Europe and the US with their branch networks and in-depth local business knowledge, KBank should be a great resource for SMEs.

The Bank is utilizing the Inbound Japanese Model of expanding its network of banking partners. The Bank has been using this model in taking care of Japanese customers with operations in Thailand. KBank has also opened representative offices in countries where investment is high in order to provision more efficient services to customers. KBank currently has 35 partner banks in nine countries, Japan, South Korea, Singapore, Lao PDR, Indonesia, Vietnam, Cambodia, Myanmar, the US and the EU, and two representative offices, one in Japan and one in Myanmar.

Cooperating with partner banks, local government agencies and other partners, KBank is able to significantly facilitate local business operations for SME customers. For 2013, the Bank intends to engage additional partner banks in Malaysia, the Philippines and Brunei, giving it banking partners in every AEC country.

In support of SME competitiveness, the Bank has opened the K Global Business Center giving consultation to SMEs on trade and investment in Thailand and the AEC market. The Center is located on the 16th floor of the KASIKORNBANK Phahon Yothin Main Branch. SMEs may contact the Center through the K-BIZ Contact Center, 0 2888 8822.

Mr. Songpol notes that in addition to the full set of financial transactions, KBank services include providing information that is useful for international trade, including major economic indicators, industrial sectors of individual countries and local regulations. Acting as a go-between through our Global Business Matching service, KBank introduces Thai operators to reliable potential partners from Japan, South Korea, China, ASEAN, Europe and the US planning to invest in Thailand and other AEC countries. Major businesses among Thai-Japanese investments include food and beverages, Thai-Myanmar investments focus on agro-industry, Thai-Indonesian investments are mostly in consumer products, and Thai-Vietnamese investments center on franchising. Business matching among four markets, Japan, Vietnam, Myanmar and Thailand, focuses mainly on the food, agro-industry and electronics industries.

China’s expected economic recovery in 2013 will be a boon to exports from trading partners such as Thailand and other ASEAN countries, with rising commodity prices and export growth projected at 10-15 percent. KBank is targeting to attain 2.7 trillion Baht in the trade finance business, up 31 percent from 2012. Fee revenues from international trade are anticipated at 1.9 billion Baht, up 26 percent.


วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เดี่ยวไมโครโฟน10 มาแล้วจร้า One standup comedy 10

เดี่ยว10มาแล้วจร้า...เปิดจองบัตรวันที 16 กุมภาพันธ์ 2556 ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส และ ได้ที่7-ELEVENใกล้บ้านท่าน บัตรราคา 1000/1500/2000/2500 และ 3000 บาท เลขที่นั่งบัตรออกตามลำดับ First Come First Serve


งานนี้โชว์ฝีมือการตลาดชั้นเซียนของคุณตันอีกครั้งสินะ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ บัตรเดี่ยวฯ10แบบเรียงตามลำดับอัตโนมัติเพื่อให้เข้ากับ กลยุทธช่องทางจัดจำหน่ายโดยSynergy กับ ธุรกิจค้าปลีกที่มีสาขามากที่สุดของประเทศอย่าง 7-11  ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มและดึงคนเข้าร้าน7-11 ที่เป็น Startigic Partner ของ อิชิตัน งานนี้เรียกว่าWin-Win ด้วยกันทั้งคู่
"จะรับขนมจีบหรือเดี่ยวฯ10ด้วยมั๊ยค่ะ"

เครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจ (Business Management tool) : สิ่งจำเป็นสำหรับ SME ไทย...ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรง (ตอนที่1)



SME Management tool
SME Management Tool 


การดำเนินธุรกิจภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงและเข้มข้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยด้วยกันเอง รวมทั้งผู้ประกอบการจากต่างประเทศที่จะทยอยรุกเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย โดยเฉพาะภายหลังการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ในปี 2558 ส่งผลให้ธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มความได้เปรียบด้านการแข่งขันให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อม(SME) ซึ่งส่วนใหญ่มีข้อจำกัดหลายๆด้านหากเทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเงินทุน ช่องทางการจัดจำหน่าย รวมทั้งอำนาจในการต่อรองทั้งกับแหล่งเงินทุน แหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนถึงการต่อรองกับลูกค้า

ดังนั้น ปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจ SME อยู่รอดได้ที่สำคัญคือ การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ โดยการนำเครื่องมือบริหารจัดการทางธุรกิจสมัยใหม่ เข้ามาช่วยเพิ่มสมรรถนะขององค์กร เพื่อให้กิจการสามารถก้าวทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง และทำให้ธุรกิจมีความเข้มแข็งและดำเนินไปอย่างราบรื่นอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้ผู้ประกอบการธุรกิจ สามารถที่จะเลือกนำเครื่องมือทางการบริหารจัดการหลากหลายรูปแบบ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน และเหมาะสมกับประเภทธุรกิจ รวมทั้งสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมขององค์กรมาใช้ ทั้งในส่วนของเครื่องมือที่เป็นองค์ความรู้ที่มีการพัฒนาขึ้นมา ทั้งในส่วนของ เครื่องมือบริหารจัดการด้านการผลิต เครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจ เครื่องมือบริหารจัดการที่อยู่ในรูปของเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางด้านการตลาด

เครื่องมือบริหารจัดการด้านการผลิต ที่น่าสนใจ

  • การบริหารคุณภาพโดยรวม(Total Quality Management: TQM) 
  • การลดต้นทุนทางธุรกิจด้วยระบบซิก ซิกม่า(Six-Sigma) และระบบLean 
เครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจ ที่น่าสนใจ

  • การจัดการแบบสมดุล(Balanced Scorecard) ซึ่งเป็นระบบการบริหารงานที่ทำให้ธุรกิจเห็นภาพที่ชัดเจนในการปฏิบัติงานและมีการประเมินผลทั่วองค์กร 
  • การวิเคราะห์ทัศนภาพ (Scenario Analysis) หรือการวิเคราะห์ภาพอนาคตที่เป็นไปได้ขององค์กร 
  • การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) 
ส่วนเครื่องมือบริหารจัดการที่อยู่ในรูปของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการธุรกิจทำได้สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อาทิ

  • การวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม (Enterprise Resource Planning: ERP) 
  • การขยายตลาดและส่งเสริมการขายผ่านสื่อออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย(Social Media) เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น มีหลากหลายรูปแบบให้ภาคธุรกิจได้เลือกใช้ ซึ่งธุรกิจแต่ละรายจำเป็นต้องศึกษาว่า จะนำเครื่องมือบริหารจัดการใดมาปรับใช้เพื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจที่สุด และที่มีความจำเป็นที่สุดและไม่สามารถมองข้ามได้ก็คือ การทำความเข้าใจกับบุคลากรในองค์กร ให้พร้อมรับกับเครื่องมือต่างๆที่นำมาใช้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายในองค์กรในภายหลังขอให้กำลังใจนักธุรกิจ SME ทุกท่านด้วยเพลงๆนี้ แล้วติดตามตอนต่อไปที่จะเอาเครื่องมือต่างๆมาเล่าให้ฟังว่ามันคืออะไรใช้อย่างไร



ขอบคุณข้อมูลจาก www.ksmecare.com





วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บ้านเพียงเพลิน หัวหิน การลงทุนที่ทำให้คุณพักผ่อนได้ baanpeangploen huahin sansiri





บ้านเพียงเพลิน หัวหินของแสนสิริ คืิอจุดเริ่มต้นการเดินทางเพื่อหา Inspiration ในการสร้าง Passion ให้กับตัวเอง เคยคิดเอาไว้ว่าอยากลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นคอนโดที่หัวหิน เอาไว้ใช้พักผ่อนในยามที่เราต้องการและเอาไว้สร้างรายได้จากการเช่าอยู่กับนักท่องเที่ยว เมื่อได้รับเชิญจากทางแสนสิริให้ไปเยี่ยมชมโครงการจึงไม่รีรอตอบรับไปทันที เพื่อไปเห็นของจริงสถานที่จริง
"การกำหนดเป้าหมายของชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดของการกำหนดเป้าหมายคือ การกำหนดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม" 
หากอยากได้รถ ต้องไปเห็นไปลองจับไปลองขับ และเก็บภาพจดจำความรู้สึกที่ได้สัมผัสมากำหนดเป็นเป้าหมาย เป็นภาพที่จะต้องเห็นทุกวัน เมื่อเราอยากได้คอนโดก็ต้องไปดูไปเห็นไปลองสัมผัสดูเช่นกัน

ดูจากในเวป ข้อมูลของโครงการ บ้านเพียงเพลิน ทำเลที่ตั้งโครงการนี้ถือว่าอยู่กลางความเจริญของหัวหินยุคใหม่ แต่โครงการนี้กลับดึงเอาความเป็นหัวหินในยุค1970 มาใช้ในการออกแบบการดีไซด์รูปแบบการใช้ชีวิตให้ลูกบ้านในโครงการนี้ ฉีกแนวจากสไตล์โมเดินท์ที่กระจายเต็มหัวหิน มาเป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ย้อนกลับไปเป็นการดึงเอารูปแบบการใช้ชีวิตบ้านพักตากอากาศหัวหิน ที่โปร่งโล่ง มีพื้นที่กว้าง




baanpeangploen huahin sansiri
บ้านเพียงเพลิน จากแสนสิริ
ตัวโครงการเน้นเป็นคอนโดสำหรับการพักผ่อน ขนาดห้องไม่ใหญ่นัก มีห้องให้เลือกสามแบบ
แบบสตูดิโอ ขนาด 29.70 ตรม. ราคา 1.55 ล้านบาท
แบบ1ห้องนอน ขนาด47.62 ตรม. ราคา...(จำไม่ได้)

แบบ 2 ห้องนอน ขนาด60.23 กับ 60.47 ตรม. ราคา...(จำไม่ได้)

ในส่วนตัวผมหากอยากได้คอนโดตากอากาศซักแห่ง ณ เวลานี้คงมองถึงทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญไม่ต้องใหญ่โตเพราะไม่ได้อยู่ทุกวัน ราคารับได้ เพื่อสามารถสร้างรายได้จากการให้เช่ามาเป็นค่าผ่อนคอนโดได้ในตัวด้วย จึงเน้นดูที่ห้อง สตูดิโอ ราคา 1,550,000 บาท หากรวมตกแต่งแบบนี้ด้วย เพิ่มเงินอีก 60,000 บาท คำนวนคร่าวๆ ผ่อน 20 ปี ไม่น่าเกินเดือนละ 12,000 บาท  ราคาค่าเช่าคอนโดรายวันที่หัวหิน ราคาประมาณ 2,500-3,600 บาท หากมีโอกาสได้เช่า 5-6 คืนต่อเดือนก็เหมือนได้ฟรีแล้ว

เปิดประตูหน้าห้องมาไม่กี่ก้าวก็ถึงโซฟารับแขก นั่งเล่นดูทีวี 


มองจากในห้องออกมา มุมกินข้าวน่ารักๆ จัดปาร์ตี้เล็กๆกับเพื่อนซี้ 3-4คนสบายๆ

มองดูคู่นี้เค้าเล่นกันน่ารักดี 


แบ่งพื้นที่สำหรับทำอาหารซักล้างแยกออกจากห้องพักผ่อน
เพื่อให้เห็นภาพขอรีวิวแบบสั้นๆได้ใจความ กับ 30 วินาที ดูให้ทันนะครับ




ในวันที่ไปเป็นวันพรีเซล มีโปรโมชั่นเยอะมาก  จ่ายเพียง 41,988 บาท (จอง 10,000 บาท, ทำสัญญา 20,000 บาท, ดาวน์ 999 บาท 12 เดือน 11,988 บาท) ในงานวันที่ 5-10 ธ.ค.นี้ รับไอแพดมินิ ,LED 32 นิ้ว ตู้เย็น 9 คิว เครื่องทำน้ำอุ่น ไมโครเวฟ
จึงไม่แปลกใจเลยที่พอไปถึงช่วงบ่าย ห้องหันหน้าเข้าทะเลขายหมดเกลี้ยง แม้แต่ พี่ต่าย @Sresuda เจ้าแม่ข่าวไอทีจาก MCOT.Net ยังอดใจไม่ไหวลงทุนควักกระเป๋าจองทันที



ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะจองปุ๊ป ได้ไอเพดมินิมาก็ขายได้ทันที (น่าอิจฉา) จริงๆ ส่วนเราเองก็คงได้แต่นำมาตั้งเป็นเป้าหมายการลงทุนในปีหน้า เสียดายโอกาสเหมือนกันเพราะโครงการเสร็จเมื่อไหร่ราคาห้องนี้คงวิ่งไปถึงใกล้ๆสองล้านหรือมากกว่านั้นแน่นอน (เพราะตอนนี้ใบจองขายกันใบละแสนแล้ว)

นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะขายกี่วันหมด....

ตบท้ายของงานมีกิจกรรมปาร์ตี้ Huahin1970 กิจกรรมน่ารักๆย้อนวันวานไปในปี 1970 สอยดาว กินน้ำจรวด ฟังเพลงเบาๆ ใต้ต้นก้ามปูยักษ์ อากาศเริ่มเย็นสบาย ชื่นใจจริงๆ



Huahin1970
หัวหินต้องมีป้ายนี้

Huahin1970
หัวหินต้องมีรถม้า 


็Huahin1970
ปากระป๋อง


Huahin1970
สอยดาว

Huahin1970
ของกินร้านดังตำนานอาหารหัวหินมารวมที่นี่

ข้าวเหนียวมะม่วง 


ยื่นภาษีปี2555 สำหรับคนมีครอบครัว (Family Tax Saving)

ใกล้ได้เวลายื่นภาษีปี 2555 (ภ.ง.ด.91/ ภ.ง.ด.90) แล้วจร้า... เลยอยากนำเรื่องการลดหย่อนภาษีมาเล่าให้ฟัง...ในมุมที่บางคนไม่เคยสัมผัสมาก่อน....เนื่องจากปีนี้ได้ไปงานแต่งงานเยอะมาก เลยอยากบอกคู่แต่งงานว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจ...ถึงการเปลี่ยนแปลงหลังแต่งงานแล้วนั้น...นอกจากที่เรามีคนต้องดูแลเพิ่ม 1 คนแล้ว...เรายังต้องมีการจ่ายภาษีแบบคู่แต่งงานด้วยนะ...อาจมีหลายคนไม่อยากปวดหัวเรื่องนี้ก็เลยใช้วิธีขึ้นไปอยู่บนที่สูง...อย่างขื่ออย่างคานแทน..และเรียกตัวเองว่าโสดอย่างมีคุณภาพ...แต่รู้มั๊ยแต่งงานนี้ก็ลดหย่อนภาษีได้เยอะซะด้วยนะลองดูรายละเอียดหน่อย...เผื่ออยากแต่งงานบ้าง

แต่งงานแล้ว ยื่นภาษียังไง ??? สองคนนี้คงไม่ต้องถาม

ก่อนอื่นมาเข้าใจกันก่อนว่า ลดหย่อนภาษีมีสองประเภท 
  1. การลดหย่อนที่ไม่เป็นตัวเงิน   คือ ค่าลดหย่อนที่กฎหมายกำหนดจากสถานภาพที่ผู้มีเงินได้มี หรือ ได้ช่วยเหลือดูแลบุคคลอื่นๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, ค่าลดหย่อนจากคู่สมรส (กรณีจดทะเบียนสมรส), ค่าลดหย่อนบุตร, ค่าเลี้ยงดูบุพการี, ค่าเลี้ยงดูบุคคลทุพพลภาพ เป็นต้น
  2. การลดหย่อนที่เป็นตัวเงิน คือ ค่าลดหย่อนที่กฎหมายกำหนดจากการลงทุนหรือได้จ่ายเงินได้ไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลต้องการส่งเสริม เช่น ค่าลดหย่อนจากเงินค่าซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF), ค่าซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF), เบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กำหนด, เบี้ยประกันแบบบำนาญ, ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากหนี้เพื่อซื้อบ้าน เป็นต้น
Link รายละเอียดรายการลดหย่อนเพิ่มเติมที่ บล๊อกของเพื่อนผม Kafaak.com 

แต่งงานแล้ว ยื่นภาษียังไง ??? แต่งงานแล้วได้ลดหย่อนภาษียังไง??

I go shopping , I go to work

แต่งงานแล้วนี้หมายถึงต้องจดทะเบียนสมรสกันตลอดปีภาษีด้วยนะถึงเรียกว่าแต่งงานแล้ว...เมื่อแต่งงานจะทำการจ่ายภาษีอย่างไร ต้องตัดสินใจแบ่งภรรยาออกเป็น3ประเภท ภรรยาเด็ก,ภรรยาสาว,ภรรยาเหมือนแม่ เอ้ย!!! ไม่ใช่ภรรยาแบ่งเป็นสามประเภทตามแบบการยื่นภาษี(สำหรับสามีที่มีรายได้เป็นเงินเดือน)
  1. ภรรยามีรายได้เป็นเงินเดือน.. แบบนี้ควรแยกยื่นเพื่อกระจายฐานภาษีจะดีกว่าและใช้การลดหย่อนภาษีได้เต็มที่ของทั้งสองฝ่าย อย่างเช่นบุตรนำมาลดหย่อนได้ทั้งสองคน
  2. ภรรยามีรายได้อื่นๆที่ไม่ใช่เงินเดือน...ก่อนหน้านี้กฎหมายบอกแยกยื่นไม่ได้เนื่องจากจะต้องนำเงินได้(ของภรรยา)มายื่นในนามของสามี ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของภรรยาสามารถยกมาให้สามีใช้ได้ แต่ ล่าสุด... มีการแก้กฎหมายเพื่อความเสมอภาค (19กันยายน2555)สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่  ยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้ในนามตนเอง หรือแปลว่า ยื่นรวมหรือยื่นแยกก็ได้แล้วไม่บังคับ ส่วนกรณีเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากการทำกิจการร่วมกัน หรือที่มิได้พิสูจน์ว่าเป็นเงินได้ของฝ่ายใด ให้ยื่นรายการและเสียภาษีในนามคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล 
  3. ภรรยาไม่มีรายได้...อาชีพในฝัน(ของหลายคน)เลยครับภรรยาที่ไม่มีรายได้แสดงว่าไม่ต้องทำงานรับภาระการดูแลครอบครัวและลูกๆอย่างเต็มที่...แต่คนเหล่านี้มักมีรายจ่ายได้โดยไม่ต้องจ่ายเอง...ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ต้องขออนุญาติจากคนมีรายได้(สามี)ซะด้วย..โดยกรณีนี้สามีสามารถนำภรรยามาลดหย่อนภาษีได้ถึง30,000บาท...
เมื่อแต่งงานสามีสามารถนำภรรยาที่ไม่มีรายได้มาลดหย่อนภาษีได้แล้วยังมีส่วนอื่นที่เป็นผลจากการแต่งงานสามารถนำมาลดหย่อนได้อีกได้แก่
  • บุตรที่ศึกษาในประเทศ คนละ 17,000 บาท
  • บุตรที่ไม่ได้ศึกษาหรือศึกษาในต่างประเทศ คนละ 15,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตของภรรยาที่ไม่มีเงินได้ 10,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตของบิดามารดาผู้มีเงินได้และบิดามารดาภรรยา ไม่เกิน15,000บาท
ใช้ลูกลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะครับ


เบี้ยประกันชีวิตช่วยลดหย่อนภาษีได้
ทำประกันชีวิตนอกจากจะเป็นการบรรเทาความเสียหายที่เกิดจากหัวหน้าครอบครัวหรือกำลังสำคัญเสียชีวิตแล้วและกระทบด้านรายได้กับคนข้่างหลังแล้ว...ประกันชีวิตยังมีผลดีช่วยลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย... ตามหลักเกณฑ์ง่ายๆคือประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ลดหย่อนสูงสุดได้ 100,000บาท... ประกันชีวิตแบบบำนาญสามารถลดหย่อนเพิ่มได้อีก200,000บาท แต่ต้องไม่เกิน15%ของรายได้

สามี-ภรรยาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตได้อย่างไร
ในการยื่นเสียภาษีเงินได้ของสามีภรรยาที่มีการทำประกันชีวิตนั้น การใช้สิทธิค่าลดหย่อนจากประกันชีวิต จะเป็นดังนี้
  • กรณีสามีภรรยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตส่วนของตนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท....สำหรับประกันชีวิตทั่วไป และไม่เกิน 200,000 บาทสำหรับประกันชีวิตแบบบำนาญ
  • กรณีที่สามีหรือภรรยามีเงินได้เพียงฝ่ายเดียว โดยทั้งสองฝ่ายมีการทำประกันชีวิตไว้ทั้งคู่ ถ้าความเป็นสามีภรรยามีอยู่ตลอดปีภาษี ผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตส่วนของตนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท...สำหรับประกันชีวิตทั่วไป และไม่เกิน 200,000 บาทสำหรับประกันชีวิตแบบบำนาญ รวมทั้งสามารถหักเบี้ยประกันชีวิตส่วนของคู่สมรสซึ่งไม่มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท แต่ถ้าความเป็นสามีภรรยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ผู้มีเงินได้จะสามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น
ประกันชีวิตแบบไหนใช้ลดหย่อนภาษีได้ 

ตัวอย่าง เบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ AIA 20 Pay life (Non-Par) (ไม่รวมเบี้ยประกันภัยของสัญญาเพิ่มเติม) สามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ตามข้อกำหนดของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172)
  1. ต้องเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักรไทย
  2. ต้องเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีเงิน หรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสม (ไม่รวมเงินปันผลตามกรมธรรม์ หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดการชำระเบี้ยประกันชีวิต หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดอายุกรมธรรม์)
  3. เบี้ยประกันชีวิตที่นำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ ต้องเป็นเบี้ยประกันชีวิตของกรมธรรม์ประกันชีวิตหลักเท่านั้น
  4. เบี้ยประกันชีวิตสำหรับสัญญาเพิ่มเติม เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ เป็นต้น ไม่สามารถนำไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้
ตัวอย่าง เอไอเอ บำนาญ 60/85 (บำนาญ) หรือ AIA Annuity 60/85
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องวางแผนชีวิตเกษียณ เพื่อเริ่มต้นชีวิตเกษียณอย่างสบาย และมั่นใจ การวางแผนทางการเงินสำหรับการเกษียณอย่างชาญฉลาด ได้รับเงินบำนาญคืนทุกปีในช่วงชีวิตเกษียณ และความคุ้มครองชีวิตสูงในช่วงเวลาที่ต้องการ พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาท (ไม่รวมเบี้ยประกันภัยของสัญญาเพิ่มเติม)
  1. เป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งการนับระยะเวลาคุ้มครองดังกล่าวให้เริ่มนับตั้งแต่อายุเริ่มทำประกันชีวิต จนถึงอายุสุดท้ายที่รับบำนาญ
  2.  เป็นการประกันชีวิตที่ได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร
  3. มีการกำหนดการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจำนวนผลประโยชน์เงินบำนาญดังกล่าวจะจ่ายเท่ากันทุกงวด หรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันก็ได้ โดยการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญจะจ่ายตามการทรงชีพที่อาจมีการรับรองจำนวนงวดในการจ่ายที่แน่นอน
  4. มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปี หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้วก่อนได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญ
  5. ต้องเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญที่รับรองจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ว่า เบี้ยประกันชีวิตสามารถนำไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 
ยื่นภาษีปี2555 สำหรับผู้แต่งงานก็น่าจะมีสิ่งที่ต้องพิจารณาข้างบนนี้ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางในการวางแผนภาษีได้มากขึ้น แต่คนที่ยังไม่ได้แต่งงานอ่านแล้วอยากแต่งงานขึ้นมารึยัง^_^


ขอคืนภาษีได้ทุกปีแต่ไม่รู้เงินหายไปไหนหนอ?? มีใครเห็นมั๊ยครับ
สำหรับใครที่ปีนี้ยื่นภาษีแต่ได้คืนมาน้อยหรืออยากรู้ว่าวางแผนการเงินอย่างไรให้ครอบครัวมีความสุข ขอแนะนำโปรแกรมดีๆของ AIA เค้าให้เรามาทดลองเล่นฟรีครับ เป็นเครื่องมือเล่นๆน่ารักๆแต่ใช้ในการวางแผนการเงินได้ดีทีเดียว

http://campaigns.aia.co.th/
เครื่องมือวางแผนทางการเงินที่สามารถทำเองได้ http://campaigns.aia.co.th/


เวป Online Advisor เป็น Interactive Website ที่ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสุขภาพทางการเงิน (Financial Health Check)  และ ประเมินความเสี่ยง 4 กลุ่มโรคร้ายแรงด้วยตนเอง (Health Risk Index)  ผมได้ลองใช้ดูแล้ว ง่ายกว่าการนั่งทำตามแบบประเมินทั่วๆไป ใช้เม้าท์คลิ๊กปรับแต่งค่าต่างๆ ให้เหมาะกับตัวเรา
Financial Health Check
คลิ๊ก ตรวจสอบสุขภาพทางการเงิน (Financial Health Check)
ตรวจสอบสุขภาพทางการเงิน (Financial Health Check)

  • หลักประกันของครอบครัว (Family Income Protection)
  • เงินออมเพื่อเกษียณที่สดใส (Retirement Plan)
  • เงินออมเพื่อการศึกษา (Education Plan)
  • ค่าใช้จ่ายเพื่ออุบัติเหตุและสุขภาพ (Accident & Health)
  • เงินออมระยะสั้น (Short Term Goals )


หลังจากได้ลองใช้ดูพบว่า ให้คำตอบทางการเงินได้ดี ซึ่งคำนวนจากรายได้เงินเดือน รายได้อื่นๆ มารวมกับปัจจัยครอบครัว พ่อแม่ลูกที่ต้องเลี้ยงดู ซึ่งโปรแกรมจะคำนวนว่าควรจะทำประกันที่มูลค่าเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม
ลองดูตัวอย่างวิธีการวางแผนการเงินที่ง่ายที่สุด

เริ่มต้นจากการใส่ข้อมูลตัวเอง ไม่ต้องกรอกใช้เม้าท์คลิ๊กได้เลย
เลือกสถานะ(โปรดกรอกตามความเป็นจริง ^_^)
ห้ามแอ๊บ
ช่วงการใส่ข้อมูลรายได้ มีทั้งรายได้ต่อเดือน เงินพิเศษต่างๆ ใส่ให้ครบ
มีใครที่ต้องดูแลบ้าง คนที่แพ้ไม่ต้องใส่ "เพราะคนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง" ....
เงินออม วงเงินประกันชีวิตที่มีอยู่ตอนนี้
สุดท้ายแล้วชีวิตตอนนี้มีการออมพร้อมจะดูแลครอบครัวรึยัง ดูตัวเลขของผมสิยังต้องหาเงินอีก ห้าล้านกว่าเพื่อให้ครอบครัวที่ไม่มีเราอยู่ต่อไปได้อย่างสุขสบายไม่ต้องมาแบกรับภาระที่เราควรดูแล
นอกจากนี้การรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเลือกซื้อประกัน เช่น ค่าห้องพัก ค่ารักษาพยาบาลแต่ละที่เท่าไหร่



แบบประเมินความเสี่ยง 4 กลุ่มโรคร้ายแรงด้วยตนเอง (Health Risk Index)
โรคมะเร็ง/โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง/ส้นเลือดหัวใจตีบหรือ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน/เบาหวาน


คลิ๊ก แบบประเมินความเสี่ยง 4 กลุ่มโรคร้ายแรงด้วยตนเอง (Health Risk Index)
ตัวนี้ก็ใช้ง่ายมาก เพียงเลือกข้อมูลที่ตรงกับตัวเรามากที่สุดระบบจะคำนวนความเสีี่ยงจากการ กิน อยู่ ประวัติครอบครัว สภาพแวดล้อม มาบอกกับเราว่าเรามีความเสี่ยงเป็นโรคต่างๆนี้แค่ไหน สำหรับผมผ่านทุกข้อครับไม่มีความเสี่ยงเลย แต่แล้วคุณหล่ะ ลองทำดูแล้วจะรู้




แถมเพิ่มเติม
รวมรายชื่อบริษัทประกันชีวิต ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้
01 บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) www.bla.co.th
02 บริษัท กรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด www.krungthai-axa.co.th
03 บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จำกัด www.generali.co.th
04 บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) www.tokiomarine.co.th/
05 บริษัท ไทยคาร์ดิฟ ประกันชีวิต จำกัด www.thaicardif.com
06 บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด www.thailife.com
07 บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) http://www.scblife.co.th
08 บริษัท ไทยรีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) www.thaire.co.th
09 บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด www.ocean.co.th
10 บริษัท ธนชาตประกันชีวิต จำกัด www.thanachartlife.co.th
11 บริษัท บางกอกสหประกันชีวิต จำกัด www.builife.com
12 บริษัท ประกันชีวิต นครหลวงไทย จำกัด www.scilife.co.th
13 บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) www.prudential.co.th
14 บริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด www.finansalife.com
15 บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด www.muangthai.co.th
16 บริษัท แมนูไลฟ์ ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) www.manulife.co.th
17 บริษัท สยามซัมซุง ประกันชีวิต จำกัด www.siamsamsung.co.th
18 บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด www.dhipayalife.co.th
19 บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) www.ulife.in.th
20 บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด www.aia.co.th
21 บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) www.azay.co.th
22 บริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด www.southeastlife.com
23 บริษัท เอซ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด www.acelife.co.th
24 บริษัท แอ๊ดวานซ์ ไลฟ์ แอสชัวรันส์ จำกัด www.alife.co.th
25 บริษัท ไอเอ็นจี ประกันชีวิต จำกัด www.inglife.co.th


ขอขอบคุณผู้สนับสนุน : AIA Online Advisor 

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...