วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ธุรกิจไทย Go Online





วันนี้มางานธุรกิจไทยGoonline ซึ่งเป็น event กระตุ้นโครงการจากความร่วมมือของ Google กับ KBank และ Partner ต่างๆ ทึ่อยากให้คนไทยธุรกิจไทยมีตัวตนบนโลกออนไลน์ขายสินค้าได้ทั่วโลก เรามาดูกันว่ามางานนี้วันเดียวเวปเสร็จได้ Gooooo online ได้ยังไง
มาถึงงานจะได้เอกสารบัตรประจำตัว ไว้กรอกข้อมูล
กรอกเสร็จมีZone P ถ่ายภาพสินค้า จุดนี้ดีมากช่างภาพมืออาชีพมาช่วยถ่ายรูปสินค้าให้
ต่อมา คนไม่มีเวปก็มาจดชื่อเวปไซต์
เดาว่าถึงเวลาคิวยาวแน่ๆ
ต่อด้วยน้องๆนักศึกษาที่มาโดนรับน้อง เอ้ยไม่ใช้
น้องๆจะมาช่วยทำเวปให้ผู้ประกอบการ มี 50เครื่อง
หากเสร็จแล้วหรือรอคิวมีงานสัมมนา และคลีนิคที่ปรึกษารวมทั้งเวปตัวอย่างกรณีศึกษาน่าสนใจมากๆ

หากใครไม่ได้มางานไม่ต้องเสียใจทำเวปเองได้ที่
http://goonline.in.th/KBank

Published with Blogger-droid v1.7.4

AEC News July2010

หอการค้าระนองให้ความรู้เพื่อปรับตัวก่อนเข้าสู่ AEC และ FTAs

วันที่ 26/07/2554 16:14 (ผ่านมา 2 วัน 6 ชั่วโมง 38 นาที)

ระนอง-หอการค้าจังหวัดระนอง จับมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดสัมมนาเรื่อง รับรู้การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้การเปิดเสรี AEC และ FTAsให้ผู้ประกอบการก่อนก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการเปิดการค้าเสรี

เช้าวันนี้(26 ก.ค.54) หอการค้าจังหวัดระนอง ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดสัมมนาเรื่อง รับรู้การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้การเปิดเสรี AEC /FTAs ที่ โรงแรมทินิดีระนอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีการค้าชายแดนและพื้นที่ใกล้เคียงได้เตรียมพร้อมปรับตัวรับการแข่งขันและใช้สิทธิประโยชน์ เพื่อการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC และการเปิดการค้าเสรี หรือ FTAs ตลอดจนแนวทางในการแก้ไขและเยียวยาผลกระทบ มีนางสาวจิตรา พรหมชุติมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็นประธานเปิดการสัมมนา มีหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดระนอง ผู้ประกอบการธุรกิจจากจังหวัดระนอง ชุมพร พังงาเข้าร่วมสัมมนา

นายฉัตรชัย เลื่อมประเสิรฐ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมเจรจาการเค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จากการที่สินค้าและบริการ การเคลื่อนย้ายทุนและแรงงานระหว่างประเทศมีการเปิดเสรีมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ มีการรวมกลุ่ม รวมตัวทางเศรษฐกิจกันมากขึ้น จากการจัดทำความตกลงการค้าเสรีที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้การแข่งขันทางด้านการค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น

ประเทศไทย มีนโยบายเปิดการค้าเสรี ทั้งในระดับพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก หรือ WTO และทวิภาคี โดยการจัดทำเขตการค้าเสรี หรือ FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยในภูมิภาคต่าง ๆ หลายประเทศแล้วในขณะนี้ ในส่วนของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ทั้ง 10 ประเทศได้มีข้อตกลงกันว่าในปี 2558 จะลดภาษีสินค้าเหลือร้อยละ 0 (ศูนย์) ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวต้องไม่เกิน 5 % สามารถเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการได้อย่างเสรี สามารถถือหุ้นในธุรกิจระหว่างกันได้ร้อยละ 70

นอกจากนี้ ยังสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือได้อย่างเสรีใน 7 สาขาวิชาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี และช่างสำรวจ

=================================


นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้กรมฯ ได้จัดประชุมโต๊ะกลมสาขาท่องเที่ยว ครั้งที่ 2 โดยเชิญผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนร่วมหารือ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทย รองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58

ที่ประชุมเห็นชอบ 5 แนวทางเพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ คือ ปรับมาตรฐานของธุรกิจให้เป็นสากล พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ภาษาต่างประเทศ แก้ปัญหาด้านการตัดราคาระหว่างผู้ประกอบการ สร้างความเชื่อมโยงหรือหาพันธมิตรในอาเซียน และผลักดันการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศอย่างเข้มงวดขึ้น

วันดีเดือนสิงหาคม 2554



วันธงไชย (วันดี เหมาะกับการเปิดกิจการ,เริ่มงาน,เข้าบ้านใหม่,มงคลสมรส)
วันจันทร์ที่ 1 ส.ค.เพิ่มรูปภาพ
วันพฤหัสที่ 4 ส.ค.
วันพฤหัสที่ 11 ส.ค.
วันเสาร์ที่ 13 ส.ค.
วันอังคารที่ 16 ส.ค.
วันศุกร์ที่ 19 ส.ค.
วันอาทิตย์ที่ 28 ส.ค.
วันจันทร์ที่ 29 ส.ค.
วันพุธที่ 31 ส.ค.

วันดี (เหมาะทำการมงคล)
วันจันทร์ที่ 8 ส.ค.

วันดีราศีแจ่มใส (เหมาะกับการประกอบธุรกิจ การงาน)
วันพุธที่ 24 ส.ค.
วันพฤหัสที่ 25 ส.ค.

วันสาร์ทจีนวันอาทิตย์ที่ 14 ส.ค.

วันอุบาทว์ (ไม่เหมาะงานมงคล)
วันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค.

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการให้สัมภาษณ์สื่อ Via @MKTmag

การให้สัมภาษณ์สื่อประกอบด้วย
1.วาจาต้องนิ่มนวล
2.กริยาท่าทาง
3.พูดเท่าที่ควรพูด
4.ต้องพร้อมที่จะตอบคำถาม
5.ต้องขอโทษเป็น
6.ทำจิตใจให้ผ่องใส

ผลจาการสัมภาษณ์
1.เข้าใจ
2.เห็นใจ
3.ชอบใจ
4.ดีใจ
5.เศร้าใจ
6.เกลียดชัง
7.หมั่นไส้
8.หมดหวัง


จาก Twitter @mktmag



วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นักการเมือง กับ พระราชา

นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด
นักการเมืองแจกแท็บเล็ต กษัตริย์แนะเคล็ดวิชา
นักการเมืองห่วงอำนาจ มหาราชห่วงประชา
นักการเมืองสร้างสัญญา องค์เจ้าฟ้าสร้างสรรค์ธรรม
นักการเมืองหาเรื่องกิน องค์ภูมินทร์หาเรื่องทำ
นักการเมืองยุให้รำฯ ในหลวงย้ำให้ทำดี
นักการเมืองมักแบ่งขั้ว องค์เหนือหัวไม่แบ่งสี
นักการเมืองทำสี่ปี องค์ภูมีทำทุกวัน
นักการเมืองชอบแบ่งเสียง พ่อพอเพียงชอบแบ่งปัน
นักการเมืองคิดสั้นๆ องค์ราชันคิดยาวไกล





ที่มา FW Mail

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ชื่นใจชื่นชมในในผลงานท่านพ่อ @somchai3340 กับความพยายามช่วยเหลือญี่ปุ่น

มิตรโรแทเรี่ยน ที่เคารพ
ผมได้รับ ไปรษณีย์อีเลคโทรนิค (อีเมล์) ??จาก สโมสรโรตารีเกียวโตนอร์ธอีสท์ ประเทศญี่ปุ่นตอบรับเรื่องการได้รับเงินบริจาคจำนวน 234,689 เยนซึ่งมาจาก กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึนามิ ประเทศญี่ปุ่น ภาค 3340เขาเข้าใจผิดว่ามาจาก สโมสรแก่นคูนซึ่งจะได้ชี้แจงกลับไป
เงินดังกล่าวจะสมทบกับเงินของโรตารีญี่ปุ่นทำโครงการช่วยเหลือโรงเรียน Tamaura เมือง Miyagi ที่ประสบภัยโดยจะส่งมอบในวันที่ 27 กรกฎาคม นี้จริงๆ แล้ว เขาอยากให้เราไปส่งมอบโครงการด้วยแต่ก็เห็นใจที่ พวกเราไม่ว่างอย่างไรก็ตาม เขาขอให้เรา เขียนจดหมาย ถึงนักเรียนเพื่อจะได้อ่านในวันส่งมอบ โครงการ ผมจะขอความกรุณาท่าน อผภ.ประทีปซึ่งมีทักษะทางภาษาอังกฤษ ดีที่สุดได้กรุณาเป็นตัวแทนของพวกเราได้โปรดเขียนจอหมายถึงเด็กๆ ให้ด้วยและจะรีบส่งไปให้เขา
ท่านที่เคารพทุกท่าน ครับเราขอปิดโครงการกองทุนช่วยผู้ประสบภัยญี่ปุ่น เพียงเท่านี้ยอดเงิน ติดลบอยู่ประมาณ 5,000 บาทโดยท่าน อผภ.ชาญ กรุณาสำรองจ่ายไปก่อนอาจรบกวนขอเบิกจาก YE คืนให้ท่าน
ในนามของคณะที่ได้ทำโครงการนี้ทุกคนขอกราบขอบพระคุณ ในน้ำใจของทุกท่านที่มีต่อเพื่อนชาวญี่ปุน ของเรา
มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ สำหรับภาคเล็กๆ ของเราที่สามารถระดมเงินได้มาก และ รวดเร็ว ขนาดนี้
ขอให้ผลบุญ ที่พวกเราทุกคนได้ร่วมกระทำ ในครั้งนี้ได้ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวได้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดไป
Our cups runneth over !!
ด้วยไมตรีจิตแห่งโรตารี
สมชาย เจียรนัยพานิชย์
11 กรกฎาคม 2554
Somchai Chiaranaipanit
Rotary Club of Kaen KoonRID 3340,
Thailand
*****************************************************
Dear Mr. Somchai, PDG3340, KaenKoon RC, I am Kenjiro Nakamura from Kyoto Northeast Rotary Club, JAPAN.Our club has received a donation of 234,689JPY from your culb.We would like to express our deep appreciation for your warm heart. As requested from the disaster area, we have decided to donate this money for givingan electronic blackboard and three computers to Tamaura junior high school in Iwanuma city,Miyagi prefecture. This coming July 27th, two members from our Rotary Club will visit there to bring the inventory of your donation and we would like to ask you to give the school a letter of your donation from your club if possible.So could you write the letter and send it to our club as soon as possible, please?We think that it might be great to bring not only the money but also your letter. Acutally, it would be wonderful if you can accompany us, but I heard from our past president, Mr. Ishida,that it is difficult for you to come to Japan now because of lots of works. We strongly wish this doncation will lead to one of the opportunities to make a friendship city between Kaen Koon and Iwanuma. Well, I hope to hear from you soon.Thank you very much for your cooperation. Sincerely yours, Kenjiro NakamuraChair of Volunteer Project CommitteeKyoto Northeast Rotary ClubKyoto, JAPAN

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายสู่ตลาดAEC: ธุรกิจ "ทัวร์-โรงแรม"ไทยไม่ปรับตัวเจ๊งแน่!

ทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายสู่ตลาดAEC: ธุรกิจ "ทัวร์-โรงแรม"ไทยไม่ปรับตัวเจ๊งแน่!


Source - ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ (Th)
Friday, July 08, 2011 10:3541950


ผู้ประกอบการ SMEs ด้าน ‘ทัวร์-โรงแรม’ เตรียมตัวตาย ก่อนถูกทุน AEC ตีตลาดกระจุย! ส่วนโรงพยาบาลไทยหลายแห่งเร่งปรับตัว หวั่นถูกควบรวม-ถูกดึงแรงงานวิชาชีพ ด้านอธิบดีกรมเจราชี้ ผู้ประกอบการไทยพร้อมเปิดตลาด AEC ทำการค้าแบบ WIN-WIN เชื่อ ‘เพิ่มบทบาท-อำนาจ’ สู่ตลาดโลก เผยกลุ่มธุรกิจที่น่าลงทุนทั้งใน ‘ไทย-มาเลเซีย-เวียดนาม’ ภายในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC อย่างเต็มตัวโดยมีจุดประสงค์ในการส่งเสริมและรวมตลาดฐานผลิตให้เป็นหนึ่งเดียว สามารถเคลื่อนย้าย และไหลเวียน 1.สินค้า 2.บริการ 3.การลงทุน 4.เงินทุน 5.แรงงานฝีมือ ได้อย่างอิสระ เสรี ซึ่งจะเกิดผลโดยตรง ต่อการค้าการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก และ ส่งผลต่อบทบาทการค้าในตลาดโลก ไทยพร้อม AEC ค้าแบบ WIN-WIN ศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เดิมประเทศไทยได้มีความร่วมมือในหลายภาคส่วน กับหลายประเทศ รวมถึงด้านการค้า การส่งออก การนำเข้ากับประเทศในกลุ่มอาเซียนอยู่แล้ว แต่การทำ AEC เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มอาเซียนอย่างเข้มข้นมากกว่าเดิม มีความใกล้ชิดกัน อาทิ มีการเจรจา พูดคุยระดับรัฐมากขึ้น, มีการค้าเสรี ฯลฯ และจะส่งผลให้เกิดการค้าขายที่คล่องตัวระหว่างกัน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็น การเสริมประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่ายแบบ WIN-WIN อีกทั้งการก้าวเดินไปพร้อมๆ กันของตลาดทั้ง 10 ประเทศ จะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับตลาดโลกให้สูงขึ้นด้วย "ภูมิภาค หรือจังหวัดชายแดนที่ติดกับ ประเทศเพื่อนบ้านจะมีการค้าขายกันมากขึ้น อาจมีการร่วมมือทำถนน ระบบโลจิสติกส์ให้สะดวก สบายมากยิ่งขึ้น" ด้านผู้ประกอบการชาวไทยในขณะนี้ถือว่า ตื่นตัวดี มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมต่อการเข้าสู่ AEC เมื่อเทียบกับหลายประเทศในกลุ่มสมาชิก ซึ่งเดิมผู้ประกอบการชาวไทยได้เรียนรู้ และปรับตัวอยู่เสมอ เพื่อรองรับต่อกระแสการตลาดที่เปลี่ยนแปลงของโลกอยู่แล้ว แม้จะไม่มีการทำ AEC ก็ตาม อาทิ ในการทำการค้าแบบทวิภาคี พหุภาคี ทั้งในระดับภูมิภาค หรือระดับโลก โดยใช้เครื่องมืออย่าง FTA, WTO เป็นต้น ทั้งนี้ AEC ก็เปรียบเหมือน FTA + เพิ่มข้อตกลง เงื่อนไข และข้อกำหนดต่างๆ ผนึกกำลัง AEC สร้างอำนาจต่อรอง ด้าน วิธาน เจริญผล นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยและเศรษฐกิจ ไทยพาณิชย์ ผู้ซึ่งได้ทำ การศึกษาและวิเคราะห์ถึง "ธุรกิจไทยจะก้าว อย่างไรในยุค AEC" บอกว่า การเปิดเสรีทางการค้า หรือการรวมกลุ่มทำการค้าระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะตลาดโลกในทุกวันนี้มีการแข่งขันกันมากขึ้น หลายประเทศจึงต้องหาเครือข่ายและพันธมิตรในการเดินหน้า สร้างอำนาจในการต่อรองกับตลาดโลกที่นับวันจะสูงขึ้น การทำข้อตกลง AEC จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้เศรษฐกิจประเทศไทยและกลุ่มประเทศสมาชิกมีเศรษฐกิจ การค้าระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยมีข้อตกลงร่วมในหลายกรณี ซึ่งเป็นอีกก้าวที่เปลี่ยนบทบาทการค้าในประเทศไทยในหลายส่วน ดังนั้นผู้ประกอบการในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ควรศึกษา หาข้อมูล ทำความเข้าใจ ปรับตัว และพัฒนากิจการให้รองรับต่อการรวมกลุ่มตามข้อตกลงในครั้งนี้มากยิ่งขึ้น สำหรับการทำธุรกิจ SMEs แต่เดิมนั้นไทยมักจะมีลักษณะ 'ทำแค่ไหน แค่นั้น' ไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นในการพัฒนา หรือออกไปทำการค้า นอกประเทศเท่าที่ควร แต่การจะอยู่ให้รอดในตลาด AEC ได้นั่น ธุรกิจ SMEs ไทยไม่ควรอยู่เฉยๆ แต่ควรหันมาบุกตลาดอาเซียนแทน โดยสร้าง เครือข่าย พัฒนาคน ทักษะ ฯลฯ ส่วนอุปสรรค ที่น่าเป็นห่วงคือ ด้านทักษะแรงงาน และภาษาอังกฤษ เป็นต้น ขณะที่บริษัทใหญ่ๆ ในไทยไม่ ค่อยน่าเป็นห่วง เนื่องจากได้ทำธุรกิจและมอง ตลาดเลยประเทศอาเซียนไปแล้ว เช่น บ้านปู, ซีพี เป็นต้นชี้ธุรกิจที่น่าลงทุนใน 3 ประเทศ อย่างไรก็ดีธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง มีกำไรสูง บ่งบอกถึงความต้องการของตลาดที่ยังมีอยู่มาก ในประเทศไทยตัวอย่าง เช่น 1.โรงพยาบาล 2.ร้านอาหาร 3.ภาพยนตร์ ส่วนมาเลเซีย ประกอบด้วย 1.โฆษณา 2.ชิปปิ้ง 3.อินเทอร์เน็ต ส่วนเวียดนามตอนนี้การท่องเที่ยวกำลังได้รับความนิยม จึงส่งผลให้ธุรกิจด้านโรงแรม และรีสอร์ต เป็นธุรกิจที่น่าเข้าไปลงทุน เพราะยังมีความต้องการ อยู่ อีกทั้งมีกำไรสูง ดังนั้นในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวจึงมีนักธุรกิจและแหล่งทุนทั้งใน และต่างประเทศเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังเปิด AEC ซึ่งทำให้ เกิดการลงทุนที่ง่าย และเสรีมากขึ้น เพื่อหวังแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดในอนาคต "ตลาดแปรรูปอาหารไทยถนัดอยู่แล้ว และเมื่อรวมอาเซียนก็อาจเจาะกลุ่มอาหารอิสลาม แปรรูปอาหารฮาลาลขายที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีชาวมุสลิมจำนวนมาก" ธุรกิจ 'ทัวร์-โรงแรม' เตรียมตัวตาย วิธาน เจริญผล บอกอีกว่าขณะนี้ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ประเภทบริการหลายรายได้มีการแลกเปลี่ยนถึงผลกระทบของการเข้าสู่ตลาด AEC และมีบางกระแสเริ่มต่อต้าน AEC เนื่อง จากธุรกิจขนาดเล็ก อาทิ ทัวร์ขนาดเล็ก, โรงแรม 3 ดาว ฯลฯ กังวลว่าจะต่อสู่กับการไหล และเงินทุนขนาดใหญ่ของตลาดต่างประเทศได้ลำบาก ทั้งนี้เพราะ AEC ให้สิทธิกับกลุ่มประเทศอาเซียน สามารถถือหุ้นได้ถึง 70% เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันก็มีปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากชาวเกาหลีนิยมแต่งงาน กับชาวไทย เพื่อสวมสิทธิในการทำธุรกิจท่องเที่ยว สปา ฯลฯ จนกลายเป็นธุรกิจของชาวเกาหลี และรายได้ก็อยู่ที่ประเทศเกาหลี เช่น พาทัวร์เกาหลีมาทำสปาที่ไทย ก็จ่ายเงินตั้งแต่ที่เกาหลี เป็นต้น "เมื่อมี AEC นักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยว ในประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียนก็จะไม่ต้องทำ VISA ส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวมากขึ้น ขนส่ง ง่ายขึ้น เดินทางง่ายขึ้น ภาคการท่องเที่ยวของ ไทย เช่น ทัวร์ก็ควรปรับตัว อาจคิดแพกเกจ ท่องเที่ยวรวมอาเซียน ท่องเที่ยวในภูมิภาค หรือ เที่ยวไทย+เวียดนาม เป็นต้น ซึ่งเป็นการดึงจุดเด่นและนำความถนัดของไทยออกมาบุกตลาด" โรงพยาบาลปรับตัวสู้กระแสทุนต่างชาติ ในด้านธุรกิจโรงพยาบาลไทยถือว่าเป็น อีกหนึ่งด้านบริการที่โด่งดัง และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มีผู้ป่วยชาวต่างชาติมาใช้บริการ ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวยุโรป และตะวันออกกลางนิยมบินมารักษาโรคอย่าง ต่อเนื่อง อันเนื่องจากราคาค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่แพง และมีบริการที่ดี ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจ ที่ยังคงมีความต้องการสูงในตลาด ทั้งกำไรดี น่าลงทุน "ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในไทยได้ปรับตัว ด้วยการเพิ่มเครือข่ายหรือสาขา เพื่อรองรับการแข่งขันของตลาดโลก และ AEC เพราะเมื่อ AEC เปิดจะมีการลงทุนของต่างชาติ เกิดการควบรวม ทำให้อยู่ลำบากมากขึ้น" ส่วนในภาคแรงงานจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพอย่างเสรีซึ่งเป็นเรื่องน่าจับตามองเพราะจะมีทั้งของดี และข้อเสีย เช่น ปัจจุบันไทยขาดพยาบาล อาจให้ข้อเสนอที่ดีในการจูงใจ เพื่อเคลื่อนย้ายพยาบาลจากกลุ่มประเทศสมาชิก มาทำงานยังประเทศไทย แต่สิ่งที่น่าพิจารณาคือ ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซียมีอัตราค่าจ้างสูงกว่า ไทย ขณะที่กัมพูชา ลาว เวียดนาม ยังขาดทักษะ และประเทศดังกล่าวก็ขาดแคลนเช่นเดียวกัน--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 - 17 ก.ค. 2554--

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วันดีเดือนกรกฎาคม 2554






วันธงไชย (วันดี เหมาะกับการเปิดกิจการ,เริ่มงาน,เข้าบ้านใหม่,มงคลสมรส)

วันเพุธที่ 6 ก.ค.

วันจันทร์ที่ 11 ก.ค.

วันอังคารที่ 19 ก.ค. (วันพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม)

วันพุธที่ 20 ก.ค.

วันเสาร์ที่ 23 ก.ค.

วันพฤหัสที่ 28 ก.ค.
วันดี (เหมาะทำการมงคล)

วันเสาร์ที่ 2 ก.ค.


วันดีราศีแจ่มใส (เหมาะกับการงาน การค้า)

วันพฤหัสที่ 7 ก.ค.

วันอาทิตย์ที่ 17 ก.ค.

วันจันทร์ที่ 18 ก.ค.

วันเสาร์ที่ 30 ก.ค.
วันศุกร์ที่ 15 ก.ค. วันอาสาฬหบูชา

วันเสาร์ที่ 16 ก.ค. วันเข้าพรรษา

AEC News






1 ปี เออีซีนำร่องลดภาษีเหลือ 0% ดันการค้าในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศพุ่งกว่า 32% สิงคโปร์แชมป์มีมูลค่าการค้ากับอาเซียนมากที่สุด ขณะไทยรั้งอันดับ 3 แต่ยังครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 สินค้าส่งออกสำคัญ 18 รายการ ข่าวดีแย่งแชร์ข้าวในฟิลิปปินส์ได้เพิ่ม แต่ข่าวร้ายเสียแชร์ตลาดยางพาราให้ฟิลิปปินส์ ผักผลไม้ให้พม่าดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการศึกษา "ประเมิน 1 ปีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)" จากกรณีที่สมาชิกเดิมอาเซียนประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน ได้ทำการลดภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันลงเป็น 0% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ขณะที่สมาชิกที่เข้ามาภายหลังประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV ได้ทยอยลดภาษีลง และจะลดลงเป็น 0% ในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่อาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจ ว่า ในภาพรวมการค้าระหว่างกันของอาเซียน 10 ประเทศ(ส่งออก-นำเข้า) ในปี 2553 ที่ผ่านมา มีมูลค่าทั้งสิ้น 496,015 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับปี 2552 ที่มูลค่า 375,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 32%ในส่วนของประเทศไทยมีมูลค่ากับกลุ่มอาเซียนในปี 2553 มูลค่าทั้งสิ้น 70,006 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซียที่มีมูลค่าการค้ากับอาเซียน 181,305 และ95,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ โดยในส่วนการค้าของไทยกับอาเซียนในปี 2553 แยกเป็นการส่งออกมูลค่า 44,328 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 36.9% เป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซียที่มีการส่งออกไปยังกลุ่มอาเซียน มูลค่า 106,605 และ 50,518 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ ส่วนการนำเข้าสินค้าของไทยจากอาเซียนในปี 2553 มีมูลค่า 30,678 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอันดับ 4 รองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่มีมูลค่าการนำเข้า 74,700 , 44,694 และ 38,912 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ ขณะที่ดุลการค้าของไทยกับอาเซียน ในปี 2553 ไทยเกินดุลการค้า 13,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ที่เกินดุลอาเซียน 31,906 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนเวียดนามเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้าอาเซียนในปี 2553 มากที่สุดโดยขาดดุล 10,906 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขณะที่จากการเปรียบเทียบส่วนแบ่งตลาดหลัง AEC มีผล 1 ปี ใน 18 กลุ่มสินค้าสำคัญที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ที่อาเซียนค้าขายกัน ได้แก่ ข้าวสาร, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ผักและผลไม้, ปลาสดแช่เย็น แช่แข็ง, เนื้อสัตว์, น้ำตาล, เครื่องดื่มยาสูบ, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง, ผลิตภัณฑ์ไม้, ผลิตภัณฑ์กระดาษและสิ่งพิมพ์, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและถ่านหิน, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, เหล็ก และผลิตภัณฑ์จากเหล็ก,ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ขนส่งต่างๆ , เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พบว่าไทยมีการส่งออกเพิ่มขึ้นจากมูลค่า 25,981 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 36,239 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวเพิ่มขึ้น 39.5% โดยมีส่วนแบ่งตลาด 35.8% ถือมีส่วนแบ่งตลาด 1 ส่วนอันดับ 2 และ 3 เป็นอินโดนีเซียกับเวียดนาม ที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้า 18 กลุ่มข้างต้นในปี 2553 มูลค่า 22,858 และ 6,879 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับทั้งนี้ในจำนวนสินค้าสำคัญ 18 รายการที่ค้าขายกันในปีที่ผ่านมา ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในอาเซียนเพิ่มขึ้นเกือบทุกกลุ่ม ยกเว้น 4 กลุ่มที่มีส่วนแบ่งตลาดลดลง ได้แก่ ยางพารา, ผักและผลไม้, ผลิตภัณฑ์กระดาษและสิ่งพิมพ์ และผลิตภัณฑ์พลาสติก โดยยางพารา เนื่องจากสินค้าของไทยได้มุ่งส่งออกไปจีนเป็นส่วนใหญ่ เปิดโอกาสให้เวียดนามส่งออกไปอาเซียนได้เพิ่มขึ้น ส่วนผักและผลไม้ เนื่องจากพม่ามีผลผลิตเพิ่มขึ้น และรัฐบาลของพม่ามีนโยบายสนับสนุนส่งออกเพิ่มขึ้นทำให้แย่งส่วนแบ่งตลาดไทยได้เพิ่มขึ้น"ในส่วนของสินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้นเช่น ในสินค้าข้าวที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 22.4 เป็น27.6% เนื่องจากเราสามารถส่งออกไปฟิลิปปินส์ได้เพิ่มขึ้น ขณะที่เวียดนามมีส่วนแบ่งตลาดข้าวในเวียดนามลดลง แต่เขาก็ยังมีส่วนแบ่งตลาดข้าวมากที่สุดในฟิลิปปินส์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่เรามีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 31.2 เป็น 34.5% เพราะมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดีทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และมีการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจากไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่แบรนด์เสื้อผ้าไทย และสินค้าเสื้อผ้าไทยในภาพรวมได้รับความนิยมในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ทำให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น"








สสว. ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขนทัพเอสเอ็มอีเครื่องจักรกลลุยจับคู่ธุรกิจญี่ปุ่นSource - ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)
Monday, July 04, 2011 18:0054309 XTHAI XECON XCORP V%WIREL P%ASMO
กรุงเทพฯ--4 ก.ค.--ASTVผู้จัดการออนไลน์
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสมาคมเครื่องจักรกลไทย นำผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมสนับสนุน ร่วมงานแสดงสินค้า SME EXPO SOUGOUTEN 2011 in OSAKA ประเทศญี่ปุ่น หวังใช้เป็นช่องทางสร้างเครือข่ายการตลาด และช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ญี่ปุ่น ที่ประสบภัยสึนามิ ผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. ได้ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสมาคมเครื่องจักรกลไทย ในการนำผู้ประกอบการ SMEs ไทย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า SME EXPO SOUGOUTEN 2011 in Osaka เมื่อเร็วๆนี้ ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งงานดังกล่าวถือเป็นการแสดงสินค้าของผู้ประกอบการ SMEs รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ๆ จากทั่วประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้มาโดยตลอด “วัตถุประสงค์ในความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานในครั้งนี้ เพราะต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมสนับสนุน ที่มีศักยภาพและมีสินค้าที่ตรงตามความต้องการในตลาดประเทศญี่ปุ่น ได้มีโอกาสในการแสดงศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมสนับสนุนของประเทศไทย และสามารถขยายตลาดสู่ประเทศญี่ปุ่นได้ เพื่อเป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นได้ประสบภัยพิบัติสึนามิ ทำให้ผู้ประกอบการ SME ในประเทศญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก เราจึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้เข้าร่วมแสดงงานในครั้งนี้ จะได้เข้าช่วยเหลือ อุ้มชู และฟื้นฟูด้านการผลิตให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบภัยดังกล่าวในประเทศญี่ปุ่น ผ่านกิจกรรมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งนับว่าจะเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ” ด้านนายปรีชา เต็มพร้อม นายกสมาคมเครื่องจักรกลไทย กล่าวว่า สมาคมเครื่องจักรกลไทยในฐานะผู้ดำเนินงาน จะทำการคัดเลือกผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพ เข้าร่วมงานทั้งสิ้น จำนวน 20 ราย โดยได้ทำการคัดเลือกจากผู้ที่มีความพร้อมด้านการผลิตในอุตสาหกรรมสนับสนุนและอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้มีความหลากหลาย รวมไปถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ ที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดในการร่วมกิจกรรมครั้งนี้ “การดำเนินการครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ SMEs ของไทย และญี่ปุ่น โดยมีผู้ประกอบการ SMEs ญี่ปุ่น เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 40 ราย มีมูลค่าการเจรจาธุรกิจกว่า 20 ล้านบาท นอกจากนี้ เรายังได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้รับจากการไปร่วมงาน เพื่อเป็นการขยายช่องทางการค้าให้กับผู้ที่สนใจร่วมค้ากับประเทศญี่ปุ่น และเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการSMEs” นายกสมาคมเครื่องจักรกลไทย กล่าว--จบ--

Cover Story: AEC 2558 "วิกฤติ" หรือ "โอกาส"?Source - มาร์เก็ตเธียร์ (Th)
Tuesday, July 05, 2011 11:4360255 XTHAI XECON XCORP XSALES DAS V%MAGL P%MKTM
เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล ภาพ : เมธี ชูเชิด นับจากนี้ไป ผู้ประกอบการชาวไทยต้องให้ความสนใจต่อคำว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือ AEC มากขึ้นอย่างแน่นอน AEC เป็นการรวมกลุ่มกันของประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ประกอบด้วย 6 ประเทศบนพื้นดินคือ บรูไน ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา ไทย และ 4 ประเทศในทะเลคือสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจให้สำเร็จภายในปี 2558 โดยมีเป้าหมายการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน โดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี ผู้ประกอบการระดับบิ๊กเนม บิ๊กแบรนด์ ส่วนใหญ่ได้ให้ความสนใจติดตามในความเคลื่อนไหวของเรื่องนี้มานาน การวางยุทธศาสตร์เพื่อชิงความเป็น 1 ในตลาดอาเซียน จึงถูกกำหนดไว้ชัดเจน เช่น การเข้าไปทำวิจัยหาความเหมือน หรือความแตกต่างของผู้บริโภค เข้าไปเรียนรู้คู่แข่ง ไปติดต่อเอเย่นต์ที่แข็งแรง ไปตั้งสำนักงานสาขา รวมทั้งหาคนเก่งในประเทศนั้นๆ มาร่วมทีม แต่สำหรับผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอี พลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของเมืองไทย ส่วนใหญ่ ยังมึนๆ งงๆ ไม่เข้าใจว่าคืออะไร อย่างไร จะ"รุก" หรือ"รับ"แบบไหน จะเป็น"วิกฤติ"หรือ"โอกาส" อย่างไร ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า ภาครัฐควรมีบทบาทในการกระตุ้นเรื่อง AEC ให้มากกว่านี้ ซึ่งทางกรมเจรจาการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ชี้แจงว่า การร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเดินสายให้ความรู้ในเรื่องนี้มีขึ้นนับ 100 ครั้งในปีที่ผ่านมา แต่ยอมรับว่าต้องเพิ่มให้มากขึ้นไปอีก รวมทั้งต้องหาวิธีการสื่อสารกับผู้คนในระดับกว้างให้มากขึ้นด้วย สถาบันการเงินเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่กำลังระดมความคิดเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในเรื่อง AEC อย่างเข้มข้น ปฏิบัติการเพื่อ"ได้ใจ"เอสเอ็มอี คงมีให้เห็นในครึ่งปีหลัง เพราะแบงก์เองก็รู้ดีว่า"วิกฤติ" ของเอสเอ็มอีคือ"วิกฤติ"ของแบงก์และ"โอกาส" ของเอสเอ็มอีคือ"โอกาส" ของแบงก์เหมือนกัน ส่วนผู้ประกอบการเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปถามตัวเองว่า วันนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าปี 2558 จะเกิดอะไรขึ้น ไทย จะก้าวอย่างไรในยุค AEC ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center EIC ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community :AEC) ไว้อย่างน่าสนใจวิธาน เจริญผล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์อาวุโส ผู้รับผิดชอบหลักในงานวิจัยชิ้นนี้ได้สรุปหัวข้อที่น่าสนใจไว้ดังนี้คือ AEC ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไรบ้าง การรวมตัวของ 10 ประเทศในอาเซียนมีจุดมุ่งหมายหลักคือ การนำเอาอาเซียนไปสู่การรวมตัวเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน(Single Market And Single Production Base)คล้ายๆ กับการรวมตัวของกลุ่มประเทศในยุโรปหรือ EU โดยมีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีใน 5 สาขา ได้แก่ 1.สินค้า 2. บริการ 3. การลงทุน4. เงินทุน และ 5. แรงงานฝีมือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ จะทำให้อาเซียนเป็นที่สนใจ มีบทบาทและอำนาจต่อรองมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลกแบบเดียวกับสหภาพยุโรป (EU) ด้วยตลาดที่มีขนาดประชากรกว่า580 ล้านคน มากกว่าทั้งสหภาพยุโรป มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึงแม้จะมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเท่ากับเพียงเกาหลีใต้ แต่เป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมกันคิดเป็นอันดับสองของโลกอะไรจะเกิดขึ้นในปี 2015 การดำเนินงานตามแผนงานเพื่อมุ่งสู่ AEC ปี 2015 นั้น เป็นการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและทยอยบังคับใช้เป็นระยะๆ โดยมุ่งหวังจะให้เสร็จสิ้นภายในปี 2015 เช่น การลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้ามีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ต้นปี 2010 หรือการขยายเพดานสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนอาเซียนเป็น 70% สำหรับธุรกิจบริการในสาขาเร่งรัดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2010 ที่ผ่านมา กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงต่างๆ ได้แก่ เพดานสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนอาเซียนในภาคบริการอื่นๆ ขยายไปถึง 70% การลดขั้นตอนเอกสารและการตรวจสอบสินค้า ณ จุดตรวจสินค้าของประเทศสมาชิกที่ใช้มาตรฐานกลางเดียวกันในการตรวจสอบสินค้า เป็นต้น ในขณะที่บางส่วนของ AEC เป็นลักษณะของความร่วมมือด้านต่างๆ ที่จับต้องได้ยากและอาจไม่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากนักเช่น การสร้างเครือข่ายระหว่าง SMEs การสร้างเครือข่ายของมหาวิทยาลัยในอาเซียน การส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและเทคโนโลยีเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การเกษตร อาหาร และป่าไม้ เป็นต้น ดังนั้น ความเป็นหนึ่งเดียวกันทางเศรษฐกิจที่มุ่งหวังจะให้เกิดขึ้นจริงๆ นั้น อาจจะเห็นหรือยังไม่เห็นในปี 2015 เพราะนอกจากหลายส่วนของ AEC ยังเป็นเพียงความร่วมมือ แล้วแต่ละประเทศยังมีการสงวนสิทธิ์บางอย่างไว้ เช่น การประกอบธุรกิจในบางสาขา การให้เคลื่อนย้ายแรงงานเฉพาะแรงงานฝีมือหรือแรงงานวิชาชีพที่มีทักษะ เป็นต้นความเหมือน และแตกต่างของ AEC และ EU ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจริงจาก AEC ในปี2015 ไม่สามารถเทียบเคียงกับรูปแบบและภาพของสหภาพยุโรป (EU) ที่มุ่งหวังไว้ เนื่องจากมีปัจจัยความสำเร็จแตกต่างกันมาตั้งแต่เริ่มแรกกล่าวคือมี Supra-national Authority ที่มีอำนาจในการตัดสินใจแทนรัฐสมาชิกภายในขอบอำนาจขององค์กรและมีผลผูกพันรัฐสมาชิกซึ่งส่งผลให้เกิดความเป็นเอกภาพระหว่างรัฐสมาชิกด้วยกันและสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปได้อย่างสะดวก ในขณะที่โครงสร้างการทำงานของอาเซียนนั้นเป็นแบบ Intergovernmental Method ซึ่งรัฐแต่ละรัฐมีฐานะเท่าเทียมกันและทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย การตัดสินใจและการขับเคลื่อนองค์กรจึงเป็นไปได้ช้าหรือบางครั้งอาจเป็นไปไม่ได้เลย เพราะอาจจะต้องได้รับความยินยอมจากรัฐสมาชิกทุกฝ่ายไปในทิศทางเดียวกัน วิธาน อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า เท่าที่มีข้อมูลมา AEC มีแนวคิดที่จะมีองค์กรที่จะอยู่เหนือรัฐ แต่ในแนวปฏิบัติทำไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาคุยกันแบบเท่าเทียมมาตลอด ดังนั้นจะปฏิบัติให้เป็นแนวนั้นค่อนข้างยาก ในขณะเดียวกัน เงินสกุลอาเซียน หรือภาษากลางของอาเซียนก็เป็นเรื่องที่ยังต้องพูดคุยกันอีกมากผลกระทบของAEC ต่อธุรกิจบริการในไทย ในขณะที่ข้อตกลงการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้ามีผลบังคับใช้ไปแล้วนั้น ปัจจุบันการเปิดเสรีด้านการค้าบริการ การลงทุนและการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะอยู่ระหว่างการเจรจาและจัดทำข้อตกลง ธุรกิจภาคบริการจึงเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยส่วนของ AEC ที่จะนำมาวิเคราะห์ผลกระทบเป็นส่วนของข้อตกลง ซึ่งมีผลกระทบต่อธุรกิจมากกว่าส่วนที่เป็นความร่วมมือ การเปิดเสรีด้านธุรกิจบริการจะมีผลกระทบหลักๆ ต่อธุรกิจใน 2 เรื่อง คือ 1. เรื่องการเปิดให้ผู้ลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนลงทุนถือหุ้นได้มากขึ้น 2. การอนุญาตให้แรงงานวิชาชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจบริการสามารถเดินทางไปให้บริการได้ ธุรกิจบริการในประเทศไทยที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากจากการเปิดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้มากขึ้น ได้แก่ ธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ร้านค้าปลีกอาหารบริการบรรจุภัณฑ์ และโรงแรมและรีสอร์ทเพราะเป็นธุรกิจบริการที่มีสัดส่วนผู้ลงทุนต่างชาติโดยรวมค่อนข้างสูงอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยเฉลี่ยประมาณ 39% หากมีการขยายเพดานให้นักลงทุนจากอาเซียนถือหุ้นเป็นสัดส่วนได้เพิ่มขึ้นเป็น70% ก็จะมีแนวโน้มที่ต้องเผชิญกับกลุ่มทุนต่างชาติที่จะเข้ามาได้มากขึ้น ตรงกันข้ามกับกลุ่มธุรกิจบริการที่ปัจจุบันมีสัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติไม่มากในปัจจุบันซึ่งอาจจะสื่อให้เห็นว่าไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมากนัก ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านขายเสื้อผ้า บริการการพิมพ์สื่อโฆษณาบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะมีการลงทุนในสัดส่วนน้อย โดยเฉลี่ยประมาณ 4% ทั้งๆที่เพดานสำหรับธุรกิจบริการส่วนใหญ่กำหนดให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้เป็นสัดส่วนเฉลี่ย 49%รีบบุกด้วยจุดแข็งของCore Competency ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ยังให้ความสำคัญในเรื่องแก่นของความสามารถ (Core Competency) หรือใช้สิ่งที่เราเก่งอย่างเต็มรูปแบบดูจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนในยุค AEC ที่เอื้อให้มีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ (Critical Mass Of Consumer) ในภูมิภาคที่ทุกธุรกิจสามารถเข้าถึงได้แต่ละธุรกิจต้องเริ่มมองหาว่าแก่นความสามารถของธุรกิจตนเองคืออะไร เช่น 1. การมีชื่อเสียงและจุดเด่นของไทยทางด้านบริการสุขภาพทั้งด้านโรงพยาบาลและบุคลากรจะเป็นโอกาสที่ดีในการเจาะตลาดผู้สูงอายุในอาเซียนที่จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 12% อีก 10 ปีข้างหน้าจาก 9% ในปัจจุบันทั้งในส่วนของผู้ป่วยและผู้เกษียณอายุ ซึ่งไทยและมาเลเซียเป็นประเทศในเอเชียสองอันดับแรกที่ติดการจัดอันดับ 30 ประเทศที่น่าไปใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุ ส่งผลให้เริ่มเห็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พยายามเจาะกลุ่มเหล่านี้มากขึ้นทั้งในบางแสน หัวหิน เชียงใหม่และภูเก็ต 2.การบริหารจัดการโรงแรมของไทยเป็นอีกตัวอย่างที่จะเป็นการขยายธุรกิจจากความสามารถที่เป็นจุดเด่นและได้เปรียบของธุรกิจไทย ทั้งนี้แบรนด์การจัดการโรงแรมจากประเทศในภูมิภาคเดียวกันมีแนวโน้มเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับธุรกิจบริหารโรงแรมจากต่างประเทศในกระแสที่จะมีการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเพิ่มขึ้นมากกว่าการเดินทางระหว่างอาเซียนกับนอกภูมิภาค โดยมีการคาดการณ์ว่า การเดินทางภายในอาเซียนจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8% ในช่วง 20 ปีข้างหน้า ในขณะที่การเดินทางระหว่างอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6%ถึงแม้ว่าเชนบริหารโรงแรมต่างประเทศจะมีชื่อเสียงด้านมาตรฐานเดียวกันและมีฐานข้อมูลลูกค้าที่ดี แต่การเพิ่มขึ้นของกลุ่มลูกค้าที่เต็มใจจ่ายตามความพึงพอใจมากขึ้นน่าจะเป็นกระแสที่สร้างช่องทางและโอกาสให้แบรนด์ไทยมากขึ้น 3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจแปรรูปอาหารและการเป็นแหล่งวัตถุดิบจะเป็นข้อได้เปรียบในการมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลมากขึ้น และเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มรายได้จากตลาดอาเซียนที่มีประชากรมุสลิมมากถึง 270 ล้านคน อีกทั้งอัตราขยายตัวของมูลค่าการค้าอาหารฮาลาลโลก โดยเฉลี่ยยังคงสูงกว่าการค้าอาหารโดยรวมของโลก โดยในช่วงปี 2005 - 2009 ที่ผ่านมาอัตราขยายตัวของการค้าอาหารฮาลาลโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.2 ต่อปี สูงกว่าอัตราขยายตัวของการค้าอาหารโลกที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ10.4 ต่อปีเท่านั้น ทั้งนี้การส่งออกจากไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้สูง โดยปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารฮาลาลเป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน วิธาน ยังสรุปว่า ต่อจากนี้ไปความลำบากของธุรกิจจะไม่ใช่เรื่องการหาตลาดรองรับเพราะAEC จะช่วยสร้างตลาดและฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ (Critical Mass Of Consumer) พร้อมไว้สำหรับทุกธุรกิจ จากการค้าบริการรูปแบบเดิมๆจะเพิ่มรูปแบบใหม่ๆ และขยายขอบเขตได้มากขึ้น เช่น ธุรกิจจัดงานแต่งงานที่เดิมจำกัดอยู่เพียงตลาดในประเทศก็เริ่มดึงดูดลูกค้าจากต่างประเทศ ก้าวต่อไปของธุรกิจไทยคงจะเป็นการพยายามเจาะกลุ่มตลาดและกลุ่มธุรกิจที่เราเก่ง และใช้แก่นความสามารถอย่างเต็มรูปแบบเร่งยึดพื้นที่หัวหาด หยิบชิ้นปลามัน สร้างรอยเท้าของธุรกิจไทยในระดับอาเซียนให้พร้อมก้าวไกลสู่ระดับโลกต่อไปในอนาคต ธุรกิจที่น่าจับตามองโอกาสที่ต้องคว้า การมีตลาดและฐานการผลิตร่วมกันในภูมิภาคอาเซียนตามเป้าหมายของ AEC จะสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เกิดกระแสที่น่าจับตามอง3 กระแสคือ 1.การรวมศูนย์การผลิตสินค้าในแหล่งที่มีศักยภาพทางวัตถุดิบและการตลาด ทำนองเดียวกับวิวัฒนาการการเป็นศูนย์ผลิตรถกระบะของไทยที่เริ่มต้นด้วยตลาดขนาดใหญ่จากความนิยมใช้ของคนไทยและพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค และเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อีกด้านหนึ่งคือความได้เปรียบทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่นอินโดนีเซียมีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะปลาทูน่าและกุ้งและเป็นแหล่งประมงนอกน่านน้ำที่ใหญ่ที่สุดของโลก แม้ไม่มีความชำนาญในอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารทะเล แต่ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ประกอบการด้านส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ต่างปรับแผนเข้าไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย 2. ยุคแห่งการค้าบริการในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น (Non-tradables Become Tradables) ยกตัวอย่างเช่น การที่ผู้ป่วยสามารถเลือกใช้บริการโรงพยาบาลในประเทศอื่นๆ ผู้เกษียณอายุเลือกไปใช้ชีวิตอยู่ในแหล่งที่มีบริการที่เหมาะสมคู่แต่งงานจากต่างประเทศมาจัดงานแต่งงานในไทยที่ราคาถูกลง แต่อลังการมากขึ้น และต่อยอดสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวไทยต่อได้ รวมถึงการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว ซึ่งนำมาสู่การสร้างแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนรูปแบบใหม่ๆ เช่น มารีน่าเบย์ในสิงคโปร์ เป็นต้น การสนับสนุนการมีบ้านแห่งที่สองในมาเลเซีย เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของแนวทางสร้างรายได้จากสาขาบริการสำหรับผู้เกษียณอายุที่เดิมเคยจำกัดอยู่แค่ตลาดในประเทศ โดยหันไปมุ่งเน้นตลาดกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวโยงตามมา ทั้งการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริการทางด้านสุขภาพ หรือการที่สิงคโปร์ก้าวข้ามข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ของประเทศ โดยการลงทุนด้านโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในไทย พร้อมกับพัฒนาหลักสูตรตามมาตรฐานเดียวกับในประเทศเพื่อรองรับทั้งนักเรียนที่อยู่ในท้องถิ่นและการส่งออกนักเรียนจากประเทศตนเองในอนาคต 3. การเกิดขึ้นของกลุ่มชนชั้นใหม่ในประเทศจากการย้ายถิ่นของแรงงานอาเซียน (ASEAN Expatriate Class) เช่น การเพิ่มขึ้นของผู้บริหารสัญชาติสิงคโปร์ในลาวและกัมพูชา โดยเฉพาะประเทศที่มีความขาดแคลนและต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงเช่น บริษัทที่ลงทุนและตั้งอยู่ในลาว กัมพูชา และเวียดนาม ต้องอาศัยผู้บริหารและการจัดการจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ ซึ่งกลายเป็นการเกิดของอีกกลุ่มชนชั้นและตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงกว่าคนในท้องถิ่น ดังจะเห็นได้จากกลุ่มลูกค้าของโรงพยาบาลชั้นนำในไทย โอกาสของไทยในมาเลเซียฟิลิปปินส์ อินโดฯ ธุรกิจบริการของไทยจะมีโอกาสลงทุนมากขึ้นในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งเดิมสงวนเพดานสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเฉลี่ยอยู่ที่ 30%, 40% และ 49% ตามลำดับ การเปิดเสรีการค้าบริการภายใต้AEC ที่ผลักดันให้นักลงทุนจากอาเซียนถือหุ้นได้เป็นสัดส่วน 70% จึงนับเป็นโอกาสที่เพิ่มขึ้นสำหรับธุรกิจไทย ในขณะที่สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชานั้นเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้มากอยู่แล้ว แต่การเปิดโอกาสการลงทุนมากขึ้นอาจเป็นเพียงข้อตกลงที่ปฏิบัติได้ยาก เพราะในทางปฏิบัติจริงยังมีกฎเกณฑ์อื่นๆ ภายในประเทศที่นักลงทุนต่างชาติต้องปฏิบัติตาม ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคหรือกำแพงที่ทำให้การลงทุนจากต่างชาติไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่การเปิดเสรีการค้าบริการตั้งใจไว้ ตัวอย่างที่พูดถึงกันมากคือเรื่องสิทธิ์การถือครองที่ดินโดยบุคคลต่างด้าวที่หลายประเทศสงวนไว้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย ในขณะที่บางประเทศหาทางออกให้กับนักลงทุนต่างชาติในเรื่องนี้ด้วยการอนุญาตให้สิทธิ์การเช่าระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเรื่องขนาดการลงทุนขั้นต่ำและรูปแบบการลงทุน ข้อกำหนดให้มีกรรมการบริษัทเป็นคนท้องถิ่น การทดสอบความต้องการทางเศรษฐกิจ การกำหนดให้มีการลงทุนในลักษณะร่วมทุน (Joint Venture) และการมีข้อบังคับให้ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ใช้ เป็นต้น
บรรยายใต้ภาพ วิธาน เจริญผลนักวิเคราะห์หลักอาวุโสศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ และธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC)ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
--Marketeer 136/ มิถุนายน 2554--

กสอ.เผยยุทธศาสตร์ครึ่งปีหลัง ระดมความรู้ AEC สร้างโอกาสเหนือคู่แข่งSource - ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)
Monday, June 20, 2011 13:2035616 XTHAI XECON XCORP V%WIREL P%ASMO
กรุงเทพฯ--20 มิ.ย.--ASTVผู้จัดการออนไลน์
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เผยยุทธศาสตร์เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระดมองค์ความรู้เรื่อง AEC หวังสร้างโอกาสเหนือประเทศคู่แข่ง ชู 4 สาขาอุตสาหกรรมหลักนำร่องพัฒนาตามยุทธศาสตร์ประเทศ ด้านอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ถอดด้าม รับไม่กังวลปัญหาขาดแคลนแรงงาน นำร่องใช้ระบบอัตโนมัติแทนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึง ยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในครึ่งปีหลัง ว่า เน้นพัฒนาความรู้ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีความพร้อม ในการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อรองรับการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community : AEC) ในปี 2558 โดยล่าสุดทางกรมฯ ได้สำรวจความเป็นไปได้ในการทำความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเน้นดำเนินการในระยะแรกมี 4 สาขา ได้แก่ สาขาสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ผักและผลไม้ อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมไม้และเครื่องเรือน “ในการเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในครั้งนี้ ทางกรมฯ มุ่นเน้นเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการใน 2 ส่วน คือ ผู้ประกอบการใหม่ (NEC) และผู้ประกอบการรายเดิม ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น พร้อมทั้งจะพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศ และจังหวัด โดยจะเพิ่มการพัฒนาความรู้ให้มากขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกล่าว นอกจากนี้ทางกรมฯ ยังขายการส่งเสริมอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป, ส่งเสริมผู้ประกอบการในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนารูปแบบสินค้าภายใต้โครงการนวัตกรรมอุตสาหกรรมสู่เชิงพาณิชย์ โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน, มุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ Lean Manufacturing, เน้นการดำเนินการในเชิงคุณภาพมากขึ้น, ให้ประกอบการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ, เร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลอุตโนมัติ และบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนความร่วมมือในต่างประเทศทางกรมฯ มีการสร้างเครือข่ายความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในอุตสาหกรรมหลักของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งผู้ประกอบการไปศึกษากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมหลักๆ หวังสร้างความร่วมมือให้เป็นโอกาสแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างแท้จริง ส่วนปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน ถือเป็นปัญหาหลักที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ ดังนั้นทางกรมฯ จึงได้นำระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรมมาใช้ โดยได้มีการนยำร่องในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ซี่งในอนาคตจะพัฒนาให้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อลดอัตราการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทย--จบ--




ดร. ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ หัวหน้าโครงการ ASEAN Economic Community: AEC วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ SMEs มีโอกาสก้าวเข้าสู่สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า ในปี พ.ศ.2558 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) จะก้าวไปสู่การตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (Single Market and Production Base) ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายอย่างเสรี 5 สาขา ได้แก่ สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และเงินทุน ซึ่งผลของการจัดตั้ง AEC ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศในทุกด้าน ทั้งการค้า การบริการ การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน โดยเฉพาะการเปิดเสรีทางด้านบริการจะส่งผลต่อการแข่งขันในภาคบริการรุนแรงขึ้นและการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรีจะส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดแรงงานอย่างเข้มข้น ดังนั้น บุคลากรในวิชาชีพต่างๆ ของไทยจึงจำเป็นต้องมีการเร่งการพัฒนาทักษะเพื่อรับมือกับการแข่งขันดังกล่าว รวมทั้งการปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะ การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีที่เกิดขึ้น อาจส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวในการบริหารต้นทุนและปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้ดี เหตุนี้วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสำนักพัฒนาผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยให้มีความรู้ความเข้าใจ กฎระเบียบ ข้อบังคับ และข้อควรรู้ต่างๆ ในการทำธุรกิจกับกลุ่มประเทศอาเซียน และพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมรองรับการเปิดเสรีทางการค้า และการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้มีความพร้อมที่จะทำการค้าร่วมกัน ร่วมลงทุนเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างประเทศกับกลุ่มประเทศอาเซียน และเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เห็นประโยชน์และช่องทางในการสร้างโอกาสให้เกิดการค้า การลงทุน การจ้างงาน และการใช้ทรัพยากรในภูมิภาคอาเซียน โดยโครงการนี้จะมีกิจกรรมต่อเนื่องไป 4 กิจกรรม เช่น การจัดสัมมนาชี้แจงโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ : เจาะลึกการทำธุรกิจในประเทศเวียดนาม 5 วัน การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการDoing Business in Vietnamน และ การจัดกิจกรรมศึกษาการทำธุรกิจในประเทศเวียดนาม โดยเป็นการนำผู้ประกอบการไปศึกษาดูงานยังนครโฮจิมินห์ / Ho Chi Minh ประเทศเวียดนามด้วย

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

40 สัปดาห์ โภชนาการเพื่อสุภาพลูกน้อยในครรภ์

40 สัปดาห์ โภชนาการเพื่อสุภาพลูกน้อยในครรภ์

Week 1 สัปดาห์ที่ 1 วางแผนตั้งครรภ์ ถ้าไม่เคยใส่ใจกับโภชนาการที่ถูกสุขลักษณะมาเลย เห็นทีคราวนี้ต้องปฏิวัติตัวเองเพื่อลูกซะแล้ว คุณควรเริ่มกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เริ่มกินยาบำรุงประเภทวิตามินรวมวันละ 1 เม็ด (ไม่ควรเกินจากนี้) โดยคุณจะต้องปรึกษากับแพทย์ก่อน เพราะบางทีคุณอาจไม่ถึงกับต้องพึ่งยาบำรุงก็ได้แตงโมอาจช่วยให้คู่ของคุณมีน้ำเชื้อที่มากพอที่จะทำให้คุณตั้งครรภ์ได้ งด เหล้า บุหรี่ ทั้งตัวคุณ และคู่ของคุณอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้การปฏิสนธิของไข่ล้มเหลวได้ หรืออาจส่งผลต่อสุขภาพครรภ์ของคุณได้รวมทั้งคุณผู้ชายที่สูบบุหรี่จะมีน้ำเชื้อน้อยกว่าผู้ชายที่ไม่สูบ
Week 2 สัปดาห์ที่ 2 เลือกเพศลูก นอกจากเลือกช่วงเวลาในการร่วมเพศแล้วโภชนาการก็มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในการเลือกเพศให้ลูกเช่นกัน ถ้าหากคุณต้องการลูกผู้หญิง คุณต้องกินอาหารที่มีสารอาหารประเภทแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง ซึ่งคุณจะได้สารอาหารเหล่านี้จากอาหารจำพวกแป้ง หรือผลิตภัณฑ์นม แต่ถ้าหากคุณต้องการลูกผู้ชาย คุณต้องกินอาหารที่มีสารประเภทโปตัสเซียม และโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งคุณจะได้จาก ผัก ผลไม้สด และเนื้อสัตว์ทุกชนิด
Week 3 สัปดาห์ที่ 3 เริ่มการปฏิสนธิ ทันทีที่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะขยายเซลล์ออกไปอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง ดังนั้นหากคุณต้องเอาใจใส่กับคุณภาพลูกน้อยในครรภ์ ควรเริ่มจริงจังนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปกินอาหารที่มีกรดโฟลิกสูงจะช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดง และเซลล์ของตัวอ่อนมีความแข็งแรงคุณควรได้รับกรดโฟลิก และวิตามินรวมให้ได้วันละ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่ช่วงก่อนตั้งครรภ์ไปจนปลายสัปดาห์ 12
Week 4 สัปดาห์ที่ 4 ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก ช่วงนี้เองที่คุณเริ่มรู้สึกแปลกๆ ของอาการแพ้ท้อง ที่เป็นสัญลักษณ์ที่บอกให้คุณได้รู้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์แล้ว อาการแปลกๆ เหล่านี้อาจทำให้คุณอยากกินอาหารแปลกๆ ที่ปกติไม่เคยชอบ หรืออยากกินอาหารที่มีรสเปรี้ยวการตามใจปากบริโภคอาหารเหล่านี้เข้าไปมากอาจทำให้คุณขาดสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ของคุณได้ช่วงที่ตัวอ่อนกำลังฝังตัวในเยื่อบุผนังมดลูก คุณจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เพราะมันจะช่วยสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นสารสำคัญที่นำเอาออกซิเจนมาสู่ตัวอ่อนได้ คุณสามารถได้รับธาตุเหล็กจากอาหารกลุ่มธัญพืชต่างๆ ถั่ว ตระกูลต่างๆ ผักขม และผงกะหรี่
Week 5 สัปดาห์ที่ 5 สร้างรกและอวัยวะ คุณควรกินอาหารที่มีโปรตีนสูง กรดอะมิโนที่มีอยู่ในโปรตีน จะช่วยให้ลูกของคุณมีเสบียงมากพอในการสร้างอวัยวะต่างๆ โปรตีนจะมีอยู่ในอาหารจำพวก เนื้อ, นม, โยเกิร์ต, ชีส และพืชตระกูลถั่วนอกจากนี้ธาตุเหล็ก และแคลเซียมยังคงจำเป็นอยู่มาก คุณควรเลิกดื่มชา กาแฟ เพราะคาเฟอีนจะทำให้การดูดซึมของธาตุเหล็กได้ไม่ดีนัก แต่ถ้าคุณอดไม่ได้จริงๆ คุณก็สามารถดื่มได้ เพราะไม่มีอันตรายใดๆ ต่อลูกในครรภ์ แต่ควรดื่มประมาณวันละ 2-7 ถ้วยต่อวันสำหรับกาแฟสำเร็จรูป และ 1-4 ถ้วยต่อวันสำหรับชา และควรทิ้งระยะเวลาจากอาหารมื้อที่มีธาตุเหล็กประมาณครึ่งชั่วโมง เท่านี้คุณก็สามารถลิ้มรสชากาแฟ โดยที่ยังคงได้รับธาตุเหล็กอย่างเต็มที่จากอาหารมื้อปกติด้วย
Week 6 สัปดาห์ที่ 6 ระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ทำให้อาการแพ้ท้องเริ่มรุนแรงในบางราย คุณควรเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค กินให้น้อยลง แต่ให้บ่อยครั้งขึ้น ถ้ากินอะไรไม่ได้เลย ให้กินขนมปังกรอบที่ผสมธัญพืช หรือผักโขมแทนได้ ในรายที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงมาก ให้ฝานขิงอ่อนเป็นแผ่นบางๆ แช่ในน้ำร้อน แล้วค่อยๆ จิบ จะช่วยให้ดีขึ้น นอกจากนี้ให้พยายามหลีกเลี่ยงการได้รับเชื้อโรคจากการกินอาหารดิบๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไข่ที่ไม่ได้ปรุงให้สุกเสียก่อน, อาหารที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ และอาหารแช่แข็ง
Week 7 สัปดาห์ที่ 7 เซลล์ประสาทส่วนกลางและสมองพัฒนา ช่วงสำคัญที่สุดในการปูพื้นฐานสู่ความเป็นอัจฉริยะให้กับลูกอยู่ตรงนี้เอง โอเมก้าทรี คือสารอาหารที่จะช่วยให้สมองของลูกเจริญเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง ซึ่งคุณจะได้รับจากน้ำมันปลา (ปลาแซลมอน, ปลาซาร์ดีน, ถั่วอัลมอล, ถั่วเหลือง, ถั่ววอลนัท), เมล็ดฟักทอง อย่าลืม! กรดโฟลิกช่วยทำให้เซลล์แต่ละตัวของตัวอ่อนแข็งแรง คุณยังคงจะต้องได้รับสารอาหารตัวนี้ต่อไปจนเข้าสัปดาห์ที่ 12
Week 8 สัปดาห์ที่ 8 เซลล์เม็ดสีพัฒนาระบบนัยน์ตาที่ซับซ้อนภายในสมอง คุณจึงยังต้องหมั่นกินอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้าทรีขณะเดียวกัน วิตามินบี 2 ก็มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารกน้อยในครรภ์ คุณจึงต้องได้รับสารอาหารชนิดนี้ตลอดช่วงของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 12 สัปดาห์แรก โดยคุณจะได้วิตามินบี 2 จาก นม, ไข่แดง, ไข่ปลา, เนยแข็ง ผักใบเขียว เป็นต้น
Week 9 สัปดาห์ที่ 9 เซลล์กระดูกมีโครงร่างที่ชัดเจน นิ้วมือและเท้าของทารกเริ่มแยกออกจากกันแคลเซียมคือสารอาหารหลักที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรง คุณควรได้รับวันละ 700-800 มิลลิกรัมต่อวันจึงจะเพียงพอต่อการสร้างรากฐานกระดูก และฟันที่แข็งแรงให้กับทารกและยังช่วยป้องกันการขาดแคงเซียมในตัวคุณด้วย และเพื่อให้การดูดซึมแคลเซียมมีประสิทธิภาพ คุณยังต้องได้รับวิตามินดีด้วย ออกไปนอกบ้านรับแดดยามเช้าตรู่สักครึ่งชั่วโมง หรือถ้ากลัวผิวเสีย หรือไม่แน่ใจว่าแดดแรงเกินไปหรือไม่ ก็ให้กินพวกน้ำมันปลา ไข่ และนม ก็สามารถช่วยได้
Week 10สัปดาห์ที่ 10 ทารกเริ่มได้อาหารจากคุณโดยตรง เพราะรกเริ่มมีการทำงานสมบูรณ์แล้ว ในช่วงนี้คุณจะต้องระมัดระวังอาหารที่บริโภคเข้าไป อาหารที่ไม่มีประโยชน์กับคุณ ก็จะให้ผลเช่นเดียวกับลูกของคุณ คุณควรงดการกินตับ และน้ำมันตับปลา หรืออาหารที่มีวิตามินเอสูง เพราะอาหารกลุ่มนี้จะมีกรดไขมันอิ่มตัวสามารถสะสมในร่างกายได้
Week 11สัปดาห์ที่ 11 อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายคุณเร็วกว่าปกติ วิตามินบี 2 จำเป็นต่อเอนไซม์ต่างๆ ที่ช่วยให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานทำงานได้ดี นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดด้วยขณะเดียวกันคุณก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันและมีรสจัดด้วย
Week 12 สัปดาห์ที่ 12 ร่างกายของคุณมีความต้องการน้ำมากขึ้น เพราะช่วงนี้ หน้าท้องของคุณจะขยายใหญ่จนไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คุณต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ดังนั้น คุณจึงต้องดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อทดแทนกับน้ำที่คุณสูญเสียไปเพราะน้ำมีความสำคัญต่อกระบวนการย่อยอาหารภายในร่างกายของคุณ
Week 13 สัปดาห์ที่ 13 รกเริ่มทำหน้าที่ผลิตโปรเจสเตอโรนและเอสโทล เพื่อช่วยรักษาครรภ์ และควบคุมการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในร่างกายของคุณ แต่ระดับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจทำให้คุณมีอาการอักเสบ และมีเลือดออกได้ อาหารที่มีวิตามินซีสูง จะช่วยรักษาโรคเหงือกบวม และโรคเลือดออกตามไรฟันได้ ทั้งยังมีส่วนช่วยเสริมให้กระดูกและฟันของทารกในครรภ์แข็งแรงอีกด้วยวิตามินซีมีในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทั้งหลาย มีมากในฝรั่ง สตรอเบอรี่ บรอ๊อคโคลี่
Week 14 สัปดาห์ที่ 14 ต่อมไทรอยด์พัฒนาถึงขั้นพร้อมผลิตฮอร์โมน ถ้าหากคุณชอบกินผักกะหล่ำปลี คุณจะได้รับวิตามินซีจากผักชนิดนี้ แต่ในระยะนี้คุณควรจำกัดปริมาณการบริโภคผักกะหล่ำปลีลง หรือไม่กินดิบๆ เพราะมันมีสารยับยั้งการทำงานไทรอยด์ได้
Week 15 สัปดาห์ที่ 15 ผิวหนังเริ่มพัฒนา ถ้าหากคุณสามารถมองทะลุเข้าไปในท้องได้ คุณจะเห็นว่าลูกของคุณมีผิวหนังที่บางและโปร่งใสจนคุณสามารถมองเห็นเส้นเลือดของเขาได้ คุณสามารถช่วยเขาพัฒนาผิวหนังให้หนาขึ้นได้ด้วยการกินอาหารที่มีวิตามินเอคงจำกันได้ว่าเราห้ามไม่ให้คุณกินตับเพราะภายในตับมีวิตามินเอ ถูกแล้วล่ะค่ะ วิตามินเอในตับจะอยู่ในรูปของ “เรตินอล” ซึ่งจะให้ผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนวิตามินเอ ที่จะมีประโยชน์ต่อการควบคุมกระบวนการผลิตเซลล์ผิวหนังจะอยู่ในรูปของ “แคโรทีน” จะมีอยู่ในแครอท ผักใบเขียวเหลือง เนย ฟักทอง
Week 16 สัปดาห์ที่ 16 มดลูกขยาย น้ำคร่ำในรกเพิ่มขึ้นเป็น 7 ออนซ์ครึ่งวิตามินซี จะช่วยให้คอลลาเจนรวมตัวกันได้ดี ทำให้เซลล์ยึดติดกันเหนียวแน่น วิตามินซีนอกจากจะช่วยให้กระดูกและฟันของลูกคุณแข็งแรงแล้ว ยังช่วยผิวหนังของคุณมีความยืดหยุ่นสูงทำให้การแตกลายของผิวหนังลดลงและกลับคืนมาเป็นปกติอย่างสมบูรณ์หลังคลอด แต่คุณก็ไม่ควรลืมทาโลชั่นบริเวณผิวหนังที่แตกลายร่วมด้วยนะคะ
Week 17 ไขเคลือบผิวทารกเริ่มพัฒนาขึ้น เป็นไขมันชนิดพิเศษที่จะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ทารกตลอดระยะเวลาที่อยู่ในครรภ์และช่วยปกป้องผิวอ่อนบางของทารกด้วย ไบโอตินจะช่วยในกระบวนการย่อยสลาย และดูดซึมกรดไขมัน วิตามินช่วยลดไขมันที่มีสภาพเป็นกลางในเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกมีมากในถั่วต่างๆ ผลไม้ น้ำมันจากข้าวสาลี เมล็ดทานตะวัน และผักเขียวปนเหลือง
Week 18 ระบบประสาทหู พัฒนาจนใช้งานได้แล้ว อวัยวะต่างๆ เติบโตจนทำให้ลูกของคุณสามารถรับรู้ความรู้สึกจากโลกภายนอกได้แล้วไบโอตินนอกจากจะช่วยในการถนอมผิวพรรณแล้ว ยังมีความสำคัญต่อระบบประสาทด้วยขณะที่วิตามินบี 1 จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นอาหารต่อระบบประสาท และยังช่วยปกป้องคุณจากโรคเหน็บชา อันเนื่องมาจากน้ำหนักครรภ์ที่เพิ่มขึ้นและไปกดทับเส้นเลือดของคุณ ทำให้การหมุนเวียนของเลือดติดขัด มีมากในธัญพืช ข้าวกล้อง เนื้อวัว หรือเนื้อหมู เต้าหู้ ถั่วหมัก งา กระเทียม
Week 19 หนังศรีษะเริ่มมีผมงอกออกมา เล็บมือและเท้าเริ่มเจริญขึ้นผิวหนังหนาขึ้นเป็น 4 ชั้นแล้ว ในช่วงนี้คุณควรเริ่มให้ความสำคัญกับอาหารที่มีสังกะสีเพราะนอกจากจะช่วยเสริมการเติบโตของทารกน้อยในครรภ์คุณแล้ว ยังช่วยป้องกันการคลอดก่อนกำหนดด้วย มีมากในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ถั่วอบแห้ง
Week 20 มดลูกขยายเบียดเข้าไปในช่องท้อง ช่วงนี้คุณจึงอาจมีปัญหาท้องผูกบ่อยๆ ถ้าปล่อยไว้อาจเป็นริดสีดวงทวารได้ คาร์โบไฮเดรตนอกจากจะให้พลังงานกับคุณแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกให้กับคุณได้อีกด้วย มีมากในข้าว มันฝรั่ง ขนมปังโฮลวีต
Week 21 ระบบการย่อยอาหารพัฒนาจนสามารถดูดซึมน้ำ และน้ำตาลจากน้ำคร่ำที่กลืนเข้าไปได้ และขับของเสียออกมาในลำไส้ใหญ่ช่วงนี้ร่างกายของคุณมีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยในการเผาผลาญอาหารไนอะซินจะช่วยเปลี่ยนน้ำตาล และไขมัน เป็นพลังงาน และยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทั้งของคุณ และเจ้าตัวน้อยในครรภ์ มีการทำงานที่ดีขึ้นด้วย มีมากในเนื้อหมู ไก่ ปลา เห็ด ถั่วต่างๆ งา และธัญพืช
Week 22 เซลล์ประสาทพัฒนาอย่างสมบูรณ์ ประสาทสัมผัสเจริญเต็มที่ ลูกของคุณจะใช้ประสาทส่วนนี้ในการเรียนรู้การเคลื่อนไหวความแตกต่าง และความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ของร่างกาย วิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยบำรุงระบบประสาทส่วนกลางและเส้นประสาทส่วนปลาย มีมากในเนื้อวัว ไก่ หมู ปลา นม เนยแข็ง
Week 23 ปริมาณพลาสมาในตัวคุณเพิ่มขึ้น ทำให้คุณมีโอกาสเกิดภาวะโลหิตจางได้ ควรให้แพทย์ตรวจดูว่าคุณได้รับธาตุเหล็กเพียงพอหรือไม่ เพราะภาวะโลหิตจาง หากเป็นมากอาจเข้าขั้นอันตรายได้
Week 24 น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุด การกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงตลอดช่วงของการตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนสุดท้ายจะทำให้มีไขมันน้อยลง ทำให้ทรวงทรงของคุณกระชับเข้าที่ได้อย่างรวดเร็วหลังคลอดแถมยังช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานที่อาจเกิดขึ้นในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ด้วย คุณจะได้ไฟเบอร์จากผัก ผลไม้ ธัญพืช
Week 25 อวัยวะเพศ และระบบสืบพันธ์พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน ช่วงนี้การแบ่งเพศชายหญิงในตัวทารกจะชัดเจนแล้ว เด็กชายจะเริ่มมีถุงอัณฑะ ส่วนเด็กหญิงบริเวณช่องคลอดจะมีช่องลึกเข้าไป วิตามินเอ จะช่วยพัฒนาอวัยวะสืบพันธ์ของทารก
Week 26 ระบบนัยน์ตาพัฒนาเกือบสมบูรณ์ ลูกของคุณเริ่มลืมตาขึ้นได้แล้วในสัปดาห์นี้ สีนัยน์ตาของเขาจะพัฒนาต่อไปจนหลังคลอด 2-3 เดือน สีนัยน์ตาจึงถูกกำหนดขึ้นอย่างถาวรโดยรูม่านตา อย่าลืม! โอเมก้าทรีช่วยพัฒนาระบบนัยน์ตาของทารก
Week 27 ระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังอ่อนแอ ลูกของคุณมีรูปร่างหน้าตาคล้ายทารกแรกคลอดแล้วล่ะ ถ้าเขาเกิดอยากออกมาดูโลกตอนนี้ เขาจะมีโอกาสรอดชีวิต 85% ภายใต้การดูแลพิเศษ ปัญหาคือว่าระบบต่างๆ และอวัยวะอีกหลายส่วนยังมีการทำงานที่ไม่เต็มที่และระบบภูมิต้านทานยังอ่อนแออยู่ ธาตุเหล็ก แคลเซียม โอเมก้าทรี วิตามินซี ล้วนช่วยให้เขามีการเติบโตที่แข็งแรงมากขึ้น
Week 28 ถึงเวลาทดสอบภาวะต่างๆ ในร่างกายของคุณแล้ว ช่วงนี้คุณหมอจะนัดคุณถี่ขึ้น เพราะในช่วง 3 เดือนสุดท้ายอาจภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้นได้ แถมร่างกายของคุณก็อ่อนล้าจากการเปลี่ยนแปลงในร่างกายหลายอย่าง คาร์โบไฮเดรตและวิตามินบี 1 จะช่วยให้คุณมีพละกำลังพร้อมที่จะอึดเพื่อลูกน้อยในครรภ์ของคุณต่อไป
Week 29 โปรแลคตินกระตุ้นเต้านมพร้อมผลิตน้ำนม ช่วงนี้หัวนมของคุณอาจมีน้ำนมสีเหลืองข้นไหลออกมา ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการทำงานของเต้านม คุณควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินซี วิตามินดี จะช่วยให้ร่างกายของคุณเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตน้ำนมไว้ให้กับลูกน้อยของคุณ
Week 30 มดลูกเริ่มหดรัดตัวเป็นครั้งแรก คุณจะรู้สึกเกร็งที่ยอดมดลูกเป็นพักๆ แต่ยังไม่ใช่อาการเจ็บท้องคลอด เป็นเพียงการเตรียมท่าของทารกให้พร้อมสำหรับการคลอดเท่านั้นไบโอตินในผลไม้สดแช่เย็น หลังอาหารจะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และยังช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายอีกด้วย
Week 31 ปอดของลูกคุณพัฒนาขึ้นจนเกือบสมบูรณ์ ถุงลมในปอดสามารถหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมาเพื่อช่วยให้ถุงลมสามารถทำหน้าที่ของมันได้ หากทารกก่อนคลอดก่อนกำหนด แต่ตอนนี้เขายังต้องพึ่งออกซิเจนที่มีอยู่ในกระแสเลือดที่ฉีดเข้ามาทางสายสะดืออยู่ ช่วงนี้วิตามินซี มีความจำเป็นมาก มันจะช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กและช่วยสร้างเม็ดเลือดให้กับทารกในครรภ์ขณะที่แคลเซียมยังเป็นสิ่งที่จำเป็นวิตามินเค จะช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังให้กับคุณ
Week 32 ศรีษะของลูกคุณเริ่มเคลื่อนลงแล้ว ลำตัวของเขาจะใหญ่ขึ้นจนเท้าชี้ขึ้นไปถึงซี่โครง แรงกดทำให้คุณรู้สึกเจ็บชายโครง อย่าลืมขอวิตามินเสริมจากหมอที่คุณฝากครรภ์ ลูกของคุณต้องการการบำรุงมากเป็นพิเศษในช่วงนี้
Week 33 ภาวะโลหิตจางในตัวคุณลดลง สืบเนื่องมาจากปริมาณพลาสมาเริ่มมีปริมาณเท่ากับเซลล์เม็ดเลือดแดง อีกทั้งภาวะร่างกายของคุณในช่วงนี้ จะสามารถดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารมื้อปกติเพิ่มขึ้นเป็น 66% คุณจึงไม่ต้องกังวลกับการบำรุงด้วยธาตุเหล็กอีกต่อไปแล้ว เว้นแต่คุณจะเป็นโรคโลหิตจาง
Week 34 ลูกของคุณอยู่ในท่าพร้อมที่จะคลอดแล้ว ต่อมหมวกไตของเขาจะผลิตฮอร์โมนสเตียรอยด์ออกมามากเป็น 10 เท่าของร่างกายผู้ใหญ่การทำงานของปอดดีขึ้น จนไม่จำเป็นต้องพึ่งการดูแลพิเศษ หากต้องคลอดออกมาในตอนนี้ ถึงสอย่างนั้นเขาก็ยังอยากอยู่ข้างในท้องของคุณ ดึงแคลเซียมจากร่างกายของคุณมาเสริมสร้างกระดูกของเขาให้มีความแข็งแรงมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่าแคลเซียมยังจำเป็นเสมอสำหรับคุณ
Week 35 ยอดมดลูกขยับขึ้นในระดับสูงสุด อยู่ใต้กระดูกสันอกทำให้คุณหายใจขัดเจ็บชายซี่โครง รับประทานอาหารลำบาก ลองใช้วิธีเดียวกับตอนแพ้ท้องใหม่ๆ ดูซิคะ รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้ง และพักผ่อนให้มากจะช่วยได้
Week 36 กระโหลกศรีษะเป็นรูปร่าง แต่ยังไม่แข็งแรงพอแคลเซียม วิตามินซี วิตามินดี และโอเมก้าทรี จะช่วยให้กะโหลกศรีษะของลูกคุณแข็งแรงมากขึ้นและพร้อมที่จะมุดตัวโผล่พ้นช่องคลอดออกมาพบกับคุณในไม่อีกกี่สัปดาห์นี้
Week 37 เริ่มมีการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง และจะมีการสร้างต่อไปอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังคลอดเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท มีความสำคัญต่อสมองอัจฉริยะของลูกคุณจำได้หรือไม่? โอเมก้าทรี อาหารพลังสมองของลูกในท้องของคุณ
Week 38 ทารกเริ่มเคลื่อนศรีษะลงมาอยู่ที่อุ้งเชิงกราน ทำให้คุณรู้สึกโล่ง และหายใจสะดวกขึ้น แต่น้ำหนักของมดลูกจะไปกดทับที่กระเพาะปัสสาวะแทน ทำให้คุณเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น หมั่นดื่มน้ำบ่อยๆ เพราะน้ำยังจำเป็นต่อการดูดซึมสารอาหารภายในร่างกายของคุณอยู่
Week 39 อาการเจ็บครรภ์เตือนเกิดขึ้น ความรู้สึกจะใกล้เคียงกับการเจ็บครรภ์คลอดจริง การหดรัดตัวไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้สบาย คิดถึงลูกของคุณที่จะคลอดออกมา เจ็บท้องคลอดจะเป็นอุปสรรคขี้ปะติ๋วสำหรับคุณ วิตามินบี 1 จะช่วยให้ระบบประสาทของคุณผ่อนคลายขึ้น
Week 40 ได้เวลาสบตาเทวดาของคุณซะที จุกเมือกที่ปากทางเข้ามดลูกลอกตัวออกมา ปากมดลูกเปิดออก ถุงน้ำคร่ำแตกของเหลวและเลือดไหลออกมาการหดรัดตัวของมดลูกแรงขึ้น เป็นจังหวะสม่ำเสมอและถี่ขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่ให้พลังงานทุกชนิดจำเป็นสำหรับการเตรียมพร้อมของคุณคาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินซี และอาหารที่มีคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งใดอาหารใจที่ได้กอดเทวดาตัวน้อยของคุณไว้ในอ้อมอก อ้า…ความอ่อนล้าทั้งหมดหายไปเป็นปลิดทิ้ง.

LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...